สรุปงานวิจัย

สรุปงานวิจัยเรื่องที่ 1 

1.  ชื่อเรื่อง            ความสัมพันธ์ระหว่างการนิเทศการสอนวิชาอิสลามศึกษาของผู้บริหารกับพฤติกรรมการสอนของครูสอนอิสลามศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษา

จังหวัดนราธิวาส

2.  ชื่อผู้วิจัย          นางสาวอามีเนาะ  มามุ

3.  ปีที่วิจัย            2543

4.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                                4.1  เพื่อศึกษาระดับการนิเทศการสอนวิชาอิสลามศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนกับพฤติกรรมการสอนของครูอิสลามศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาจังหวัดนราธิวาส ตามทัศนะของครูสอนอิสลามศึกษาที่มีวุฒิครูและไม่มีวุฒิครู

                                4.2  เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการนิเทศการสอนวิชาอิสลามศึกษาของ ผู้บริหารโรงเรียนกับพฤติกรรมการสอนของครูสอนอิสลามศึกษา ตามทัศนะของครูสอนอิสลามศึกษาที่มีวุฒิครูและไม่มีวุฒิครู

                                4.3  เพื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างการนิเทศการสอนวิชาอิสลามศึกษาของผู้บริหารกับพฤติกรรมการสอนของครูสอนอิสลามศึกษาตามทัศนะของครูสอนอิสลามศึกษาที่มีวุฒิครูและไม่มีวุฒิครู

                                4.4  เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนิเทศการสอนวิชาอิสลามศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนกับ ผู้บริหารโรงเรียนและพฤติกรรมการสอนของครูวิชาอิสลามศึกษา

5.  วิธีวิจัย             เป็นวิธีวิจัยเชิงสำรวจ

                                5.1  กลุ่มตัวอย่างได้แก่ครูสอนอิสลามศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษา จังหวัดนราธิวาส จำนวน 190 คน

                                5.2  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย           เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าสอบถามเกี่ยวกับการนิเทศการสอนวิชาอิสลามศึกษาของผู้บริหารและพฤติกรรมสอนของครูสอนอิสลามศึกษาโดยแบ่งแบบสอบถามออกเป็น 4 ตอน, ตอนที่ 1  สอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม, ตอนที่ 2 สอบถามเกี่ยวกับการนิเทศการสอนวิชาอิสลามศึกษา ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้, ด้านการเรียนการสอน, ด้านวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการสอน, ด้านการวัดผล, ด้านพัฒนาครู ตอนที่ 3 สอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการสอนของครูสอนอิสลามศึกษา ในการเตรียมการสอน การจัดกิจกรรมการสอน การใช้สื่อการสอน การจัดบรรยากาศในชั้นเรียน

                                5.3  วิธีการเก็บข้อมูล จัดส่งแบบสอบถามไปยังโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในแต่ละอำเภอติดตามและรวบรวมแบบสอบถามด้วยตนเองหลังส่งแบบสอบถามไปประมาณ 15 วัน ได้แบบสอบถามคืนมา 190 ฉบับ ตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของแบบสอบถามที่ได้รับคืน แล้วนำแบบสอบถามมาวิเคราะห์ข้อมูล

                                5.4  การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for  Windows  โดยให้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความมีนัยสำคัญด้วยค่าที (t) และค่าซี (Z)

6.  ผลการวิจัย

                                6.1  ระดับการนิเทศการสอนวิชาอิสลามศึกษาของผู้บริหารโรงเรียน ตามทัศนะของครูสอนอิสลามศึกษาที่มีวุฒิครูและไม่มีวุฒิครูเห็นว่าในภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ยกเว้นด้านวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน ครูสอนอิสลามศึกษาที่ไม่มีวุฒิครู เห็นว่ามีการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง

                                6.2  ระดับพฤติกรรมการสอนของครูสอนอิสลามศึกษาตามทัศนะของครูสอนอิสลามศึกษาที่มีวุฒิครูและไม่มีวุฒิครูเห็นว่าในภาพรวมมีพฤติกรรมการสอนอยู่ในระดับมากและเมื่อพิจารณารายข้อ ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการสอนอยู่ในระดับมาก

                                6.3  ความสัมพันธ์ระหว่างการนิเทศการสอนวิชาอิสลามศึกษาของผู้บริหารกับพฤติกรรมการสอนของครูสอนอิสลามศึกษาตามทัศนะของครูสอนอิสลามศึกษาที่มีวุฒิครูและไม่มีวุฒิครูเห็นว่าโดยภาพรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีความเห็นแตกต่างกันต่อระดับความสัมพันธ์โดยครูสอนอิสลามศึกษาที่มีวุฒิครูเห็นว่ามีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง และครูสอนอิสลามศึกษาที่ไม่มีวุฒิครูเห็นว่ามีความสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูง

                                6.4  ความสัมพันธ์ระหว่างการนิเทศการสอนวิชาอิสลามศึกษาของผู้บริหารกับพฤติกรรมการสอนของครูสอนอิสลามศึกษาตามทัศนะของครูสอนอิสลามศึกษาที่มีวุฒิครูและไม่มีวุฒิครูโดยภาพรวมและรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 ยกเว้นด้านการวัดผลและประเมินผล และด้านการพัฒนาครูผู้สอน ไม่มีความแตกต่างกัน

                                6.5  ปัญหาและข้อเสนอแนะ ส่วนมากมีปัญหาด้านวัสดุประกอบหลักสูตรมีไม่เพียงพอ ครูไม่มีความรู้ในเรื่องการผลิตสื่อการเรียนการสอน

 

 

สรุปงานวิจัยเรื่องที่ 2

1.  ชื่อเรื่อง            สภาพและปัญหาการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดปัตตานี ยะลา และสตูล

2.  ชื่อผู้วิจัย          นายวรวรรธน์  ธนพรธัญทิพย์

3.  ปีที่วิจัย            2548

4.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                                4.1  เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดปัตตานี ยะลา และสตูล ของครูผู้สอนและผู้บริหาร

                                4.2  เพื่อศึกษาระดับปัญหาการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดปัตตานี ยะลา และสตูล ของครูผู้สอนและผู้บริหาร

                                4.3  เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดปัตตานี ยะลา และสตูล ของครูผู้สอนและผู้บริหาร

5.  วิธีวิจัย             เป็นการวิจัยแบบสำรวจ

                                5.1  กลุ่มตัวอย่าง  ผู้บริหาร และครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดปัตตานี ยะลา และสตูล

                                5.2  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  เป็นแบบสอบถาม จำนวน 2 ฉบับ

                                                5.2.1  เป็นแบบสอบถามครูผู้สอน

                                                5.2.2  เป็นแบบสอบผู้บริหารโรงเรียนเกี่ยวกับสภาพปัญหารวมทั้งข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดปัตตานี ยะลาและสตูล

                                5.3  วิธีการเก็บข้อมูล  ส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 29 โรงเรียน หลังจากส่งแบบสอบถามไปแล้ว 2 สัปดาห์ ขอให้กลุ่มตัวอย่างส่งแบบสอบถามคืนแล้วนำแบบสอบถามทั้งหมดมาดำเนินตามขั้นตอนการวิจัยต่อไป

                                5.4  วิธีวิเคราะห์ข้อมูล  ผู้วิจัยนำเครื่องมือทั้งหมดตรวจสอบความสมบูรณ์และมวลผลหาค่าทางสถิติด้วยคอมพิวเตอร์  โปรแกรม SPSS for Windows สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

6.  ผลการวิจัย

                                6.1  สภาพการจัดการเรียนร่วม ด้านกิจกรรมการเรียน โรงเรียนส่วนใหญ่จัดการเรียนร่วมแบบเต็มเวลา และครูใช้เทคนิคการสอนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนเพื่อให้เกิดทักษะการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคม การวัดผลสอดคล้องกับจุดประสงค์กลุ่มสาระการเรียนรู้ นักเรียนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนขณะที่โรงเรียนจัดการแนะแนวและออกเยี่ยมบ้าน ด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนร่วมผู้บริหารเห็นความสำคัญของการจัดการเรียนร่วมและสนองต่อนโยบายการเรียนร่วม  ด้านสิ่งแวดล้อม อาคารเรียนอยู่ในสภาพดีเหมาะแก่การเรียนการสอน และมีความสะดวก ปลอดภัยกับนักเรียนเรียนร่วม ด้านงบประมาณโรงเรียนได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยและงบประมาณที่ได้รับเป็นการจัดสรรในรูปคูปองทางการศึกษา

                                6.2  ระดับปัญหาการจัดการเรียนร่วม ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการเรียนร่วม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านงบประมาณ ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง ( ค่าเฉลี่ย 2.90) ข้อปัญหาที่เป็นแบบปลายเปิด ด้านกิจกรรมการเรียนการสอนมีปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่เรียนมีมาก เวลาไม่พอในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีความถี่มากที่สุด รองลงมาคือนักเรียนไม่สนใจในการเรียน ขาดความรับผิดชอบ ด้านบุคลากรปัญหาครูไม่ได้เข้ารับการอบรมเรื่องการจัดการเรียนการสอนแก่นักเรียนเรียนร่วมมีความถี่มากที่สุด รองลงมาคือ บุคลากรขาดความรู้ ความเข้าใจในการจัดการเรียนร่วม ด้านสิ่งแวดล้อมมีปัญหาเกี่ยวกับห้องน้ำ ห้องส้วม สำหรับนักเรียนเรียนร่วมบางประเภท มีความถี่มากที่สุด รองลงมา  คือขาดความพร้อมของอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ด้านงบประมาณโรงเรียนขาดการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐและภาคเอกชนมีความถี่มากที่สุด รองลงมาคือ งบประมาณที่ได้รับมีความไม่แน่นอน

