หากมีกล้องถ่ายภาพและอินเทอร์เน็ต เราก็จะสามารถนำมาเป็นเครื่องมือสร้างความรู้และพัฒนาการเรียนรู้ รวมทั้งสามารถทำให้พลเมืองทุกคนที่รักในการเรียนรู้ สามารถเป็นนักวิจัยชาวบ้าน หรือเป็นอาลักษณ์ของชุมชน ซึ่งสามารถมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคม พร้อมกับเป็นผู้สังเกต แปรประสบการณ์และสิ่งที่พานพบ ให้เป็นข้อมูลข่าวสารและสร้างความรู้ เพื่อบันทึก รายงาน และทำหมายเหตุเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆ สะสมเป็นความรู้และสารสนเทศฉบับประชาชนได้ในทุกหนแห่ง

  เป็นคนสร้างความรู้ตนเองของสังคม ด้วยน้ำใจและสองมือของท่าน  

กระบวนการต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำสำหรับฝึกฝนและเรียนรู้ เพื่อนำเอาสิ่งคุ้นเคยที่มีอยู่ทั่วไป มาเป็นเครื่องมือทำให้ทุกคนสามารถเป็นพลเมืองผู้มีส่วนร่วมต่อความสร้างสรรค์สิ่งต่างๆอย่างมีความหมายมากยิ่งๆขึ้น โดยเป็นแนวปฏิบัติสำหรับเพิ่มความท้าทายและเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ที่ถ่ายภาพเป็น และสามารถเขียนบันทึกเป็น ทั้งใน GotoKnow นี้และในแหล่งอื่นๆ ในอันที่จะเพิ่มวิธีเขียนบันทึกของตนเองให้หลากหลายเพิ่มขึ้ันมาอีกแนวหนึ่ง 

หากท่านต้องการพัฒนาวิธีถ่ายภาพและใช้ข้อมูลภาพถ่ายบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ มาสร้างการเรียนรู้ พร้อมกับบันทึกหมายเหตุในฐานะเป็นผู้สังเกต*และพอจะมีเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลที่ดีเพื่อให้เป็นการสะสมความรู้ของสังคมไปด้วย ก็ลองพิจารณาข้อมูลภาพถ่ายเพื่อเขียนบันทึกและถ่ายทอดออกมาให้ได้เรื่องราวครอบคลุมสัก ๕ มิติต่อไปนี้สิครับ

  • การพัฒนาวิถีทรรศนะและมุมมอง หรือวิธี Aproach ภาพถ่ายและข้อมูลจากการเห็นต่างๆอย่างมีความหมาย
  • การบันทึกข้อมูล ให้รายละเอียด และแสดงข้อเท็จจริงของปรากฏการณ์
  • การเรียนรู้ทางสังคมและสภาวการณ์รอบด้านที่เกี่ยวข้อง
  • ความเป็นสิ่งสื่อสะท้อนความหมายและความมีนัยสำคัญต่อสิ่งต่างๆที่ควรคำนึงถึง
  • การตกผลึกระบบวิธีคิด การสะท้อนความเข้าใจโลกกว้างและการอธิบายสถานการณ์ของสังคมและสิ่งอื่นที่หลากหลายออกไป ทว่า บนตรรกะและหลักคิดเดียวกัน

  ความสำคัญและโอกาสในการนำไปใช้ 

การบันทึกและทำหมายเหตุจากมุมมองอย่างผสมผสานของผู้สังเกตการณ์ที่ดีในลักษณะนี้ ไม่เพียงจะทำให้สามารถทำให้ทุกแห่งเป็นเวทีให้ท่านได้ทำหน้าที่เป็นคนงานความรู้และนักสะสมข้อมูลความรู้ไว้ให้แก่สังคมเท่านั้น แต่จะสามารถเป็นวิธีที่ทำให้บทเรียนจากประสบการณ์ของหน่วยงาน กลุ่มก้อน และองค์กรทำงานทุกแห่งที่ท่านได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ถูกบันทึกเป็นข้อมูลสารสนเทศสำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆต่อไปได้อีก เช่น เป็นข้อมูลสำหรับทบทวนและวางแผนของชุมชนหรือองค์กร เป็นข้อมูลทำสื่อและเผยแพร่ให้เข้าถึงได้กว้างขวางและชัดเจนมากยิ่งๆขึ้น เป็นความรู้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของสังคม ใช้พัฒนาข้อมูลองค์กร สร้างความรู้ชุมชน สร้างข้อมูลพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ชุมชน รวมทั้งใช้เป็นกระบวนการในการพัฒนาบุคลากรและชุมชนแห่งการเรียนรู้ในองค์กรที่ทำงานสาธารณะด้วยความรู้

