การประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เพื่อพัฒนาและส่งเสริมสังคมเครือข่ายผู้เรียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรการศึกษา ทั้งในด้านงานวิชาการและงานการตลาด

Facebook (เฟคบุ๊ค) เป็นบริการหนึ่งในระบบอินเตอร์เน็ตที่สร้างสังคมเครือข่ายระหว่างผู้ใช้บริการ (Social Network) ให้สามารถติดต่อสื่อสารและร่วมทำกิจกรรมกับผู้ใช้คนอื่นๆได้ ผ่านแอพลิเคชั่นต่างๆที่เปิดให้ผู้ใช้งานได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เฟคบุ๊คได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากกลุ่มผู้ใช้บริการสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลก (ดูได้จากการจัดอันดับสถิติเว็บไซต์ของ Alexa.com วันที่ 15 สิงหาคม 2010 ที่จัดอันดับให้ Facebook เป็นอันดับ 2 ของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมระดับโลกรองจาก Google)

ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ในวันนี้จากข้อมูลสถิติของเว็บไซต์ CheckFacebook.com มีคนไทยลงทะเบียนใช้งาน Facebook แล้วทั้งสิ้นเกือบ 5 ล้านคน ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตของผู้ใช้งานคิดเป็น 5 เท่าจากปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน (เทียบจากเดือนสิงหาคม 2009 มีผู้ใช้งาน Facebook ประมาณ 1 ล้านคน)[1] โดยกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้ใช้งาน Facebook เป็นเยาวชนที่อยู่ในวัยเรียน อายุระหว่าง 14-24 ปี
จากข้อมูลในเบื้องต้นเห็นได้ชัดว่าเยาวชนในวัยเรียนของประเทศไทยเข้ามาใช้สังคมออนไลน์ในบริการของ Facebook เป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงสถิติการใช้งานสังคมออนไลน์ Facebook บริการเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายบริการสังคมออนไลน์ที่เยาวชนไทยนิยมใช้งาน จึงเป็นเหตุผลที่นักการศึกษายุคใหม่ควรให้ความสำคัญในการศึกษารูปแบบการทำงานของ Social Network ของผู้ให้บริการต่างๆ และพฤติกรรมของเยาวชนผู้ใช้งาน เพื่อให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนในยุคโลกาภิวัตน์ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือช่องทางใหม่ในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการการศึกษาต่อไปในอนาคต

แนวความคิดโรงเรียน ICT (Information and Communication Technology) ของกระทรวงศึกษาธิการ ระบุไว้ว่า “โรงเรียน ICT เป็นโรงเรียนที่นำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษาทั้งในด้านพัฒนาองค์ความรู้ กระบวนการจัดการศึกษาและกิจกรรมผู้เรียน สร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณธรรมจริยธรรม ในการใช้ ICT เป็นเครื่องมือเสริมแสวงหาความรู้ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน ซึ่งส่วนหนึ่งจะเป็นการสอนทางไกลผ่านระบบเครือข่ายเทคโนโลยีทั้งในเวลาและนอกเวลาการเรียนการสอน ทำให้ระบบการเรียนรู้มีความสมบูรณ์มากขึ้น รวมทั้งมีศักยภาพต่างกันได้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา และสามารถปรับตัวเท่าทันการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมได้”[2] โดยในการจะให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะความสามารถทางด้าน ICT นั้น นักการศึกษาต้องมีความเข้าใจกระบวนการแปรสภาพของชุมชนแหล่งการเรียนรู้ (Community of Learning)[3] มาเป็น สังคมเครือข่ายการเรียนรู้ (Social Network of Learning)[4] โดยใช้ electronic Media มาสร้างให้เกิดการเรียนรู้ในรูปแบบ e-Learning environment ให้ผู้เรียนมีโอกาสแลกเปลี่ยน สร้างความรู้สึกอันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคมเครือข่ายผู้เรียนออนไลน์

ดังนั้นโรงเรียนในยุคโลกาภิวัตน์จึงควรมีบุคลากรทางการศึกษาที่มีความรู้ ความเข้าใจและมีเจตคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ ICT เพื่อการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ และการสร้างสังคมเครือข่ายผู้เรียนออนไลน์ ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก ICT ได้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

