เมื่อคืนนี้ตอนเดินทางขากลับจากไปสอนที่จังหวัดร้อยเอ็ด ฝนตกและถนนบางส่วนอยู่ระหว่างการปรับปรุง แต่ด้วยความรีบจำเป็นต้องเพิ่มความเร็วในการเดินทางมากกว่าที่เคยขับ บังเอิญว่า เป็นห้วงเวลาที่สมาธิดีมาก ทั้งนี้น่าจะมีสาเหตุว่า ได้เปิด CD ธรรมเทศนาของท่านหลวงตาพระมหาบัว ฟังตลอดทางนั่นเอง
ระหว่างนั้นผมเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ...
ความต้องการที่เกิดจากอำนาจของกิเลส กับ ฉันทะ นั้น ต่างกันอย่างไร ?
การฝึกฝนของผมหลายเดือนที่ผ่านมานั้น เป็นการฝึกลดละความทะยานอยากทั้งมวล โดยไม่ได้แยกว่า นี่คือ ความอยากของกิเลส หรือ ฉ้นทะ ทั้งนี้พบว่า ทำให้เป็นสมาธิได้ง่ายและเร็วขึ้น ทำให้จิตไม่กระเพื่อม ไม่สร้างภพ สร้างชาติ
สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงพิจารณาละเอียดขึ้น โดยเข้าใจว่า ถ้าแยกได้ว่า ความคิดใดเกิดจากอำนาจของกิเลส ความคิดใดเป็นฉันทะ ก็จะทำให้เราผสานทางโลกกับทางธรรมได้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่ปล่อยวางทุกอย่างเหมือนที่ผ่าน ๆ มา
นั่นหมายความว่า การค้นหาทางสายกลาง คือ ไม่สุดโต่งทิ้งหมด และ ไม่ยึดมั่นถือมั่นหมดทุกอย่าง อันเป็นเหตุแห่งทุกข์นั่นเอง
พิจารณาไปมา จริง ๆ แล้ว เจ้ากิเลสตัณหานั้น นอกจากมันจะเป็นเสือโคร่งแล้ว มันยังเป็นนางงามที่มีเสน่ห์เหลือเกินได้อีก ยกตัวอย่างช่วงนี้ ผมอยู่ระหว่างการตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ในชีวิต เพื่อหวังว่าจะสร้างอิสรภาพทางการเงินให้ตนเองและครอบครัว อันจะนำพาไปสู่ความสามารถในการสร้างอิสรภาพทางใจจากกิเลสตัณหาทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น
แต่ทว่า ยังแยกไม่ออกว่า จริง ๆ แล้วการลงทุนครั้งนี้เป็น ฉันทะ หรือ อำนาจกิเลสตัณหากันแน่ ?



ถ้าแยกได้ว่า ความคิดใดเกิดจากอำนาจของกิเลส ความคิดใดเป็นฉันทะ
แยกยากมากเลยครับ เพราะเจ้ากิเลสมักจะหลอกว่าความคิดของของเราครับว่าความคิดนี้ดีแล้ว เป็น "ฉันทะ" ทำให้เราคิดว่าเราแน่ เรามาถูกทางแล้ว แต่แท้ที่จริง เป็นความคิดกิเลสครับ กิเลสเป็นเหยื่อล่อให้เราตายใจ และ หลงทาง
สำหรับผม เท่าที่พอมีสติอยู่บ้าง คิดว่าความคิด "ฉันทะ" ของตัวเอง มีน้อยมากเลยครับ เพราะยัง "อยากดี อยากเด่น อยากดัง" อยู่ครับ ทั้งๆที่ก็รู้ว่าไม่ดี แต่มันตัดลำบากครับ
จะพยายาม ลด ละ ครับ (คงเลิกลำบาก)
ขอบคุณอาจารย์สำหรับธรรมะดีๆครับ
เรียนท่านรองฯ ครับ
เจ้ากิเลสนี้เป็นนางงามจริง ๆ
เป็นนางงามในตู้กระจก ด้วยครับ
เพราะมีมายาห่อหุ้มมากมาย เปรียบดังกระจก ทำให้เราเข้าไม่ถึงเจ้าตัวกิเลส
ผมเข้าใจว่า ... ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบทางโลกของเรา ก็ควรทำด้วยฉันทะอย่างดีที่สุด เช่น การทำมาหากิน การเลี้ยงดูครอบครัว ซื้อบ้าน ซื้อรถ ลงทุน เป็นต้น เราต้องทำอย่างดีที่สุด ลุยแบบสุด ๆ แต่ด้วยความเป็นปุถุชนนั้น บางทีก็ค้นหาทางสายกลางยากเหมือนกันครับ
ระหว่างที่คิดหาคำตอบมาแลกเปลี่ยนกับท่านรองฯ อยู่นี้ เริ่มเห็นคำตอบบางอย่างบ้างแล้วครับ
ตอนแรก ตั้งใจจะเสนอแนวคิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านรองฯ ว่า ผมเข้าใจทางโลกว่าอย่างไร ตามด้วยความเข้าใจทางธรรม และจบด้วยความคิดเห็นว่า ประสานทางธรรมกับทางโลกได้ว่าอย่างไร ?
แต่ระหว่าง คิดที่จะเขียนอยู่นั้นก็เห็น คำตอบบางอย่างข้างบนว่า จริง ๆ แล้วทางธรรมกับทางโลกไปด้วยกันได้
ใหม่อำนาจกิเลสอาจจะแรงกว่า ฉันทะ แต่เมื่อฝึกพิจารณาบ่อย ๆ เข้า คงจะดีและพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณนั้นครับ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์
Die before dying for immortality. (ท่านพุทธทาส)ก็คือตายก่อนตายเพื่อที่จะไม่มีวันตาย คือเราต้องยอมรับว่าเราทุกคนจะต้องตาย เมื่อยอมรับได้เราก็จะเป็นอิสระ ปลดปล่อย ปล่อยวาง จากอำนาจของกิเลสค่ะ แต่ชีวิตของคนเราเป็นชีวิตที่มีความไม่ลงตัว ความไม่สมดุล แต่เรารู้ว่าเราหาความสมดุลได้ จะเรียกว่าฉันทะหรือไม่ก็แยะยาก และสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่นิยามสวยหรูแต่เป็นชีวิตประจำวันที่เราต้องดิ้นรนค่ะ
สวัสดีครับ ครูกระแต
สวัสดีครับอาจารย์ "โลกกับธรรมไปกันได้" แน่นอนครับ มีอีก "โลกอยู่กับธรรม" ถ้าไม่มีโลกผมว่าไม่มีธรรม และไม่มีธรรมก็ไม่มีโลก เพราะสองอย่างนี้เขาอาศัยกัน ..อโหสิ เคารพ