ผู้เขียนเคยพัฒนาวิธีดังกล่าวนี้ให้เป็นเครื่องมือฝึกฝนทักษะคนทำงาน ทั้งของมหาวิทยาลัยมหิดล กระทรวงสาธารณสุข และในหน่วยงานของผู้เขียนเอง ในการทำตนเองให้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ดี ให้สามารถเข้าไปสัมผัสกิจกรรมและปรากฏการณ์ต่างๆอย่างมีนัยต่อการเรียนรู้ ฝึกทักษะการรายงาน ถ่ายทอดและนำเสนอ การพูดในที่ประชุม การหารือ การเขียนบันทึกรายงาน การบันทึกข้อมูลสนามของนักวิจัยและทีมเก็บข้อมูลวิจัย การทำบทบรรยายสื่อ การทำเอกสารจัดประชุมสื่อมวลชน (Press Release) การทำข้อมูลเพื่อส่งต่อนักสร้างสรรค์และคนทำสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานต่างๆ ซึ่งแต่ละคนจะมีความก้าวหน้าในการฝึกฝนต่างๆกัน ทว่า ได้ผลดีทุกคน

ในทักษะรายบุคคลก็ทำให้คนทำงานสามารถเรียนรู้งานตนเอง มีวิธีคิดและข้อมูลที่เป็นระบบที่สะท้อนการเพิ่มพูนประสบการณ์ไปกับการทำงานและยกระดับการพึ่งตนเองเพื่อบริหารจัดการสิ่งที่เกี่ยวข้องได้ดีขึ้น ส่วนในความเป็นทีมและต่อเครือข่ายงานที่เกี่ยวข้อง ก็ทำให้สามารถสื่อประสานความร่วมมือกัน เพิ่มโอกาสการเกิดเครือข่ายกระจายความร่วมมือและช่วยกันตัดสินใจริเริ่มปฏิบัติ ซึ่งทำให้ทำงานต่างๆได้ผลดีขึ้น

 ๑  การพัฒนามุมมองและวิธีคิดให้หลากหลาย 

เมื่อมีข้อมูลภาพถ่ายสักภาพหนึ่ง และต้องการหาวิธีให้ภาพถ่ายเล่าเรื่องพร้อมไปกับสร้างความรู้ สื่อสารเรียนรู้ และให้ทรรศนะที่สามารถนำไปใช้ต่อไป ก็สามารถเขียนบันทึกในแต่ละมิติไปโดยลำดับ เริ่มจากมิติแรก : การพัฒนามุมมองและวิธีคิดให้หลากหลาย  

ความเป็นนักสังเกตที่ดี ต้องมีความละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง แยบคาย รักในวิถีการเป็นผู้สัมพันธ์กับสิ่งต่างๆด้วยการปฏิบัติและเรียนรู้ สามารถสร้างความรู้และแสวงหาแง่มุมที่ให้ประสบการณ์และการเรียนรู้ได้อยู่เสมอ รวมทั้งต้องหมั่นฝึกฝนวิธีมองปรากฏการณ์และเรื่องราวต่างๆ ให้ได้หลากหลายแง่ หลากหลายทรรศนะ หลายมิติ ตัวอย่างเช่น

  • มุมมองด้านกายภาพ โครงสร้าง และองค์ประกอบ
  • มุมมองด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม
  • มุมมองด้านวิทยาศาสตร์ชุมชน
  • มุมมองด้านการศึกษา สุขภาพ การพัฒนา
  • มุมมองศิลปะ
  • มุมมองด้านอรรถประโยชน์และการใช้สอย

