GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

สะท้อนความรู้สึกของ นศ. ปริญญาเอก ต่อการเรียนแบบไม่สอน

อาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช ได้ออกแบบ “การเรียนรู้” เพื่อให้เกิด “การเรียนรู้” ในรายวิชา ยุทธศาสตร์การจัดการทางวัฒนธรรม โดย “การสอนแบบไม่สอน” เป็นทั้งคุณเอื้อและคุณอำนวยให้เกิด “การเรียน” โดย “การเรียนรู้” เรียนรู้ที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้

 สะท้อนความรู้สึกของ นศ. ปริญญาเอก ต่อการเรียนแบบ "ไม่สอน"

 คุณธำรงค์ บริเวธานันท์  นศ. ปริญญาเอกของ มทษ. ท่านหนึ่ง เขียนรายงานสะท้อนการเรียนรู้จาก "การสอนแบบไม่สอน" ของผมอย่างน่าสนใจ     จึงนำมาเสนอต่อ
          สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ เมื่อสังคมไทยพูดถึง “การเรียน” โดยทั่วๆไปมักจะมี “จินตนาการ”หรือ “ภาพฝัน” ที่ค่อนข้างเป็นไปในการบังคับให้เรียนหรือเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ต้องเรียนโดยครูหรืออาจารย์ เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้
          ทั้งนี้เพราะเรานำ “การเรียน” ผูกติดกับการศึกษาในระบบจึงเป็นหน้าที่ ของ “โรงเรียน” หรือ “มหาวิทยาลัย” ในการจัด “การเรียน” หรือก่อให้เกิด “การเรียน”
           ในขณะเดียวกันที่ผ่านมา “วิธีการเรียน” ที่สังคมไทยใช้อยู่ก็ไม่ค่อยเอื้อให้เกิดการคิด แลกเปลี่ยน สักเท่าไรหรือกล่าวได้ว่าวัฒนธรรมการศึกษาเป็นไปในลักษณะ “จำได้หมายรู้” และ “นิ่งเสียตำลึงทอง” ซึ่งแม้แต่ครูผู้สอนเองก็ได้รับการ “บ่ม” และ “เพาะ” จากวัฒนธรรมเดียวกันกับผู้เรียน
           ถึงแม้จะมีความพยายามในการเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางหรือยึดผู้เรียนเป็นสำคัญก็ตามเพราะนั่นเป็นเพียงรูปแบบของ “การเรียน” แต่ยังไม่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ที่ฝังรากลึกในวิถีชีวิต
          อาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช ได้ออกแบบ “การเรียนรู้” เพื่อให้เกิด “การเรียนรู้” ในรายวิชา ยุทธศาสตร์การจัดการทางวัฒนธรรม โดย “การสอนแบบไม่สอน” เป็นทั้งคุณเอื้อและคุณอำนวยให้เกิด “การเรียน” โดย “การเรียนรู้” เรียนรู้ที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้
         ซึ่งการที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้อย่างอิ่มเอมและเปิดพรมแดน การเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเรียนรู้ที่จะศึกษาด้วยตนเอง,คิด,ใคร่ครวญ ในประเด็นศึกษา เพื่อเป็นต้นทุนในการแลกเปลี่ยน
          ในขณะเดียวกันการแลกเปลี่ยนเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะตรวจสอบความคิด ความเข้าใจต่อประเด็นที่ศึกษา เรียนรู้ที่เคารพทุกความคิดเห็น “ไม่มีถูก ไม่มีผิด” เป็นประโยคที่เราได้ยินบ่อยเมื่อมี การแลกเปลี่ยนรับฟังกันและกัน โดย “คุณเอื้อ” แสดงบทบาทเอื้อกระบวนการรับฟังและสกัดประเด็นร่วม เรียนรู้ที่จะคิดนอกกรอบ
         ถึงแม้ว่าจะศึกษาประเด็นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แต่ถึงที่สุดก็ติดกับดักของกรอบความรู้เดิมหรือยึดติดวิธีคิดใดวิธีคิดหนึ่งเป็นสรณะ
         กล่าวได้ว่ายังยึดติดวัฒนธรรมการคิดแบบเดิมๆที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือหาทางออกไม่ได้ในปัจจุบัน ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีการมองหรือวิธีการอธิบายปัญหา เรียนรู้ที่จะคิดและอธิบายแบบองค์รวม ปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมมีความซับซ้อน เกินกว่าจะใช้วิธีคิดหรือทฤษฎีใดอธิบายได้อย่างชัดเจนและปรากฏการณ์ไม่มีลักษณะเป็นเส้นตรง หากมองอย่างแยกส่วนทำให้ได้ภาพที่พร่าเลือน
        ดังกล่าวเป็นประเด็นข้าพเจ้าได้จากการเรียนรู้จากการสอนแบบไม่สอนของ อาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช จึงนำมาเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
ขอบคุณครับ
ธำรงค์ บริเวธานันท์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 38170
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