Social Network กับการสร้างสังคมเครือข่ายผู้เรียน
ในที่นี้ ขอยกกรณีศึกษาการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เพื่อพัฒนาและส่งเสริมสังคมเครือข่ายผู้เรียน ของสถาบันสันติราษฎร์บริหารธุรกิจ ในพระอุปถัมภ์ฯ (SIBA) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีการบูรณาการ ICT มาใช้ในกิจการต่างๆขององค์กร มาเป็นกรณีศึกษาให้เห็นถึงแนวความคิด ขั้นตอน และกระบวนการในการพิจารณาเลือกใช้งานระบบ Social Network เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรการศึกษา ทั้งในด้านงานวิชาการและงานการตลาด ดังนี้

จุดเริ่มต้นแนวคิดในการประยุกต์ใช้งาน Social Network ของ SIBA เกิดขึ้นจากการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการใช้งานเครือข่ายเพื่อการสื่อสารของผู้เรียน โดยตั้งข้อคำถามไว้ 2 ประเด็น คือ
         1. ปัจจุบันผู้เรียนมีพฤติกรรมในการสื่อสารและการถ่ายทอดความคิดที่เปลี่ยนไป โดยมีการใช้บริการสังคมออนไลน์สร้างเครือข่ายสังคมกันเองแบบไร้ทิศทาง เราในฐานะผู้สอนและสถานศึกษาจะสามารถเข้าถึงเพื่อให้การแนะนำและควบคุมทิศทางได้อย่างไร แล้วเราจะเป็นผู้ตามหรือเป็นผู้นำในการสร้างสังคมเครือข่ายนี้เอง ?
         2. เราจะสามารถเข้าถึงและสร้างสังคมเครือข่ายระหว่างโรงเรียนกับผู้เรียนที่จบออกไปแล้ว หรือระหว่างผู้เรียนที่เป็นศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าได้อย่างไร ?

ทั้ง 2 คำถามนี้หากมองว่าคำตอบคือการลงทุนทางเทคโนโลยีเพื่อสร้างระบบเครือข่ายสังคมผู้เรียนออนไลน์ขึ้นมาใช้เองในโรงเรียนอาจต้องใช้งบประมาณลงทุนที่มาก ทั้งในด้านอุปกรณ์และบุคคลากรในการดูแล อีกทั้งการสร้างระบบเองอาจไม่สามารถสนองตอบความต้องการทั้งหมดโดยเฉพาะในเรื่องของแรงจูงใจให้คนเข้ามาใช้งาน ดังนั้นทีมงานจึงมีแนวคิดว่าน่าจะหาวิธีในการเข้าไปมีส่วนร่วมและใช้ประโยชน์จากระบบบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายสังคมผู้เรียนออนไลน์เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวความคิดและการติดตามข้อมูลข่าวสารของกลุ่มร่วมกันระหว่างสถานศึกษา นักเรียนปัจจุบันและศิษย์เก่า จึงได้เริ่มทำการสำรวจและศึกษาโดยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 สำรวจการใช้งานบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ของนักเรียนและนักศึกษาในโรงเรียน โดยทำการสร้างแบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็นในความนิยมการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆผ่านทางเว็บไซต์ของโรงเรียน มีจำนวนนักเรียนเข้ามาแสดงความคิดเห็นทั้งหมด 806 คน ได้ผลสำรวจ ดังนี้

จากข้อมูลที่ได้พบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างนิยมใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ผ่านบริการของ Hi5 มากที่สุดเป็นอันดับ 1 คิดเป็น 68.4% รองลงมาคือ Facebook และ Twitter ตามลำดับ ส่วน Myspace ได้รับความนิยมในการใช้งานน้อยที่สุด