มุมมองและวิธี Approach ในแง่มุมต่างๆ [๑] จะทำให้เราสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงของสิ่งที่ต้องการบันทึกได้รอบด้าน อีกทั้งสามารถบันทึกถ่ายทอดครอบคลุมรายละเอียดที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีความหมายในหลายมิติ  เมื่อเข้าสู่ความเป็นจริงของปรากฏการณ์และข้อมูลภาพในมุมมองใด ก็คลี่คลาย แจกแจง และถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นรายละเอียดในแง่มุมนั้นๆ ให้ครอบคลุมทุกมิติ เท่าที่จะเห็นว่าเหมาะสม

 ๒  การให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงแสดงปรากฏการณ์บอกเล่าตนเอง 

  มิติที่สอง   เป็นการให้รายละเอียดและบันทึกเพื่อถ่ายทอดข้อเท็จจริง ให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ไม่ได้เกิดจากการปรุงแต่งด้วยกรอบคิดใดๆของผู้บันทึกรายงาน ได้แสดงตนและบอกเล่าเรื่องราวต่อผู้อ่านด้วยตนเอง เช่น......[๒].. จากภาพตัวอย่าง เป็นภาพต้นไม้แห้งยืนต้นที่เห็นตามปรกติตามท้องนาทั่วไป ลักษณะของไม้เป็นไม้เนื้อแข็ง แต่ลำต้นไม่ใหญ่นัก ตลอดลำต้นคดงอ มีบางส่วนของโคนต้นที่ตรง เปลือกของลำต้นและตามกิ่งต่างๆหลุดและเปลือยให้เห็นเนื้อในของลำต้น บ่งบอกให้ทราบว่าเป็นต้นไม้แห้งที่ยืนต้นตายมานานหลายปีแล้ว ถ่ายตามแสงธรรมชาติ ด้วยกล้อง Fujifilm เวลา ๑๙.๔๓ น. วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ที่บ้านห้วยส้ม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ถ่าย : วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ...การบันทึกข้อมูลดังกล่าวเป็นอันดับแรกที่ควรมี ทั้งภาพและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องจะแสดงตนและบอกเล่าแก่ผู้อื่นที่ได้เห็นในภายหลัง

 ๓  การให้การเรียนรู้เพื่อเห็นสภาวการณ์โดยรอบ 

  มิติที่สาม  ใช้ข้อมูลภาพและข้อเท็จจริงโดยตัวมันเอง เป็นเกณฑ์ในการสำรวจออกไปในสังคมและสภาพแวดล้อม เพื่อช่วยให้ผู้อื่นสามารถประเมินและเห็นสถานะของสิ่งดังกล่าวได้หลายมิติ รอบด้าน และชั่งน้ำหนักในการเห็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องโดยรอบได้ดีขึ้น เช่น [๓]....ลักษณะของไม้ยืนต้นและแห้งตายในลักษณะนี้ เป็นสภาพที่เห็นได้โดยทั่วไปของพื้นที่ในเขตร้อนชื้น เป็นกระบวนการที่เป็นธรรมชาติ...ข้อมูลและสารสนเทศดังกล่าว ทำให้ผู้อ่านสามารถมีหลักเกณฑ์ในประเมินและชั่งน้ำหนักในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆต่อไปได้ดีขึ้น หากเป็นสภาพวิกฤติปัญหาก็จะได้ทราบ และหากเป็นสภาพปรกติก็จะได้มุ่งความสนใจไปยังแง่มุมอื่นๆ ได้ดียิ่งๆขึ้น เหล่านี้เป็นต้น

