ความท้าทายของการสร้างวิชาการสายรับใช้สังคมไทยคือ ต้องไม่เป็นวิชาการชั้นสอง ไม่เป็นวิชาการของคนที่ไม่มีทางก้าวหน้าในเส้นทางอื่น ไม่เป็นวิชาการสายสะดวกง่ายดายโดยไม่ต้องใช้ความเพียรอดทนมานะพยายาม
เป้าหมายหลักของการสร้างวิชาการสายนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวบุคคล หรือเพื่อนักวิชาการเป็นหลัก แต่เพื่อประเทศไทยสังคมไทยเป็นหลัก เราต้องการสร้าง “ถนน” วิชาการสายใหม่นี้ เพื่อเป็นกลไกเชื่อมวงการวิชาการ/วิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุดมศึกษา ให้แนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกันกับภาคชีวิตจริงของสังคม
ดังนั้น เราต้องช่วยกันพัฒนาระบบคุณค่า และระบบคุณภาพ ของวิชาการสายนี้ สถาปนาไว้เป็นมรดกของสังคมไทย และของวงการวิชาการไทย ให้ได้ โดยผมมองเวลา ๑๐ ปี ใช้เงินลงทุนโดยตรงจากภาครัฐ ๑,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๑๐ ปี โดยที่จริงๆ แล้ว ในช่วง ๑๐ ปีนี้ วงการวิชาการสายรับใช้สังคมไทยจะทำงานในขนาดของเงิน ๑๐,๐๐๐ – ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ผมมองที่การตีพิมพ์แบบ open access ในวารสารแบบ eJournal ที่มี peer review เข้มข้น เป็นด่านแรก แต่ก็ไม่ง่ายดายนัก เพราะจะมีข้อจำกัดที่นักวิชาการสายรับใช้สังคมไทยส่วนใหญ่ไม่ถนัดด้านการเขียน จึงต้องมีการจัดการที่ช่วยให้ผลงานเหล่านี้ออกสื่อสารกระตุ้นการ ลปรร. ทั้งในกลุ่มนักวิชาการสายนี้ และออกสู่สังคมภายนอก อย่างกว้างขวางและแม่นยำ
เราต้องพัฒนาระบบ peer review ในระบบวิชาการสายรับใช้สังคมไทย และพัฒนาระบบการสื่อสารผลงานวิชาการรับใช้สังคมไทย ทั้งที่สื่อสารโดยนักวิชาการเองและสื่อสารโดยระบบ PLoT และสื่อสารโดยระบบการประชุมวิชาการสายรับใช้สังคมไทย
การสร้างการยอมรับนับถือผลงานวิชาการสายรับใช้สังคมไทย มีข้อมูลใน PLoT ที่กรองกลโกงออกไปแล้ว เป็นด่านที่ ๒ เราจะต้องช่วยกันทำให้ PLoT สร้างข้อมูลนี้ออกมาอย่างกว้างขวางครบถ้วนเชื่อมโยง และเชื่อถือได้ และแต่ละปี PLoT จะรายงานสถานภาพของผลงานวิชาการสายนี้ออกมาให้สังคมไทยชื่นชมและใช้ประโยชน์
ผลการตรวจสอบผลกระทบต่อสังคมไทยในภาคส่วนต่างๆ ที่มองจากฝ่ายผู้ใช้ผลงานวิชาการ จะเป็นด่านที่ ๓ ของการสร้างการยอมรับนับถือผลงานวิชาการสายรับใช้สังคมไทย ซึ่งหมายความว่า เราจะต้องสร้างระบบข้อมูลด้านผู้ใช้ความรู้เพื่อการพัฒนากิจการของตน ว่ามีการใช้ความรู้ด้านใด อย่างไร เกิดผลอย่างไร และมีนักวิชาการกลุ่มใด สถาบันใด เข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง ย้ำว่านี่คือสารสนเทศจากมุมของ “ผู้ได้รับประโยชน์” ไม่ใช่จากมุมของนักวิชาการ