                                6.3  ข้อเสนอแนะ ด้านกิจกรรมการเรียนการสอนควรกำหนดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ด้านบุคลากรโรงเรียนควรจัดหาครูผู้สอนที่ผ่านการอบรมหรือมีความรู้ทางการศึกษาพิเศษรับผิดชอบโดยตรง ด้านสิ่งแวดล้อมสถานศึกษาควรจัดสื่อสิ่งอำนวยความสะดวกและช่วยเหลืออื่นใดเป็นการเฉพาะสำหรับนักเรียนร่วม

 

สรุปงานวิจัยเรื่องที่ 3

1.  ชื่อเรื่อง            ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานความสัมพันธ์     ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ในจังหวัดปัตตานี

2.  ชื่อผู้วิจัย          นายอัษฎาวุธ  สุวัตถี

3.  ปีที่วิจัย            2545

4.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย

                                4.1  เพื่อศึกษาระดับปัจจัยทางการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา

                                4.2  เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา

                                4.3   เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยทางการบริหารกับประสิทธิภาพการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา

                               4.4  เพื่อศึกษาตัวพยากรณ์ประสิทธิภาพการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา

5.  วิธีวิจัย             เป็นวิธีวิจัยเชิงสำรวจ

                                5.1  กลุ่มตัวอย่างได้แก่ หัวหน้าฝ่ายงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในโรงเรียนประถมศึกษา ในจังหวัดปัตตานีจำนวน 179 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน

                                5.2  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย           เป็นแบบสอบถามแบ่งเป็น 3 ตอน และนำไปหาคุณภาพของแบบสอบถาม โดยหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ

                                                ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยทางกายภาพ โดยมีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ (Check-List)

                                                ตอนที่ 2 แบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยทางการบริหาร มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า มี 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.94

                                                ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่ามี 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.97

                                5.3  วิธีการเก็บข้อมูล จัดส่งแบบสอบถามถึงโรงเรียนด้วยตนเอง หลังจากส่งแบบสอบถามแล้ว 15 วัน ผู้วิจัยไปติดตามและรับแบบสอบถามคืนด้วยตนเอง แล้วดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของการตอบแบบสอบถาม เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการวิจัย

                                5.4  การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for  Windows

                                                5.4.1  วิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยทางกายภาพ ได้แก่ อายุ ประสบการณ์ทำงาน จำนวนนักเรียน และจำนวนครูในโรงเรียน โดยหาค่าความถี่ร้อยละ และเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ตารางและคำบรรยาย

                                                5.4.2  วิเคราะห์ปัจจัยทางการบริหาร ได้แก่ การติดต่อสื่อสาร การตัดสินใจ มนุษย์สัมพันธ์ ภาวะผู้นำ บุคลิกภาพ สภาพแวดล้อมของโรงเรียน และประสิทธิภาพการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาด้วยการคำนวณค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

                                                5.4.3  วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยทางการบริหารงานกับประสิทธิภาพการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ค่าสหสัมพันธ์พหุคูณ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน เพื่อค้นหาตัวพยากรณ์                     

6.  ผลการวิจัย

                                6.1  ปัจจัยทางการบริหารงาน ได้แก่ การติดต่อสื่อสาร การตัดสินใจ มนุษย์สัมพันธ์ ภาวะผู้นำ และสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดปัตตานี มีการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก

                                6.2  ประสิทธิภาพการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ในจังหวัดปัตตานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

                                6.3  ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางกายภาพกับประสิทธิภาพการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดปัตตานี มีความสัมพันธ์ระหว่างกันทางบวกต่ำมาก ได้แก่ ประสบการณ์การทำงาน จำนวนนักเรียน จำนวนครูในโรงเรียน และมีความสัมพันธ์ระหว่างกันทางลบต่ำมาก ได้แก่ อายุ ส่วนปัจจัยทางการบริหารทางบวกค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 ได้แก่ มนุษย์สัมพันธ์ บุคลิกภาพ และสภาพแวดล้อมของโรงเรียน และมีความสัมพันธ์ระหว่างกันทางบวกปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้แก่การติดต่อสื่อสาร การตัดสินใจ ภาวะผู้นำ

                                6.4  ปัจจัยสภาพแวดล้อมของโรงเรียน และด้านมนุษย์สัมพันธ์ ใช้เป็นตัวพยากรณ์ประสิทธิภาพการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในจังหวัดปัตตานี สามารถร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 59 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

-----------------------------------------

     นายโฆษิต  อินทะเสโน  เลขที่ 6  กลุ่มที่ 2 ศูนย์การเรียน จังหวัดสตูล