Go Toward The Light

Go toward the light เป็นอุปมาอุปมัยหรือ figurative speaking ของฝรั่งเวลาพรรณนาการเดินทางไปสู่วาระสุดท้าย เหมือนเดินอยู่ในอุโมงค์ที่สุดปลายมีแสงสว่างเจิดจ้า ด้วยสัณชาติญาณ เราก็จะเดินไปหาแสงสว่างโดยไม่รู้ตัว แล้วก็...ตาย อาจจะโดยคนที่มีประสบการณ์เฉียดตาย (near-dead experience) ที่เกือบๆจะตายแต่แล้วไม่ตาย ตื่นมาเล่าให้ฟังว่า "ตอนนั้น" เจออะไรบ้าง และ theme นี้ดูจะเป็นอะไรที่ได้ยิน ได้ฟังบ่อยที่สุด

ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 2005 จากหนังสือที่เขียนปี 1988 เป็นยุคที่ AIDS กำลังพุ่งเข้าปะทะการรับรู้ของประชาชนจังๆ (Philadelphia ที่ทอม แฮงค์เล่นนั่นปี 1997) บางอย่างที่แสดงในภาพยนต์จึงอาจจะดูแปลกๆ เพราะหนังสือเขียนมาก่อนหน้านั้นนับ 10+ ปี เช่น ทำไมการให้เลือดไม่ได้ตรวจอะไรก่อนหรอกหรือ ที่สงขลานครินทร์ต้องนับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกๆ ที่เรานำมาใช้สอน palliative care ไล่เรี่ยกับเรื่อง WIT นั่นเลยทีเดียว แต่เรานำมาใช้ค่อนข้างน้อย หนึ่งเพราะไม่มีฉบับ Thai subtitle (ซื้อมาจากอเมซอน) สองเพราะเรื่องนี้คนทำหน้าที่วิจารณ์ไม่ค่อยชอบเพราะมันบีบหัวใจหลายฉาก เศร้ากว่าเรื่อง WIT เยอะ ตอนหลังๆเลยมาเก็บเข้ากรุ ไม่ค่อยนำมาใช้แล้วเราก็มีเรื่องอื่นๆเข้ามาใช้พอสมควร

DVD

หนังสือ

Synopsis:

ครอบครัวเมดิสัน แคล์ (ลินดา แฮมิลตัน สาวเหล็กแห่ว Terminator) และเกร็ก (ริชาร์ด โธมัส จากหลายเรื่อง เช่น IT ของสตีเฟน คิง) กับลูกชายเบน นึกว่าชีวิตของพวกเขากำลัง settle ลงตัวดีแล้วกับโรคประจำตัวของเบน คือ ฮีโมฟีเลีย (โรคเลือดออกแล้วหยุดยาก เพราะขาดสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวแต่กำเนิด พอเลือดออกที จะออกเยอะมากกว่าคนธรรมดาและต้องรักษาโดยการให้พลาสมาพิเศษ หรือเลือด ถ้าจำเป็น) ตั้งแต่เด็กๆที่ค้นพบว่าเบนมีโรคนี้ ชีวิตเบนก็ต้องปรับตัว การกระแทกเล็กๆน้อยๆอาจจะหมายถึงภาวะเร่งด่วนต้องไปโรงพยาบาลเพื่อให้เลือด ให้ยา ในการดำรงชีวิตปกติและกับเหตุการณ์ "ฉุกเฉิน" ที่เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไรก็ได้แบบนี้ ทำให้แคล์ และเกร็ก กลายเป็นพ่อแม่ผู้เชี่ยวชาญการปฐมพยาบาล การเยียวยา และ รพ.ไม่ใช่สถานที่แปลกหน้า แปลกใหม่ แต่อย่างได้ ทั้งครอบครัวสามารถเดินทางไปตากอากาศ ไปเที่ยว ทำกิจกรรมต่างๆได้เกือบเหมือนปกติ