ขั้นที่ 2 ทำการศึกษาวิธีการทำงานและพฤติกรรมการใช้งานบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมจากนักเรียน 3 อันดับแรก ได้แก่ Hi5 , Facebook และ Twitter และนำข้อมูลที่ได้มาทำการจัดประชุมกลุ่มสนทนา (Focus Group) เพื่อระดมความคิดโดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกส่วนเข้าร่วม ได้ผลสรุป ดังนี้
            1. การศึกษาเปรียบเทียบลักษณะการให้บริการระหว่างเครือข่ายสังคมออนไลน์ทั้ง 3 ค่าย พบว่า Hi5 มีการให้บริการที่เน้นการแสดงความเป็นตัวตนของผู้ใช้งานสูง โดยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างหน้า Page ของตัวเองได้อย่างอิสระ และให้ผู้อื่นเข้ามาเยี่ยมชมหน้า Page ของตน ซึ่งทำให้ Hi5 เป็นที่นิยมของเด็กและวัยรุ่นตอนต้น[5] , Facebook มีการให้บริการที่เน้นให้เกิดการติดตามข่าวสารจากผู้ใช้คนอื่นๆแบบ Real Time โดยมีรูปแบบหน้า Page ใช้งานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและง่ายต่อการใช้งาน มี Application สำหรับให้ผู้ใช้งานสร้างและติดตามกิจกรรมร่วมกัน ทำให้ Facebook เป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนวัยทำงานทั่วไป[6] ส่วน Twitter นั้น จัดอยู่ในประเภท Micro Blog ซึ่งจะเป็นการใช้งานแบบส่งข้อความสั้นๆเพื่อติดตามข้อมูลของผู้ใช้งานร่วมกันเท่านั้น ไม่เน้นการทำงานโดยใช้ Application เสริมใดๆ จึงทำให้ Twitter เป็นที่นิยมมากในกลุ่มวัยทำงาน[7]
            2. การวิเคราะห์ความต้องการในการใช้งานของสังคมเครือข่ายผู้เรียนออนไลน์ พบว่าสังคมเครือข่ายผู้เรียนออนไลน์ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์สำหรับการติดตามข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่างๆของกลุ่มแบบ Real Time[4] โดยให้ผู้ใช้งานสามารถนำเสนอข้อมูลได้ด้วยตนเอง และสังคมเครือข่ายต้องสามารถรองรับสำหรับกลุ่มนักเรียนจำนวนมากที่จบไปแล้วให้เข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่มเพื่อติดตามข่าวสารของกลุ่มได้

จากข้อมูลที่สรุปได้ทั้งหมด ทางทีมงานได้ลงความเห็นโดยตัดสินใจเลือกบริการจาก Facebook เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการศึกษาทดลองสร้างเครือข่ายสังคมผู้เรียน ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์เนื่องจากการพิจารณาข้อมูลข้างต้น Facebook มีอัตราส่วนช่วงอายุของผู้ใช้งานที่เป็นวงกว้างที่สุดและมีลักษณะของการให้บริการ Application ที่สอดคล้องกับความต้องการในการใช้งานและวัตถุประสงค์ของระบบสังคมเครือข่ายผู้เรียนออนไลน์มากที่สุด อีกทั้งจากการศึกษาพฤติกรรมการใช้งานภาพรวมพบว่ากลุ่มเยาวชนไทยเริ่มปรับเปลี่ยนมาใช้บริการจาก Facebook เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากแบบก้าวกระโดดตามกระแสการตลาดของสินค้าและบริการต่างๆ (โดยเฉพาะ สินค้าและบริการในธุรกิจบันเทิง ประเภทธุรกิจสถานีโทรทัศน์และวิทยุ เป็นต้น) ที่นิยมใช้บริการ Facebook เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์และขับเคลื่อนกิจกรรมทางการตลาด[8] ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ทีมงานไม่ได้ตัดประเด็นความสนใจในบริการระบบสังคมออนไลน์อื่นๆ จึงได้ลงความเห็นเพิ่มเติมว่าควรศึกษาพฤติกรรมการใช้งานบริการสังคมออนไลน์อื่นๆควบคู่กันไปด้วย

ขั้น 3 ทำการสมัครเข้าใช้งาน Facebook และจัดการสร้างหน้าสำหรับธุรกิจเพื่อการใช้งานในรูปแบบองค์กร (ระบบ Facebook Fan Page ในเมนูสร้างหน้า Page สำหรับธุรกิจ)

ในการสมัครเข้าใช้งานระบบ Facebook Fan Page นั้น ทำให้ Facebook สามารถรองรับการใช้งานของสมาชิกได้ในปริมาณมาก และจากการศึกษาวิธีใช้งานเพิ่มเติมพบว่าผู้ดูแลสามารถตรวจสอบรายงานข้อมูลเชิงลึกที่วิเคราะห์การใช้งานของกลุ่มในรูปแบบกราฟสถิติต่างๆ อีกทั้งยังสามารถใช้บริการโฆษณาบน Facebook ที่สามารถเลือกระบุลักษณะเฉพาะของกลุ่มผู้ใช้งานเป้าหมายที่ต้องการให้เห็นโฆษณาของเราได้[9]