ตกใจมากที่เห็นบรรยากาศการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยยังไม่ปรับเปลี่ยนความคิด  ยังยัดเยียดความรู้ให้กับนักศึกษา  ยังนั่งบรรยายโดยครูเองก็ไม่รู้จุดหมาย  อาจารย์ส่วนใหญ่เคยชินกับความรู้ของปัญญาผู้รู้และไม่ให้ความสำคัญของปัญญาผู้ปฏิบัติ  ผู้มีประสบการณ์นานปีถูกกีดกัน  ข่มกดไม่ให้มีโอกาสได้ทำงาน  แต่ยกย่องผู้มีปริญญายาว ๆ  อ่านทศานุภาพของการจัดการความรู้ของท่านศาสตราจารย์วิจารณ์แล้วคิดถึงบุคคลในองค์กร  หญ้าใต้หินก้อนหนักทับจะทำอย่างไรจะช่วยยกก้อนหินนั้น หรือว่าต้องรอให้เขาเกษียณก่อนค่อยพุดกัน ยิ่งไม่มั่นใจเพราะคนหนุ่มรุ่นใหม่ซ้ำร้ายกว่าหลายเท่า
17/07/49เรียน ศ.นพ.วิจารณ์  พานิช ที่เคารพ                          หลังจากผู้เขียนได้ดูวีดิทัศน์ร่วมกับเพื่อน ทั้ง12 คน เรื่อง การจัดการความรู้ในเครือข่ายเกษตรกร จังหวัดพิจิตรและการจัดการความรู้ในโรงพยาบาลบ้านตากเพื่อนำมาอภิปรายในหัวข้อการสร้างหรือปฏิรูปกระบวนการวัฒนธรรมการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้เพื่อดำรงค์อัตลักษณ์และปรับปรนพัฒนาอย่างเท่าทันและสมสมัยนั้นผู้เขียนรวมทั้งเพื่อนๆได้แบ่งกัน 6 กลุ่ม กลุ่มละ 2 คน ตีความหัวข้อดังกล่าวออกเป็นกลุ่มละหัวข้อ โดยใช้ผังความคิดเชิงระบบ คือกล่าวคือ1.       Input2.        process การสร้างหรือปกิรูปกระบวนการวัฒนธรรมการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้3.       out put and outcome4.       การสังเคราะห์และวิเคราะห์  (swot)5.       ปรับปรนการพัฒนาอย่างเท่าทันและสมสมัย6.       ดำรงอัตลักณ์ความเป็นเกษตรกร จังหวัดพิจิตรและข้าราชการโรงพยาบาลบ้านตาก                     ซึ่งแต่ละคนก็ได้นำเสนอในหัวข้อที่ตัวเองเข้าใจโดยมีเพื่อนๆและอาจารย์ร่วมอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอแนะถึงแม้ว่าการส่งแผนดังกล่าวทั้ง 12 คน จะส่งเพียง 1 แผ่นซึ่งอาจจะผิดความคาดหมายของอาจารย์แต่อย่างไรก็แล้วแต่แต่ละคนก็ได้แสดงความสามารถตีความกระบวนการเรียนรู้ถูกบ้างผิดบ้างแต่สำหรับผู้เขียนเองมองการอภิปรายในวันนี้มีประโยชน์มากและอยากแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมดังนี้ 1.                        ปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากเกษตรกรได้ใช้สารเคมีในการปลูกและกำจัดศัตรูพืชเป็นปัญหาที่ซับซ้อน การสร้างหรือปฏิรูปกระบวนการวัฒนธรรมการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้เพื่อดำรงค์อัตลักษณ์และปรับปรนพัฒนาอย่างเท่าทันและสมสมัย   การแก้ปัญหาดังกล่าวจึงต้องอาศัยความรู้และความร่วมมือจากทุกคนทุกฝ่าย  การจัดการกระบวนการเรียนรู้ทั้ง 2 แห่งเป็นการบูรณาการทำงานเป็นทีม ทั้งภาครัฐระดับนโยบาย และปฏิบัติคอยเป็นคุณอำนวย  คุณเอื้อให้กับคุณกิจคือชาวบ้าน เกษตรกร หรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แต่ก่อนปฏิบัติควรทำอบรมด้านการจัดการความรู้จัดให้แก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตรและแกนนำเกษตรกร เป็นสิ่งสำคัญซึ่งเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งสามารถนำเทคนิควิธีการด้านการจัดการความรู้ชุดธารปัญญาไปใช้ในการทำงาน แปลงเป็นแผนงานการพัฒนาสถานบริการทั้งจังหวัด ใช้ในการเตรียมเจ้าหน้าที่ทุกระดับ โดยไม่ทำให้ภาระงานเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับการทำงานของทีมพัฒนาคุณภาพหลังจากนั้นหารือร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านถึงแผนงานในระยะต่อไปหลังจากชาวบ้านได้รู้ว่ามีความรู้ดีๆ อยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ แล้ว จึงได้จัดกลุ่มความสามารถของปราชญ์ชาวบ้าน เกิดเป็นชุมชนนักปฏิบัติขึ้นมารวมแต่ การฝึกอบรมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป็นกิจกรรมเพื่อทำความรู้จักการจัดการความรู้ ถ้าไม่เกิดกิจกรรมต่อเนื่อง คือการดำเนินการจริง ที่เป็นการดำเนินการจัดการความรู้ในงานประจำ การลงทุนลงแรงลงเวลาในการจัดการฝึกอบรมก็จะสูญเปล่า ดังนั้นการฝึกอบรมต้องไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดในตัวของมันเอง ต้องเป็นกิจกรรมที่มีการออกแบบหรือวางแผนให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนดำเนินการจัดการความรู้ในภาพรวม                       การจัดความรู้ที่ดีเองควรมีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ อย่างเครือข่ายเกษตรกร จังหวัดพิจิตรมซึ่ง ได้เชื่อมโยงกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน, ชมรมเกษตรธรรมชาติ, สำนักงานเกษตรอำเภอ, นายอำเภอ, ในลักษณะที่ต่างฝายต่างได้ประโยชน์  2. การจัดการความรู้ทั้ง 2 แห่ง เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นไม่สามารถนำมาใช้กับที่อื่นทุกระเบียบนิ้ว แต่จะต้องดูสถานการณ์ สถานที่และเวลาและปรับให้เหมาะสมด้วยและ การจัดการความรู้ที่เรียกภาษาอังกฤษ Knowledge  Management (KM)สามารถนำหลักดังกล่าวมาจัดการในเรื่องดังต่อไปนี้เช่น การจัดการเวลา  (TM) การจัดการชุมชน (CM)  การจัดการอิเล็คทรอนิค(EM) การจัดการวัฒนธรรม(CM)   การจัดการเศรษฐกิจ(ECM) เป็นต้นที่สำคัญการจัดการความรู้ให้เชื่อมโยงกับภาควิชาการด้วย เพื่อให้เกิดการทำวิจัยต่อยอดความรู้ของชาวบ้านหรือชุมชน     นี่คือความคิดเห็นและสิ่งที่ได้รับส่วนหนึ่งจากการได้ร่วมเรียนรู้และรับฟังจากอาจารย์                                                            ด้วยจิตคารวะ                                                         อับดุลสุโก  ดินอะ                                                             ศิษย์   
ข้อเสนอแนวทางการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียบเรียงโดยอ.อับดุชชะกูร์ บิน าฟิอีย์ ดินอะ( อับดุลสุโก ดินอะ  )[email protected]09-7359279ผช.ผจก.ร.ร.จริรยธรรมศึกษามูลนิธิ อ.จะนะ จ.สงขลาด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีกรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนามุฮัมมัดและละผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่านการศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ เพราะการศึกษาเปรียบเสมือนดวงประทีปส่องนำชีวิต เป็นประตูของความสำเร็จ และเป็นกุญแจแห่งอารยธรรม ดังนั้นจึงไม่มีประชาชาติใดในโลกอันกว้างใหญ่นี้ที่ปฏิเสธความสำคัญของการศึกษา เพราะต่างตระหนักดีว่า พวกเขามิอาจจะดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างสงบสุขหากปราศจากการศึกษา ความจริงการศึกษานั้นไม่เพียงแต่จะมีความจำเป็นต่อมนุษย์เท่านั้น หากแต่ยังมีความสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสรรพสิ่งทั้งมวลไม่ว่า สัตว์  สิ่งของรวมทั้งจักวาลด้วยเพราะอันเนื่องมาจากการศึกษาของมนุษย์นี้แหละทำให้โลกนี้สงบสุขหรือเกิดความหายนะ อัลลอฮฺได้ดำรัสความว่า ความเสียหายได้เกิดขึ้นทั้งบนบกและในน้ำเป็นผลจากน้ำมือของมนุษย์ เพื่อพระองค์จะให้พวกเขาได้ลิ้มรสในบางส่วนที่พวกเขาได้ก่อไว้ โดยหวังที่จะให้พวกเขากลับเนื้อกลับตัว (30 : 41)สำหรับการศึกษาชายแดนใต้นั้นในการแก้ไขปัญหาการจัดการศึกษาในสถานการณ์ความไม่สงบที่กำลังยกระดับความรุนแรงอยู่อย่างต่อเนื่องในขณะนี้นั้น จำเป็นที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานการจัดการศึกษาในพื้นที่ จะต้องใช้สติ และความรอบคอบในการจัดการกับปัญหามากเป็นพิเศษและต้องเข้าใจ เข้าถึงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่.ดังนั้นหากการจัดการศึกษาที่ไม่สดคล้องกับวิถีชีวิต-วัฒนธรรมอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เป็นรากเหง้าของปัญหาไม่สงบในพื้นที่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น           ดังนั้นหากต้องการการจัดการศึกษาในพื้นที่ให้ประสบความสำเร็จทั้งผู้จัดในนามของรัฐและผู้รับบริการในนามของประชาชนพื้นที่ควรพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้1.                 