จนวัน หนึ่งที่เบนมีอาการท้องเสียติดต่อกันหลายต่อหลายวัน เป็นเจ็บไข้ได้ป่วยอีก episode พอรำคาญสำหรับแคล และเกร็ก แต่เมื่อหมอนัดแคล และเกร็กมาพูดเรื่องของเบน สีหน้าของหมอทั้งทีมก็บ่งชี้ถึงอะไรบางอย่างที่มากกว่าที่คิด นั่นคือเบนติดเชื้อ HIV (Human Immunu-deficiency Virus) และเป็น AIDs (Acquired Immunodeficiency Syndrome) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำลายภูมิคุ้มกันของคนไข้ลงไปหมด ตัวโรคเองไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อภูมิคุ้มกันเสีย คนไข้เองจะสามารถติดเชื้ออะไรต่อมิอะไร ตั้งแต่เชื้อรา ปาราสิต และเนื้องอก มะเร็งบางชนิดที่จะทำให้คนไข้เสียชีวิตในที่สุด ในยุคนั้น (1988) การเป็นเอดส์ขั้นมีอาการเยอะๆ เหมือนการวินิจฉัยพิพากษาเลยทีเดียว ต่างกับยุคนี้ที่มียาอะไรมากมายในการรักษาประคับประคองอาการ

มรสุม ใหม่นี้ฉีกกระชากหัวใจพ่อและแม่อย่างแคล์และเกร๊กเป็นชิ้นๆ คำถาม Why me? Why us? Why my son? ดูเหมือนจะท้าทายศรัทธา ความเชื่อ สิ่งยึดมั่นของคนเราได้อย่างทารุณ

อีกครั้งที่ภาพยนต์ใช้ theme family ดึงเอาครอบครัวมาแจกแจงปฏิสัมพันธ์ และกลไกการ coping (ผจญทุกข์) ของแต่ละคนได้อย่างน่าชม แต่ละคนก็มีวิธีของแต่ละคน เมื่อชีวิตเปราะบางของเด็ก ถูกทำให้เปราะบางลงไปอีก ทำให้เกิดคำถามสำคัญๆขึ้นมาในชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพยนต์เรื่องนี้ยังแสดงอิทธิพลของ "อาสาสมัคร" มาได้อย่างสวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งทีเดียว เท่าที่เคยพบมา ผมได้ประโยคเด็ดๆจากเรื่องนี้มาใช้ในการอบรมอาสาสมัครข้างเตียงเป็นอมตะวาจาเลยก็ว่าได้ นั่นคือ "อาสาสมัครไม่เพียงจะบรรเทาภาระของพ่อแม่และสมาชิกครอบครัว ให้มีช่วงพักจากความทุกข์ประจำวันเท่านั้น แต่จากการที่อาสาสมัครมีแต่กำลังใจ ยังไม่มีความรู้สึกพรากจากโดยตรงกับคนไข้ พลังที่อาสาสมัครนำมานั้นอบอุ่น เปี่ยมความรักและความสุขมามอบแก่ครอบครัวได้อีกด้วย"

ผมดูเรื่องนี้มาเป็นสิบครั้ง ต่างกรรม ต่างวาระ สารภาพอย่างไม่ละอายว่าน้ำตาไหลทุกครั้ง ไม่เคย fail และไม่คิดว่าจะเป็นอย่างอื่นไปได้ ไม่น้อยกว่าสามฉาก อยากให้คนอื่นๆลองดูว่าจะมีกี่ฉาก ฮึ ฮึ ไม่บอกด้วยว่าฉากไหน

การพรากจากไปของเด็กที่อายุน้อยขนาดนั้น เราจะเตรียมตัวอย่างไร เราจะได้เรียนอะไรบ้าง เวลาที่มี เราจะทำให้ "มีค่า" ได้อย่างไร นอกเหนือจากจมอยู่ในความทุกข์ ณ ขณะนั้น เรามีแค่เรา มนุษย์ และเพื่อนๆมนุษย์ เป็นเวลาทีี่เราต้อง share strength พลังที่จะทำให้เราอยู่ต่อไป ไม่นับว่าจากเรื่องนี้ เรากำลังจะ "กลายเป็นคนแบบไหน และมองเห็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์เช่นไร" เป็นโจทย์ที่สวยงาม ทรงพลัง และมีความหมายมากๆ

ที่ชอบมากๆคือการแสดง "ความเข้มแข็ง" ในรูปแบบต่างๆ ของแคล์ ของเกร็ก ของคุณตาคุณยาย ครอบครัว ฯลฯ ทุกคนนำเอา "ต้นทุนชีวิต" ของตนเองมาช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากห้วงทุกข์ และยังเผื่อแผ่ให้คนอื่นๆให้ผ่านพ้นมรสุมนีไปให้ตลอดรอดฝั่ง ฉากการอธิบายเรื่องความตาย ฉากที่พ่อเปิดใจกับลูก ฉากที่งานฝีมือของคุณปู่มอบเป็นของขวัญสุดฝีมือช้ินสุดท้าย ถ้าใครดูแล้วไม่รู้สึกอะไร สมควรลาออกจากความเป็นมนุษย์ไปได้ ฮึ ฮึ