ขั้นที่ 4 ทำการประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้กับกลุ่มผู้เรียนและบุคลากร โดยจัดทำ Banner โฆษณาผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของโรงเรียน และจัดให้มีทีมงานดูแลให้คำแนะนำในการใช้งาน รวมถึงการสร้างความรู้แก่อาจารย์และบุคลากรในโรงเรียนให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับระบบนี้

ขั้นที่ 5 ติดตามผลการใช้งานเพื่อศึกษาพัฒนาการของระบบและพฤติกรรมการใช้งานอย่างใกล้ชิด โดยผู้ดูแลสามารถดูข้อมูลความเคลื่อนไหวต่างๆของกลุ่มในเชิงลึก ที่แสดงให้เห็นในรูปแบบของกราฟข้อมูลต่างๆ ที่ง่ายต่อการศึกษาเปรียบเทียบ และทำการประเมินสรุปผล

ผลจากการทดลองใช้งานเต็มรูปแบบในระยะเวลา 1 เดือน พบว่า Facebook SIBA Fan Page ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้งานโดยดูได้จากการรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มการเจริญเติบโตของจำนวนสมาชิกแบบก้าวกระโดด ซึ่งทีมงานได้ทำการสุ่มสัมภาษณ์ผู้ใช้งานส่วนหนึ่งเกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อการใช้งาน พบว่า
            1. ผู้ใช้งานมองเห็นข้อดีที่โรงเรียนเข้ามาใช้ Social Network ที่ตนเองคุ้นเคยเพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นอย่างอิสระ
            2. ผู้ใช้งานเกิดความรู้สึกอบอุ่นที่มีคณะอาจารย์เข้ามาร่วมแสดงข้อคิดเห็นและให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ
            3. ผู้ใช้งานรู้สึกว่าได้รับข้อมูลข่าวสารจากโรงเรียนอย่างรวดเร็วขึ้น เนื่องจากข้อมูลถูกส่งเข้ามาอยู่ในระบบที่ตนเองใช้งานเพื่อการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเพื่อนเป็นประจำอยู่แล้ว
            4. ผู้ใช้งานรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมกับโรงเรียนมากขึ้น
            5. ผู้ใช้งานมีความมั่นใจว่าเมื่อตนเองเรียนจบหลักสูตรจากโรงเรียนแล้ว จะยังสามารถติดต่อกับโรงเรียนและรุ่นน้องผ่านเครือข่ายสังคมผู้เรียนออนไลน์นี้ได้ตลอดไป
            6. ผู้ใช้งานยินดีที่จะบอกต่อให้เพื่อนๆเข้ามาใช้งานเครือข่ายสังคมผู้เรียนของ SIBA ผ่านบริการ Facebook

ทั้งนี้ การเริ่มต้นใช้ Social Network ผ่านบริการ Facebook เพื่อพัฒนาและส่งเสริมเครือข่ายสังคมผู้เรียนออนไลน์ของ สถาบันสันติราษฎร์บริหารธุรกิจในพระอุปถัมภ์ฯ ถือเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จ โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้งานและสามารถตอบคำถามที่ตั้งไว้ในตอนต้นได้ทั้ง 2 ประเด็น อีกทั้งทีมงานยังได้ข้อสังเกตเพื่อการศึกษาและพัฒนาไว้อีกหลายประการ อาทิเช่น มีผู้ที่อายุนอกเหนือจากช่วงอายุของผู้เรียนในโรงเรียน เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกเครือข่ายผู้เรียนในบริการ Facebook SIBA Fan Page จำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นกลุ่มศิษย์เก่า , ผู้ปกครอง หรือผู้ที่สนใจจะเข้ามาศึกษาต่อในโรงเรียน จึงเห็นว่าควรทำการศึกษาที่มาและคัดแยกประเภทสมาชิกกลุ่มต่างๆให้ชัดเจน เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนการตลาดและประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนต่อไป เป็นต้น

บทสรุป ...
จากกรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์และการวางแนวทางในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology : ICT) เพื่อเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการพัฒนาคน ตามแนวนโยบายของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ.2552-2559) ที่ต้องการรณรงค์ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศในเชิงสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด และกระจายโอกาสการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมวลชนทุกรูปแบบ ไปสู่ผู้เรียนทุกระดับและประชาชนทุกเพศ วัย อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ที่นักการศึกษารุ่นใหม่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเพื่อบูรณาการต่อยอดทางความคิดในการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาของไทยต่อไป

  

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.saranslive.com