 ๔  การตีความ สะท้อนทรรศนะ ประเมินให้คุณค่าและความหมาย 

 มิติที่สี่  แสดงแนวคิด วิธีมอง และจุดยืนของผู้เขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้เกิดการเรียนรู้โลกกว้างได้มากยิ่งๆขึ้นผ่านสายตาของผู้อื่น เป็นกระบวนการเรียนรู้ภายในเชิงเปรียบเทียบ Comparative Learning and Knowledge โดยสิ่งใดที่เหมือนหรือสอดคล้องกับประสบการณ์และทรรศนะของผู้อ่าน ก็จะทำให้เกิดความหนักแน่นและเสริมความแข็งแกร่งในความรู้ต่อสิงนั้น และสิ่งใดแตกต่างหลากหลายออกไป ก็จะช่วยให้ผู้อ่านได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เกิดโลกทรรศน์และความรอบรู้ ได้ประสบการณ์การเรียนรู้จากการอ่านที่กว้างขวางมากยิ่งๆขึ้น เช่น.....[๔]....ต้นไม้ยืนต้นแห้งตายและถูกปล่อยทิ้งให้เสื่อมสลายไปในลักษณะดังกล่าวนี้ โดยทั่วไปแล้ว หากเป็นไม้จริงหรือไม้เนื้อแข็งและลำต้นตรง ชาวบ้านและเจ้าของที่นาก็จะนำไปเลื่อยแปรรูปทำเป็นไม้สร้างบ้านหรือทำเป็นเครื่องมือเกษตรกรรม ทว่า ไม้ที่ต้นไม่ใหญ่และคดงอดังที่เห็นในภาพ ไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้สอยในลักษณะดังกล่าว ซึ่งถ้าหากเป็นในอดีต ชาวบ้านก็จะนำไปทำฟืน ทำรั้ว และทำไม้ล้อมการปลูกพืชผักสวนครัว แต่ในปัจจุบัน ชาวบ้านก็อาจจะปล่อยทิ้งไว้ เพราะชุมชนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ฟืนหุงข้าวและการปลูกพืชผักไว้บริโภคในครัวเรือนก็ลดน้อยลงไปมากแล้ว

 ๕  การสังเคราะห์หลักคิด ใช้เป็นหลักเรียนรู้และอธิบายโลกกว้าง 

 มิติที่ห้า  เป็นการสังเคราะห์บทเรียนที่ตกผลึกประสบการณ์ การให้วิธีคิด และการได้หลักคิดซึ่งสามารถพัฒนาการเรียนรู้แบบถ่ายเทประสบการณ์ให้สามารถนำไปเรียนรู้และทำความเข้าใจโลกกว้างได้อย่างแยบคายและลุ่มลึกมากยิ่งๆขึ้น เช่น.....[๕].... การจัดการทรัพยากรชุมชน รวมทั้งปัจจัยการผลิตของชุมชน เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความสมดุลและมีความเป็นพลวัตร เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ทั้งจากภายในความเป็นชุมชนและจากอิทธิพลของสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม วิทยาการและเทคโนโลยี การหาแนวทางใช้ประโยชน์จากต้นไม้และทรัพยากรที่มีอยู่เองในแหล่งทำมาหากินของชาวบาน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแล้วในปัจจุบัน อาจจะไม่สามารถทำตามรูปแบบที่เคยดำเนินมาอย่างในอดีต ทว่า อาจจะต้องคิดริเริ่มและหาแนวทางนำไปดัดแปลงใช้ในแนวคิดใหม่ๆ

ในแง่ของศิลปะการสร้างโครงเรื่องนั้น ท่านสามารถลำดับการเขียนให้หลากหลายได้ เช่น อาจจะนำเอาเรื่องราวทั่วไปของสังคมซึ่งอยู่ในอันดับหลังในตัวอย่างนี้ ไปเป็นตัวเปิดเรื่อง หรืออาจจะใช้มิติความเป็นสัญญะเป็นตัวเปิดเรื่องก่อนก็ได้ เมื่อสามารถพิจารณา เขียนแจกแจงโดยลำดับนี้แล้ว ก็จะทำให้ได้ความเรียงและงานเขียนเชิงสารคดีประกอบภาพ ให้การเรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์หลายมิติในการดูภาพ ได้ความสุข เพลิดเพลิน และมีวิธีเรียนรู้สิ่งต่างๆให้ละเอียดอ่อนรอบด้าน นำไปใช้ดำเนินชีวิตและทำการงานได้ต่อไป 

   ตัวอย่าง   เมื่อนำมาสร้างเป็นเนื้อหาเขียนบันทึก 

จากตัวอย่างที่กล่าวมานี้ เมื่อพัฒนามุมมอง สร้างเนื้อหาทีละมุมมองและบันทึกให้ครอบคลุมทุกด้าน อันได้แก่ [๑]+[๒]+[๓]+[๔]+[๕] พร้อมกับจัดภาพประกอบ ก็จะได้บันทึกและเนื้อหาความรู้แนว Pictorial และ Documentary Photo-Essay ดังตัวอย่างต่อไปนี้