นักวิชาการที่จะได้รับตำแหน่งวิชาการสายนี้ น่าจะมีการประเมินโดยใช้ข้อมูล ๓ ด้านนั้น เอามาตรวจสอบบทบาทในทีม และตรวจสอบบทบาทส่วนของตน โดย review panel ที่มีความสามารถสูงในการใช้วิจารณญาณ (subjective judgement) โดยมีข้อมูลที่ครบถ้วนแม่นยำ (objective data)
ถนนวิชาการสายรับใช้สังคมไทย เป็นถนนที่มีความซับซ้อนสูงมาก จะต้องมีการสร้างส่วนประกอบของถนนขึ้นใหม่อย่างมากมาย ต้องการการจัดการ การทดลอง การสื่อสาร และการพัฒนาร่วมกันอย่างอดทนในระยะยาว
วิจารณ์ พานิช
๘ ส.ค. ๕๓ แก้ไขปรับปรุง ๑๗ ส.ค. ๕๓
การกระทำย่อมดังกว่าคำพูด
คนพูดเก่งเป็นคนที่รู้จำ คนทำเก่งเป็นคนที่รู้จริง
คนทำเก่ง คำพูดเนื้อเยอะ
คนพูดเก่ง คำพูดน้ำเยอะ
ราก ฐานของนักวิชาการในสายรับใช้สังคมไทย ต้องเป็นคนทำมาก มาก และมาก ๆ
การทำมาก ๆ เป็นการบ่มอินทรีย์ เมื่อบ่มมาก ๆ คำพูดทุก ๆ คำจะมี "พลัง" วาจาทุกคำจักเป็น "สุภาษิต"
คนที่ท้องไม่อิ่มนั้น "ให้ (รับใช้)" คนอื่นยาก
นักวิชาการรุ่นใหม่ วัยกำลังกิน กำลังนอน ยังไม่ถ่ายถอนจิตออกจากชีวิตในวังวนแห่ง "กาม กิน และเกียรติ"
ผู้ใหญ่ที่อิ่มแล้ว อิ่มในลาภ อิ่มในยศ อิ่มในสรรเสริญ เข้าใช้ชีวิตว่ากินมากไป ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ผู้ใหญ่ดี ๆ ทั้งหลายจึงเดินหน้าออกมาเพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคม
หากมีผู้ใหญ่ดี ๆ เด็กก็มีกำลังใจที่จะทำตาม
วันนี้สังคมไทยต้องพึ่งบารมีผู้ใหญ่ ให้นักวิชาการไทยรุ่นใหม่เอาเยี่ยงเพื่อตามอย่าง
ถนนสายนี้เหนื่อยนะ แต่ถ้าหากมีพ่อและแม่พาจูงมือเดินไป ถนนนี้ย่อมไม่ไร้นักวิชาการไทยที่ดี ๆ ...
Job specification (คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง) สำหรับนักวิชาการสายรับใช้สังคมไทย
1. มีศีล 5 พร้อมบริบูรณ์ (กาย วาจา และใจ)
2. ถ้าเหนื่อย ท้อแท้ใจ หรือมีปัญหาใด ๆ ให้ย้อนกลับไปดูข้อที่ 1.
Job Description (คำพรรณาลักษณะงาน) ของนักวิชาการสายรับใช้สังคมไทย
1. ทำความดี
2. เสียสละ
3. ย้อนกลับไปทำข้อที่ 1 และ 2 เรื่อยไปในขณะที่ชีวิตนี้ยังมีลมหายใจ
วิชาการสายรับใช้สังคมไทย...
เน้นการทำงานเพื่อสร้าง "คุณค่า" มากกว่า "มูลค่า"
ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์..และนักวิชาการสายรับใช้สังคมไทยทุกท่านครับ
ขอบพระคุณครับอาจารย์