ข้อมูลด้านการจัดการศึกษา[1]     สำหรับข้อมูลการจัดการศึกษานั้นผู้เขียนขอแบ่งการจัดการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้ออกเป็น 2  ระบบ1.1                        สถานศึกษาในระบบ มีสถานศึกษา 1,202 แห่ง มีนักเรียนทั้งสิ้น 503,236 คน  สามารถแบ่งได้ 5 ประเภท1.1.1                 สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ( อนุบาล-  มัธยมศึกษาปีที่6 )  เป็นของรัฐ 925 แห่งมีนักเรียนทั้งสิ้น 321,977 คนส่วนใหญ่เป็นการศึกษาภาคบังคับ( ประถมศึกษาปีที่6) ของเอกชน 172 แห่งแต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่สอนศาสนาควบคู่สามัญ ถึง126 แห่ง(ส่วนใหญ่ในระดับมัธยมศึกษา) และที่อยู่ภายใต้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น 32 แห่ง(เป็นการศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษาปีที่6เช่นกัน)1.1.2                 สถาบันอาชีวศึกษา ของรัฐ 13 แห่งมีนักเรียน 17,331 คน และของเอกชน 4 แห่งมีนักเรียน 2,325 คน1.1.3                 วิทยาลัยชุมชน 3 แห่งนักเรียน 4024 คน  1.1.4                 สถาบันอุดมศึกษา  4 แห่ง มีนักศึกษา ทั้งสิ้น 1,5424 คน 1.1.5                 โรงเรียนพระปริยัติธรรม แบ่งออกเป็นแผนกสามัญศึกษา 2 แห่งมีผู้เรียน 101 คน แผนกธรรม 43 แห่งมีผู้เรียน 596 คนและแผนกบาลี 4 แห่งมีผู้เรียน 57 คน 2.1                        สถานศึกษานอกระบบซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้2.1.1     สถาบันศึกษาปอเนาะ  303 แห่ง(ที่จดทะเบียน ) มีผู้เรียนทั้งสิ้นประมาณ  17,890 คน (อาจจะมีคนที่เรียนสถานบันในระบบมาอาศัยและเรียนด้วยในเวลาว่างจากการเรียนในระบบและคนที่ทำงานแล้วเรียนด้วยหลังจากเวลาทำงาน)2.1.2     ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับผู้ใหญ่และศูนย์ อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิดสำหรับเด็กเรียกว่าตาดีกา  1,605 แห่ง มีนักเรียนทั้งสิ้น 168,242 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนประถมศึกษาของรัฐ และศุนย์อบรมเด็ก่อนเกณฑ์แระจำมัสยิด 130  แห่ง มีนักเรียน 7,428 คน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 238 แห่งมีนักเรียน 9478 คน 2.1.3     ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์  6 แห่ง มีนักเรียน 1,216 คน 2.1.4     ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน มี 36 แห่งมีนักเรียน 11,2194 คน2.1.5      ศูนย์การเรียนอัลกุรานตามบ้านของปราชญ์อัลกุรอานและศูนย์ท่องจำอัลกุรอาน2.                 การบูรณาการการศึกษาสามัญ- ศาสนา  จากข้อมูลการจัดการศึกษาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การศึกษา ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆมากโดยเฉพาะในประเด็นการให้สำคัญกับการศึกษาด้านศาสนาตั้งแต่เล็กถึงแม้ภาครัฐจะจัดการศึกษาอิสลามศึกษาบ้างในโรงเรียนของรัฐระดับประถมศึกษาแต่เด็กดังกล่าวยังไปเรียนศาสนาหลักสูตรเข้มข้นวันเสาร์อาทิตย์ในศูนย์อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิดหรือตาดีกาทั้ง  1,605 และเรียนอัลกุรอานตอนเย็นหลังเลิกเรียนตามศูนย์การเรียนอัลกุรานตามบ้านของปราชญ์อัลกุรอาน ในขณะเดียวกันเด็กมุสลิมส่วนใหญ่เมื่อจบประถมศึกษาปีที่6 จะเข้าเรียนศาสนาและสามัญในรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซึ่งมีมากกว่า 120  แห่ง ในขณะนักเรียนไทยพุทธจะเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนของรัฐ           เมื่อนักเรียนมุสลิมจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะแยกย้ายออกไปศึกษา ตามที่ต่างๆบางคนหากต้องการความรู้เพิ่มเติม ด้านสามัญก็จะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศหรือต่างประเทศเช่นมาเลเซีย ด้านอาชีพก็จะเรียนต่อวิทยาลัยชุมชน อาชีวศึกษา  สำหรับผู้ที่ต้องการมีความรู้ด้านศาสนาเพิ่มขึ้นก็จะเรียนในสถาบันเดิมหรือต่างสถาบันในระดับชั้น10 เพื่อนำประกาศนียบัตรชั้น10  ดังกล่าวไปต่อด้านศาสนาที่ตะวันออกกลาง มาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่สำหรับบางคนเรียนต่อในสถาบันปอเนาะโดยเฉพาะสถาบันปอเนาะที่มีปราชญ์อิสลามศึกษาหรือโต๊ะครูดังเช่นปอเนาะดาลอ  ปอเนาะโต๊ะยง หรือปอเนาะเลาะสาเงาะ3.  ทำความรู้จัก 'ปอเนาะ
