ชื่อเรื่อง โครงการวิจัยการพัฒนาการประกันคุณภาพการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษาในสหวิทย าเขตกัลยา จังหวัดลำปาง
ผู้วิจัย วิลัย แสงเหมือนขวัญ
ปีที่ทำวิจัย 2548
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
2.1 เพื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาแต่ละสถานศึกษาก่อนและ
หลังดำเนิน
2.2 เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของบุคลากรในแต่ละสถานศึกษา
2.3 เพื่อศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรในแต่ละสถานศึกษา ที่มีต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
2.4 เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครอง และชุมชน ที่มีต่อการจัดการศึกษาแต่ละสถานศึกษา
กลุ่มตัวอย่าง โรงเรียนในสหวิทยาเขตกัลยา จำนวน 5 โรง
เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัย ได้แก่
- ฉบับที่ 1 แบบสังเกตการปฏิบัติงาน
- ฉบับที่ 2 แบบสัมภาษณ์การบริหารจัดการของผู้บริหาร
- ฉบับที่ 3 แบบประเมินผลงานของสถานศึกษา
- ฉบับที่ 4 แบบสังเกตการสอน
- ฉบับที่ 5 แบบประเมินตนเองของผู้เรียน
- ฉบับที่ 6 แบบสอบถามความคิดเห็นนักเรียนที่มีต่อพฤติกรรมการสอนและคุณลักษณะของครู
- ฉบับที่ 7 แบบตรวจสอบเขียนรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SSR)
- ฉบับที่ 8 แบบสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรในโรงเรียนที่มีต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
- ฉบับที่ 9 แบบสอบถามความคิดเห็นผู้ปกครอง ชุมชนที่มีต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
วิธีดำเนินการวิจัย
ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and development) การออกแบบเครื่องมือสำหรับการเก็บข้อมูลเพื่อตอบคำถามวิจัยนั้น ใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากหลายแหล่งและหลายวิธี (Triangulation of information) เพื่อตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลทั้ง เชิงปริมาณและคุณภาพ โดยดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ โดยสรุปดังนี้
ระยะที่ 1 ขั้นการสร้างและพัฒนาเครื่องมือวิจัย
ระยะที่ 2 ขั้นสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการวิจัยกับบุคลากรในโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างและการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนดำเนินการวิจัย
ระยะที่ 3 ขั้นวางแผนการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา
ระยะที่ 4 ขั้นการนิเทศติดตามการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและเก็บรวบรวม
ข้อมูลระหว่างดำเนินงานวิจัย ข้อมูลหลังดำเนินงานวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล
4. สรุปผลการวิจัย และข้อค้นพบที่สำคัญ ดังนี้
1. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริหารจัดการของผู้บริหาร จำนวน 5โรงเรียนในระยะก่อนและหลังดำเนินโครงการ พบว่า การบริหารจัดการของผู้บริหารทุกโรงเรียนหลังดำเนินโครงการสูงกว่าก่อนดำเนินโครงการ โดยมีพฤติกรรมการบริหารจัดการอยู่ในระดับพอใช้ คือ จำนวนบุคลากรในโรงเรียน ร้อยละ 60 – 79 ของจำนวนบุคลากรทั้งหมดยอมรับว่าผู้บริหารมีพฤติกรรมการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม
2. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการสอนของครูผู้สอนก่อนและหลังดำเนินการโครงการ พบว่าครูผู้สอนในโรงเรียน 4 โรงเรียน มีพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ หลังดำเนินโครงการสูงกว่าก่อนดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีเพียงจำนวน 1 โรงเรียน ไม่มีความแตกต่าง ทั้งนี้ เนื่องจากในโรงเรียน 4 โรงเรียนที่แตกต่างนั้น พบว่า ทุกโรงเรียนได้มีความมุ่งมั่นพยายามพัฒนาและปรับปรุงงานให้สู่ มาตรฐานที่กำหนดไว้ร่วมกัน โดยเฉพาะการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการปฏิบัติงานการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
3. ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่สะท้อนจากการเขียนความรู้สึกต่อการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน ในด้านความประทับใจ พบว่า ส่วนใหญ่ประทับใจคุณลักษณะของครูผู้สอน คือ ครูใจดี มีความเป็นกันเอง ใจเย็น เอาใจใส่นักเรียน รู้สึกอบอุ่น และยิ้มแย้มแจ่มใส ในด้านสิ่งที่เรียนรู้และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน พบว่า ส่วนใหญ่ได้เรียนรู้และนำไปใช้ คือ การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารได้ถูกต้อง ในด้านความต้องการที่ให้ครูผู้สอนปรับปรุงหรือพัฒนา พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการให้ครูผู้สอนปรับปรุง คือ ให้มีการใช้สื่อที่หลากหลายและทันสมัย
4. ผลการสังเกตการสอนของครูผู้สอนโดยภาพรวม พบว่า ครูผู้สอนในโรงเรียนของสหวิทยาเขตกัลยา ส่วนใหญ่มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ อยู่ในระดับพอใช้ คือ มีจำนวนครูร้อยละ 60 – 79 มีพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมที่เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกันมีจำนวนมากที่สุด
5. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้านคุณลักษณะรักการอ่าน ใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง พบว่า ทุกโรงเรียนหลังดำเนินโครงการสูงกว่าก่อนดำเนินโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
6. ผลการศึกษาพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของบุคลากรในโรงเรียนโดยภาพรวมทุกโรงเรียน พบว่า บุคลากรของโรงเรียนมีพฤติกรรมการมีส่วนร่วมอยู่ในระดับดี โดยมีพฤติกรรมการทำงานแบบมีส่วนร่วม มีจำนวนสูงสุดทุกโรงเรียน ได้แก่ กำหนดขอบข่าย
ok ครับ