   ตัวอย่างประกอบการศึกษา : ต้นไม้แห้ง   
เรียนรู้และพัฒนาวิธีคิดทางสังคมจากธรรมชาติ 

ต้นไม้แห้งยืนต้นที่เห็นตามปรกติตามท้องนาทั่วไป ลักษณะของไม้เป็นไม้เนื้อแข็ง แต่ลำต้นไม่ใหญ่นัก ตลอดลำต้นคดงอ มีบางส่วนของโคนต้นที่ตรง เปลือกของลำต้นและตามกิ่งต่างๆหลุดและเปลือยให้เห็นเนื้อในของลำต้น บ่งบอกให้ทราบว่าเป็นต้นไม้แห้งที่ยืนต้นตายมานานหลายปีแล้ว ถ่ายตามแสงธรรมชาติ ด้วยกล้อง Fujifilm เวลา ๑๙.๔๓ น. วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ที่บ้านห้วยส้ม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ถ่าย : วิรัตน์ คำศรีจันทร์

ลักษณะของไม้ยืนต้นและแห้งตายในลักษณะนี้ เป็นสภาพที่เห็นได้โดยทั่วไปของพื้นที่ในเขตร้อนชื้น เป็นกระบวนการที่เป็นธรรมชาติ

ต้นไม้ยืนต้นแห้งตายและถูกปล่อยทิ้งให้เสื่อมสลายไปในลักษณะดังกล่าวนี้ โดยทั่วไปแล้ว หากเป็นไม้จริงหรือไม้เนื้อแข็งและลำต้นตรง ชาวบ้านและเจ้าของที่นาก็จะนำไปเลื่อยแปรรูปทำเป็นไม้สร้างบ้านหรือทำเป็นเครื่องมือเกษตรกรรม ทว่า ไม้ที่ต้นไม่ใหญ่และคดงอดังที่เห็นในภาพ ไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้สอยในลักษณะดังกล่าว ซึ่งถ้าหากเป็นในอดีต ชาวบ้านก็จะนำไปทำฟืน ทำรั้ว และทำไม้ล้อมการปลูกพืชผักสวนครัว แต่ในปัจจุบัน ชาวบ้านก็อาจจะปล่อยทิ้งไว้ เพราะชุมชนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ฟืนหุงข้าวและการปลูกพืชผักไว้บริโภคในครัวเรือนก็ลดน้อยลงไปมากแล้ว

การจัดการทรัพยากรชุมชน รวมทั้งปัจจัยการผลิตของชุมชน เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความสมดุลและมีความเป็นพลวัตร เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ทั้งจากภายในความเป็นชุมชนและจากอิทธิพลของสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม วิทยาการและเทคโนโลยี

การหาแนวทางใช้ประโยชน์จากต้นไม้และทรัพยากรที่มีอยู่เองในแหล่งทำมาหากินของชาวบาน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแล้วในปัจจุบัน อาจจะไม่สามารถทำตามรูปแบบที่เคยดำเนินมาอย่างในอดีต ทว่า อาจจะต้องคิดริเริ่มและหาแนวทางนำไปดัดแปลงใช้ในแนวคิดใหม่ๆ.

......

  สรุป   สร้างความรู้ บันทึก และบอกเล่าสิ่งดีเพื่อพลังการเรียนรู้ได้อย่างไม่จำกัด

จากตัวอย่างในข้างต้นนี้ จะเห็นว่าเพิ่งกล่าวถึงเพียงมุมมองเดียว หรือ Approach เดียว อันได้แก่ ด้านอรรถประโยชน์และการใช้สอย เท่านั้น หากท่านพัฒนามุมมองพร้อมกับใช้ข้อมูลภาพสาธยายไปทีละด้านสู่มุมมองอื่นๆต่อไปอีก ก็จะสามารถสร้างความรู้และให้ข้อสารสนเทศ ที่ผู้อ่านและผู้ชมภาพถ่ายจะสามารถเห็นรายละเอียด ได้ความคิดและวิธีมองในเรื่องหนึ่งๆได้หลายมิติ ก่อเกิดปัญญาและได้ข้อมูลความรู้ทั้งข้อเท็จจริง วิธีเรียนรู้สังคม การสะท้อนคิด การแสดงทรรศนะและความเป็นสัมมาทิฏฐิต่อสรรพสิ่ง