รากศัพท์ของคำว่า "ปอเนาะ" เป็นคำภาษามลายูปัตตานีเพี้ยนมาจากภาษาอาหรับว่า FUNDOK อ่านว่าฟุนโด๊ก แปลว่า กระท่อม ที่พัก หรือโรงแรม
ความหมายในที่นี้หมายถึง "สำนักศึกษาเล่าเรียนวิชาการศาสนาอิสลาม"
สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ ฉบับทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) สงขลา ฉบับ พ.ศ.๒๕๒๙ เล่ม ๗ ระบุความเป็นมาว่า เชื่อกันว่าปอเนาะเกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ แล้วแพร่มาสู่เอเชียที่ประเทศมาเลเซียก่อน ต่อมาจึงแพร่เข้าสู่เส้นทางใต้ของประเทศไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเริ่มที่ปัตตานีเป็นแห่งแรก แล้วขยายไปสู่ท้องถิ่นที่มีชาวไทยมุสลิมทั้งในภาคใต้และภาคกลาง"ปอเนาะ" ถือเป็นการศึกษาเพื่อชุมชนแบบพึ่งตนเอง เกิดที่ปัตตานีเมื่อ ๒๐๐ ปีมาแล้ว โดยปอเนาะแรกคือ บืดนังดายอ ใกล้ๆ ต.สะนอ, อ.ยะรัง, จังหวัดปัตตานีข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) เขตการศึกษา ๒ (อดีต) ระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศระเบียบกระทรวงฯ ว่าด้วยการปรับปรุงส่งเสริมปอเนาะ ออกมาเมื่อปี ๒๕๐๔ สาระสำคัญคือ ให้ปอเนาะยื่นเรื่องขอขึ้นทะเบียนต่อทางราชการต่อมาในปี ๒๕๐๘ รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีให้ปอเนาะที่ขึ้นทะเบียนแล้ว แปรสภาพเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ให้ปรับปรุงการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐาน ให้มีหลักสูตรการสอน มีชั้นเรียน โต๊ะ เก้าอี้ กระดานดำ มีระยะจบการศึกษาที่แน่นอน และให้เปิดสอนวิชาสามัญด้วย. ทางราชการจะช่วยเหลือส่งเสริมโดยการให้เงินอุดหนุน ส่งครูไปช่วยสอนวิชาสามัญ และผ่อนปรนในเรื่องคุณสมบัติบางประการของเจ้าของ ผู้จัดการ ครูใหญ่ และครูผู้สอน โดยไม่ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ.๒๔๙๗ อย่างเคร่งครัดปี ๒๕๑๐ คณะรัฐมนตรีมีมติให้เร่งรัดปอเนาะที่ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งหมด ให้มาขอแปรสภาพจากปอเนาะเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ให้เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ มิถุนายน ๒๕๑๔ ไม่เช่นนั้นให้ถือว่าปอเนาะนั้นล้มเลิกไป และหลังจากนั้นห้ามก่อตั้งปอเนาะขึ้นมาอีก หากจะตั้งต้องเปิดสอนในรูปแบบของโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามเท่านั้นถึงปี ๒๕๑๔ มีปอเนาะจำนวนมากถึง ๔๒๖ แห่ง มายื่นความจำนงขอแปรสภาพกับทางการ แต่บางแห่งที่เคยขึ้นทะเบียนด้วยความจำยอม เนื่องจากถูกบีบจากทางการ ถูกข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ไม่ยอมแปรสภาพ อีกบางส่วนยอมแปรสภาพจากปอเนาะไปสู่ระบบโรงเรียน แต่สอนเฉพาะวิชาศาสนาเท่านั้น ตามหลักสูตรและแผนการสอนที่โรงเรียนปอเนาะแห่งนั้นๆ กำหนดขึ้นเอง และนอกจากนี้ยังมีปอเนาะแห่งใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาการศึกษาของมุสลิมจึงแบ่งออกเป็นสองรูปแบบ คือ "ปอเนาะ" อันเป็นรูปแบบการศึกษาดั้งเดิมของท้องถิ่นกับการศึกษาในระบบ "โรงเรียน" ที่เรียกกันติดปากว่า โรงเรียนปอเนาะ ซึ่งมีการแบ่งชั้นเรียน มีชุดเครื่องแบบ มีโต๊ะเก้าอี้นั่งเรียน มีการนับชั้น และกำหนดระยะจบการศึกษา และโรงเรียนปอเนาะยังแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ สอนทั้งวิชาสามัญและศาสนา กับสอนเฉพาะวิชาศาสนาเพียงอย่างเดียวในปี ๒๕๒๖ ชื่อโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามถูกรัฐบาลเปลี่ยนเป็น โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อสอดคล้องตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๒๕ และออกระเบียบการให้เงินอุดหนุนแก่โรงเรียนเอกชนฯ ที่สอนวิชาสามัญควบคู่วิชาศาสนาอิสลาม ฉบับแก้ไขครั้งล่าสุดออกมาเมื่อปี ๒๕๔๕ ให้เงินอุดหนุนแก่โรงเรียนที่ได้มาตรฐานตามมาตรา ๑๕ (๑) ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม ส่วนโรงเรียนที่อยู่ในระยะเตรียมความพร้อม และโรงเรียนที่เพิ่งจดทะเบียนหลังวันออกระเบียบให้เงินอุดหนุน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับโรงเรียนที่สอนเฉพาะวิชาศาสนา จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เงื่อนไขนี้สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้แก่ปอเนาะหลายแห่งปอเนาะที่ผ่านการแปรสภาพเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ได้รับการพัฒนามาเป็นลำดับ กระทั่งปัจจุบัน การบริหารและการดำเนินกิจการของโรงเรียนเป็นไปอย่างมีระบบ บุคลากรได้รับการพัฒนาอบรม อาคารสถานที่มั่นคงถาวรและได้รับการประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาดั่งโรงเรียนสามัญทั่วประเทศไทยในด้านหลักสูตร ได้นำเอาหลักสูตรสามัญศึกษาของโรงเรียนมัธยมต้น และมัธยมปลายมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ มีโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากมายเช่น ธรรมวิทยามูลนิธิ, พัฒนาวิทยา, จ.ยะลา. ดารุสสลาม, อัตตัรกียะห์, จ.นราธิวาส. ดรุณวิยา, บำรุงอิสลาม, จ. ปัตตานี เป็นต้น. ซึ่งนักเรียนสามารถเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในประเทศทุกสาขาวิชา และต่างประเทศในหลายมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐในหลักสูตรสามัญและโลกอาหรับในหลักสูตรศาสนา. บางโรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่อนุบาล-มัธยมปลาย

ส่วนหลักสูตรศาสนาอิสลามได้แบ่งชั้นเรียนเป็น ๑๐ ชั้นปี ได้แก่ หลักสูตรอิสลามศึกษาตอนต้น (- อิบติดาอียะฮฺ ปีที่ ๑-๔ -) หลักสูตรอิสลามศึกษาตอนกลาง (- มุตาวัซซีเตาะฮฺ ปีที่ ๕-๗) และหลักสูตรอิสลามศึกษาตอนปลาย (- ซานาวียะฮฺ ปีที่ ๘-๑๐) มาตรฐานของโรงเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน ทำให้โรงเรียนปอเนาะได้รับความสนใจมาก เพราะนักเรียนมีความรู้ทั่งศาสนาและสามัญ ดั่งสโลแกนของบางโรงที่กล่าวว่า "ความรู้ทางโลกปราศจากศาสนา โลกจะสงบสุขได้อย่างไร"
สำหรับปอเนาะที่สอนเฉพาะศาสนาอิสลามอย่างเดียว
 
ปอเนาะประเภทนี้ เป็นสถาบันที่สอนศาสนาและวัฒนธรรมอิสลามแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ทั้งนี้โดยมีผู้ที่มีความรู้ทางด้านศาสนาอิสลาม และต้องมีภาวะเป็นผู้นำของชุมชนที่เรียกว่า`ตุวันคูรู ในภาษามลายูหรือ "โต๊ะครู" และโต๊ะครูในที่นี้ คือ เจ้าของปอเนาะด้วย การจัดตั้งปอเนาะเป็นไปตามความศรัทธาของชุมชน ที่ต้องการให้มีสถาบันการสอนศาสนาอิสลาม ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมอันดีงามตามหลักศาสนาอิสลามแก่ เยาวชนมุสลิม โดยมีโต๊ะครูซึ่งจะเป็นทั้งผู้สอนและผู้จัดการปอเนาะ การเรียนการสอนในปอเนาะ จะเน้นการเรียนรู้หลักศรัทธา, คัมภีร์อัลกุรอาน, อรรถาธิบายอัลกุรอาน, วจนะศาสดา, กฏหมายอิสลาม, มารยาทอิสลาม และมารยาทกับต่างศาสนิก, ภาษาอาหรับ, สำนวนโวหารอาหรับ, ตรรกศาสตร์, ปรัชญาอิสลาม, ดาราศาสตร์, โดยศึกษาจากตำราที่เป็นภาษาอาหรับ หรือ "ภาษามลายูอักษรยาวี" ซึ่งเรียกว่า "กีตาบยาวี" โดยตำราทั้งสองภาษา ใช้สำนวนภาษาของคนสมัยก่อน (คนสมัยนี้อ่านแล้วยากแก่การเข้าใจ ต้องเรียนกับโต๊ะครูหรือผ่านการศึกษาระบบปอเนาะอย่างเดียวเท่านั้นจึงจะเข้าใจ)ในส่วนของโต๊ะครูปอเนาะแต่ละคนนั้น จะมีความรู้ ความถนัด รวมทั้งวิธีการถ่ายทอดความรู้สู่ผู้เรียนที่แตกต่างกัน รูปแบบ ช่วงชั้น ช่วงเวลา หลักสูตรและการวัดผลที่แน่นอน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของโต๊ะครู มีทั้งโต๊ะครูสอนเองหรือลูกศิษย์ที่โต๊ะครูเห็นว่า สามารถช่วยสอนแทนได้ในบางวิชา ทั้งนี้โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ. ในส่วนของผู้เรียน สามารถเรียนได้ตลอดชีวิต หรือจนกว่าผู้เรียนจะขอลาออกไปประกอบอาชีพ หรือในกรณีโต๊ะครูพิจารณาแล้วว่ามีความรู้ เพียงพอแล้ว ผู้มาเรียนปอเนาะจะต้องเป็นผู้ที่ผู้ปกครองนำมาฝากไว้กับโต๊ะครู และต้องอยู่ ในบ้านที่เป็นกระท่อมหรือปอเนาะ ซึ่งจะตั้งเรียงรายอยู่ในบริเวณบ้านของโต๊ะครู หรือบ้าน ที่โต๊ะครูกำหนดให้อยู่ ผู้เรียนจะต้องหาอาหารและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง เฉลี่ยคนละ 30-50 บาทต่อวัน ในปอเนาะบางแห่งมีคนชราและผู้ยากไร้ อยู่ด้วยมีผู้เรียนหลากหลายกลุ่มอายุปะปนกัน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนชรา การเรียนการสอนจะแยกกันเด็ดขาดระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ผู้เรียนปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด การแต่งกายถูกต้องมิดชิดตามหลักศาสนานักเรียนที่มาเรียนในปอเนาะจะมีทั้งที่จบชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย มหาวิทยาลัย บางคนเรียนหลักสูตรปอเนาะในเวลากลางคืนและหลังรุ่งสางส่วนกลางวันหากเป็นนักเรียนก็จะไปโรงเรียนที่เขาสังกัด หากเป็นผู้ใหญ่กลางวันจะทำงาน (เพราะฉะนั้นการบรรจุการสอนวิชาสามัญเป็นภาษาไทยจึงไม่จำเป็น)การจัดตั้งปอเนาะใช่ว่าใครคิดจะตั้งก็ตั้งได้ ผู้ก่อตั้งจะต้องมีความรู้ทางศาสนาชั้นสูง มีความตั้งใจจริง มีจิตใจบริสุทธิ์ และตั้งมั่นในความเสียสละอย่างแรงกล้าการสร้างปอเนาะ ทีละหมาด สาธารณูปโภคต่างได้รับการช่วยเหลือจากผู้มีจิตศรัทธาในชุมชนและนอกชุมชนการเติบโตของปอเนาะขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของโต๊ะครูเป็นสำคัญ โต๊ะครูที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ประชาชนให้การยอมรับ มักจะมีผู้มาสมัครเป็นลูกศิษย์เป็นจำนวนมากเช่นปอเนาะดาลอที่ปัตตานี ปอเนาะจะมีขนาดเล็ก หรือใหญ่ ขึ้นอยู่กับสถานภาพและความรู้ ความสามารถของผู้เป็นเจ้าของดังได้กล่าวแล้วการดำรงอยู่ของปอเนาะ ขึ้นอยู่กับความเลื่อมใสศรัทธาของผู้ปกครองนักเรียน ฉะนั้นเมื่อโต๊ะครูถึงแก่กรรม และไม่มีทายาทสืบต่อ หรือประชาชนเสื่อมความนิยม ก็จะล้มเลิกกิจการไปเอง จึงมักพบเห็นปอเนาะร้างมีปรากฏอยู่ทั่วไปการเรียนในปอเนาะไม่ใช่เรียนเพื่อรับปริญญา หรือศึกษาต่อในระบบโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยทั้งในหรือต่างประเทศ การเรียนการสอนในปอเนาะไม่ใช่เพื่อประกอบอาชีพแต่การเรียนการสอนในปอเนาะคือการทำให้ผู้เรียนได้เข้าใจหลักคำสอนของศาสนาอิสลามหลักคำสอนของศาสนาอิสลามในปอเนาะมีทั้งพื้นฐานความรู้ทั่วไปที่ทุกคนจะต้องรู้และนำไปปฏิบัติ ในขณะเดียวกันมีหลักคำสอนสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนเป็นถึงระดับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ(อิสลามศึกษา)การถือกำเนิดปอเนาะในภาคใต้นั้นมิใช่เพื่อสนองอารมณ์ หรือธุรกิจแต่จริงๆแล้วเพื่อสนองหลักการศึกษาศาสนาอิสลามเพราะอิสลามสอนให้มนุษย์มีการศึกษาตลอดชีวิตและเก่ง ดี มีสุข ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาชาติ ปี พ.ศ.2542 (โปรดดู พรบ.การศึกษา 2542 หมวดที่1-4)
มุสลิมที่ดีต้องศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา และปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัด ดังปรัชญาของอิสลามที่ว่า "จงศึกษาตั้งแต่อยู่ในเปลจนถึงหลุมฝังศพ" หรือ "ผู้มีความรู้ มีหน้าที่สอนผู้ที่ไม่รู้" หรือ "ผู้ที่ดีเลิศ คือผู้ที่เรียนและสอนกุรฺอาน" ดังนั้น ปอเนาะจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นแหล่งเผยแผ่ศาสนาในคราวเดียวกัน
ในอดีตปราชญ์อิสลามระดับอาเซียนถือกำเนิดจากระบบปอเนาะในจังหวัดชายแดนใต้เช่น เชคดาวุด เชคอะห์มัด จนถึงโต๊ะครูอาเยาะเดร์ สะกัม (โปรดดู หนังสือ อูลามาอ์เบอร็ซาร็ปัตตานี เขียนโดย อะห์หมัด ฟัตฮี) ด้วยจุดเด่นของปอเนาะดังกล่าวทำให้การศึกษาอิสลามระบบปอเนาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ดีที่สุดในประเทศไทยและกลุ่มอาเซียนด้วยกัน จึงทำให้มีมุสลิมจากภาคอื่นๆ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย กัมพูชาและเวียดนามมาศึกษาเล่าเรียนที่นี่หากรัฐคำนึงถึงจุดเด่นข้อนี้และช่วยเหลือพัฒนาอย่างถูกต้องไม่แน่ประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางอิสลามศึกษาในระบบปอเนาะระดับอาเซียน อันจะดึงเม็ดเงินจากเพื่อนบ้านได้ในที่สุด(ผู้ว่าซีอีโอ 3 จังหวัดซึ่งมีงบนับร้อยล้าน น่าจะทำปอเนาะนานาชาติในฝันแข่งกับการท่องเที่ยวดูว่า ใครจะนำเงินตราต่างประเทศมากกว่ากัน)
