สาธุ!  วันนี้อย่าให้มีเหตุเภทภัยใดเกิดขึ้นกับการเขียนและการส่งบันทึกเลย  จั่วหัวมาอย่างนี้  หลายคนอาจสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น  ความจริงก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ  เพียงแค่เมื่อวานนี้ผู้วิจัยไม่สามารถส่งบันทึกเข้ามาในระบบได้เท่านั้นเอง  อุตส่าห์นั่งพิมพ์ตั้ง 2 รอบ  ไม่รู้ว่าระบบเป็นอะไร  พอพิมพ์เสร็จ  กำลังจะส่ง  ก็เกิด Error ขึ้นมาเฉยๆ

       เรื่องที่ตั้งใจจะเล่าให้ฟังตั้งแต่เมื่อวานนี้  คือ  เรื่องโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของเครือข่ายฯ  ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาใน V.2  ความพิเศษของโปรแกรมในเวอร์ชันนี้ (เท่าที่ทราบ) ก็คือ 

       1.สามารถปรินท์ใบเสร็จรับเงินได้

       2.สามารถสรุปงบดุลต่างๆให้อยู่ภายในหน้าเดียวกันได้

       3.สามารถเชื่อมโยงข้อมูลของแต่ละกลุ่มเข้ามาที่เครือข่ายฯได้

       อันว่าความพิเศษทั้ง 3 ข้อนี้  จะเกิดผลที่ดีมากหากกลุ่มต่างๆมีความพร้อม  สำหรับผู้วิจัยแล้วเห็นว่าความพิเศษเหล่านี้น่าจะใช้ในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะเหมาะสมกว่า  แต่ตอนนี้ได้มีการนำมาใช้กับกลุ่มนำร่องของเครือข่ายฯแล้ว 1 กลุ่ม 

        ในความพิเศษก็มีความไม่พิเศษแฝงอยู่เช่นกัน  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน (เท่าที่ทราบ) ก็คือ  ในกรณีของการปรินท์ใบเสร็จรับเงินนั้น  หากสำเร็จ  จะหมายความว่า  สมุดฝากที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้อีกต่อไป  นอกจากนี้แล้วด้วยความเป็นอัตโนมัติของโปรแกรม  (ผู้วิจัยเชื่อว่า) จะต้องเกิดปัญหาตามมาแน่นอน  เนื่องจากในแต่ละเดือนคณะกรรมการที่ดูแล  รับผิดชอบด้านการเก็บเงินออม  จะต้องคีย์ข้อมูลลงไปว่าในเดือนนี้จะต้องเก็บเงินออมเท่าไหร่  เช่น  28 บาท , 29 บาท , 30 บาท ,31 บาท  เป็นต้น  เมื่อคีย์ข้อมูลเข้าไปแล้ว  โปรแกรมจะจัดการปรินท์ใบเสร็จรับเงินของสมาชิกแต่ละคนออกมาอย่างเป็นอัตโนมัติเลย  ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร  แต่จากที่ผู้วิจัยได้เคยมีโอกาสไปเปิดดูบัญชีที่ (บาง) กลุ่มได้ทำไว้ในแต่ละเดือน  พบว่า  ในเดือนที่มี 31 วัน  ซึ่งต้องเก็บเงินออมทั้งหมด 31 บาท  มักจะไม่สามารถเก็บเงินออมได้ครบ  ทั้งนี้เนื่องจาก  ความเคยชินของสมาชิกที่คิดว่าออมเงินแค่ 30 บาท สมาชิกก็จะนำเงินมาออม 30 บาท  ถ้าใช้ระบบเก่า  คือ  ใช้สมุดฝาก  จะไม่เป็นปัญหา  เพราะ  เอาเงินมาออมเท่าไหร่  คณะกรรมการก็จะเขียนลงในสมุดเท่านั้น  เดือนต่อไปค่อยเอาเงินมาออมสมทบก็ได้  แต่ถ้าเป็นระบบใหม่ที่โปรแกรมจะปรินท์ใบเสร็จออกมาอัตโนมัติ  ถ้าสมาชิกเอาเงินมาออมไม่พอ  คณะกรรมการต้องหาทางแก้ปัญหา  เช่น  หาเงินสำรองออมในส่วนที่ขาดแทนไปก่อน  ทำบัญชีมือควบคู่กันไป  เป็นต้น  ถ้าหากเป็นเช่นนี้  ผู้วิจัยคิดว่าใช้ของเก่าน่าจะดีกว่า  ไม่เป็นภาระเท่ากับของใหม่

       นอกจากนี้แล้ว  ผู้วิจัยยังไม่แน่ใจว่าโปรแกรม V.2 จะเป็นประโยชน์แก่ชุมชนมากน้อยเพียงใด  เพราะ  ยิ่งพัฒนาโปรแกรมให้ซับซ้อนเท่าไหร่  ยิ่งไม่เป็นผลดีเท่านั้น  ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะเกิดขึ้นมากมาย  ไม่ว่าจะเป็น

      1.ค่าใบเสร็จรับเงิน  เท่าที่ทราบ สมาชิก 1 คน  ต้องใช้ใบเสร็จรับเงิน 1 ใบ/เดือน  ราคาของใบเสร็จรับเงินตกใบละ 25 สตางค์

      2.ค่าหมึกปรินท์

      3.ค่าไฟ

      4.ค่าซ่อมบำรุงเครื่องคอมพิวเตอร์และปรินท์เตอร์

      ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอนหากนำโปรแกรมมาใช้  ซึ่งผู้วิจัยก็ยังตั้งคำถามอยู่ว่าโปรแกรมนี้จะเข้ากับแนวคิดความพอเพียงที่พวกเราพยายามที่จะกระทำหรือกล่าวอ้างถึงอยู่เสมอหรือไม่

      ความจริงโปรแกรม V.2 นี้ยังมีจุดอ่อนอีกหลายอย่าง  ทั้งในด้านตัวโปรแกรม  และด้านการบริหารจัดการโปรแกรม  แต่ผู้วิจัยจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้  ทั้งนี้เนื่องจาก  ผ้วิจัยเห็นว่าคงจะถึงเวลาแล้ว (ความจริงถึงมาตั้งนานแล้วค่ะ) ที่หน่วยงานที่ให้ทุนจะต้องลงมาดูอย่างจริงจัง  ไม่ใช่โยนเงินมาให้อย่างเดียว  พอถึงเวลาก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ  หรือมารับงาน  ซึ่งไม่ก่อประโยชน์ใดๆให้เกิดขึ้นกับชุมชน  ในยามที่บ้านเมืองวิกฤติเช่นนี้  หน่วยงานเหล่านี้น่าจะหันกลับมาทบทวนการทำงานของตัวเองอย่างจริงจัง  ไม่ใช่แค่บอกกับสาธารณชนว่าเราน้อมรับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการพัฒนา  หรือ  เราจะทำการพัฒนาชุมชนเพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืน  ทั้งที่ในความเป็นจริงพฤติกรรมการทำงานก็ยังคงเป็นแบบเก่าๆ