ที่สำคัญก็คือ จะเป็นอีกหนทางหนึ่งในการทำให้การถ่ายรูปและข้อมูลภาพถ่ายซึ่งหลายท่านมีความสนุกและทำได้อย่างดีมากอยู่แต่เดิม ตลอดจนความเป็นบล๊อกเกอร์เขียนบันทึก สร้างสื่อแนวทางเลือกด้วยตนเอง ให้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังต่อการเรียนรู้ สร้างความรู้ทั้งจากวิถีชีวิตและการทำงาน สามารถใช้พลังตนเองร่วมสร้างประสบการณ์ทางสังคมอย่างสร้างสรรค์แก่ผู้คน

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านและเครือข่ายของท่าน ก็จะสามารถพัฒนาวิถีชีวิตเพื่อเรียนรู้จากการทำงานและในทุกอริยาบทของชีวิต ให้เป็นการร่วมการสร้างความรู้และสะสมภูมิปัญญาของสังคมในทุกโอกาสที่ได้เข้าไปร่วมคิดร่วมทำ เป็นองค์ประกอบที่แข็งขันตรงจุดที่เราเป็นและอยู่อย่างไรก็ได้ ร่วมส่งเสริมให้สุขภาวะปัญญาของสังคมไทยมีความเข้มแข็งงอกงามจากนักปฏิบัติได้มากยิ่งๆขึ้น

...........................................................................................................................................................................

   เชิงอรรถ  

* ผู้สังเกต(Observer) : ในทางการวิจัยและญาณวิทยา หรือศาสตร์และความรู้ที่ว่าด้วยวิธีเข้าถึงความจริงนั้น โดยทั่วไปแล้ว ผู้สังเกต ก็จะหมายถึง การเป็นผู้วิจัยและผู้บันทึกการสังเกต ส่วน สิ่งที่ถูกสังเกต นั้น ก็จัดว่าเป็น วัตถุการวิจัย แต่ในทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์นั้น ปรากฏการณ์ทางสังคม หมายถึงปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับคนและสังคมของมนุษย์ ดังนั้น ปัจเจกและสังคม จึงสามารถเป็นองค์ประกอบของปรากฏการณ์ พร้อมกับเป็นมิติอื่นๆในกระบวนการทางญาณวิทยาไปในเวลาเดียวกัน แต่โดยทั่วไป คนเราก็มักมีวิธีมองแบบลดทอน รับรู้ความเป็นปัจเจกและหน่วยทางสังคมต่างๆได้เพียงมิติเดียว ขาดการพัฒนาให้หลายๆด้านดำเนินไปด้วยกัน อันได้แก่

  • ความเป็นผู้กระทำปรากฏการณ์และเป็นตัวสร้างเหตุการณ์ 
  • ความเป็นปรากฏการณ์วัตถุวิจัยและสิ่งที่ถูกสังเกต
  • ความเป็นผู้สังเกต
  • ความเป็นตัวรู้
  • ความเป็นสิ่งที่ถูกรู้

โดยทั่วไปแล้ว เรามักขาดการฝึกตนเองให้เห็นศักยภาพ ๓ ด้านที่อยู่ในตนเองของมนุษย์ คือ ความเป็นผู้สร้างและกระทำปรากฏการณ์ ความเป็นตัวปรากฏการณ์ทางสังคมหรือสิ่งที่ถูกสร้าง และความเป็นผู้สังเกตหรือเป็นตาที่ ๓ ของตนเอง ดังนั้น การพัฒนาความเป็นผู้สังเกตไปด้วย จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้อีกด้านหนึ่งที่จะทำให้ตนเองเป็นเครื่องมือวิจัยที่มีชีวิตและสามารถดำเนินชีวิตให้เป็นมรรควิถีแห่งการเรียนรู้นั่นเอง