อ. อาหมัด เบ็ญอาหลีผู้ครำวอดวงการศึกษา และทำงานนื้นที่มานาน (อดีตผู้ตรวจราชการ สพท.นราธิวาส เขต ๒ ปัจจุบันรองผู้นวยการ สพท.สงขลา เขต ๒) เคยเสนอว่า ในเมื่อปอเนาะเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ของชุมชน การใช้ปอเนาะเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงกลไกภาครัฐสู่ภาคประชาชน จึงเป็นทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม
เพื่อให้การบริหารจัดการปอเนาะได้รับการพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน และสอดคล้องกับนโยบายพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลควรมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้๑. จดทะเบียนปอเนาะที่เหลืออยู่ทุกแห่ง ให้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง เพื่อความสะดวกในการพัฒนาและดูแลอย่างใกล้ชิด

๒. ควรให้เงินอุดหนุนเป็นค่าตอบแทนแก่โต๊ะครู และครูสอนศาสนาตามความเหมาะสม เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีความรับผิดชอบสูง ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอนและการอบรมจริยธรรม

๓. ควรให้การสนับสนุนด้านอาคารสถานที่ โต๊ะ เก้าอี้นักเรียน และครุภัณฑ์ที่จำเป็นพร้อม ทั้งห้องสมุด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้เรียน

๔. สนับสนุนสื่อการสอนประเภทต่างๆ

๕. ควรให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการการพัฒนาปอเนาะในด้านต่างๆ ดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ดูแลด้านการศึกษาและงานอาชีพ, กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้การสงเคราะห์คนชราและผู้ยากไร้, กระทรวงสาธารณสุข ดูแลด้านสุขภาพอนามัย, และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ส่งเสริมด้านการกีฬาและนันทนาการ
แต่เมื่อ "ปอเนาะ" ถูกมองในแง่ร้ายและเสนอให้ยกเลิกสถาบันปอเนาะที่สอนเฉพาะศาสนา และบังคับให้เปิดเป็นโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน บรรจุการสอนวิชาสามัญเป็นภาษาไทยควบคู่ไปกับวิชาศาสนา เพราะเยาวชนที่ไม่รู้วิชาสามัญ ทำให้ไม่สามารถศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ เป็นการเข้าใจบริบท บทบาท ภารกิจของปอเนาะที่มีต่อชุมชนที่ไม่น่าถูกต้องนัก  4. เปรียบเทียบการศึกษาในวัดและสถาบันปอเนาะกับโรงเรียน[2]
          อันที่จริง การจัดการศึกษาในสถาบันปอเนาะและวัดเป็นระบบการศึกษาอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่การศึกษาระบบโรงเรียน อันเป็นระบบการศึกษาที่เกิดขึ้นเพื่อรับใช้การผลิตในระบบอุตสาหกรรมและตะวันตกจะเห็นได้ว่าหากจะสังเกตข้อบกพร่องในระบบโรงเรียนหลายอย่าง และพรบ.การศึกษา 2542 ได้พยายามปฏิรูประบบโรงเรียนเพื่อแก้ไขความบกพร่องนั้น น่าประหลาดที่ว่าหลายอย่างที่เป็นเป้าหมายของการปฏิรูประบบโรงเรียนนั้น กลับไปตรงกับการจัดการศึกษาระบบปอเนาะและวัดน่าเสียดายที่การศึกษาระบบวัดของไทยถูกละเลย อันเป็นผลมาจากการปฏิรูปการศึกษาแบบตะวันตกทุกฝีเก้าจึงเป็นเหตุให้หลายคนโดยเฉพาะเด็กสมัยใหม่  ผู้บริหารที่จบทฤษฎีการศึกษาจากตะวันตกหลายคน ไม่เข้าใจและมองข้ามการศึกษาระบบวัดและปอเนาะ หรือพยายามอธิบายระบบการศึกษาแบบนี้อย่างผิดฝาผิดตัว ด้วยการถือการศึกษาระบบโรงเรียนเป็นเกณฑ์สำหรับเทียบเช่น เมื่อไม่รู้จะเทียบการศึกษาในปอเนาะเท่ากับมาตรฐานอะไรในระบบโรงเรียน ก็มักจะเทียบกับโรงเรียนประถมหรืออย่างเก่งก็มัธยมต้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว โต๊ะปาเก (ผู้เรียนในปอเนาะ) ล้วนจบชั้นประถมศึกษามาแล้ว บางรายอาจจบปริญญาตรีแล้วด้วยซ้ำ เพราะปอเนาะ "สอนศาสนา" จากความรู้ขั้นพื้นฐานไปจนกระดับสูง ชนิดที่ผู้จบการศึกษาแล้วอาจกลายเป็นอุลามะ (ปราชญ์หรือผู้รู้ทางศาสนา) ได้เลย ขึ้นอยู่กับว่าบาบอ (โต๊ะครูผู้ดำเนินกิจการปอเนาะ) จะมีความรู้สูงมากเท่าไรในระบบโรงเรียนที่แยกวิชาศาสนากับสามัญ หรือไม่สามารถบูรณาการวิชาศาสนากับสามัญจะมอง ศาสนาก็เป็นเพียงวิชาหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าคิดแบบปอเนาะหรือวัด ศาสนาเป็นทุกวิชา ความรู้ใดๆ ก็ตามย่อมมีขึ้นหรือถูกใช้เพื่อเป้าหมายบั้นปลายทางศาสนาทั้งสิ้น เช่น ดำรงชุมชนมุสลิมให้มีสันติสุข หรือถ้าเป็นว
 4. เปรียบเทียบการศึกษาในวัดและสถาบันปอเนาะกับโรงเรียน[1]
          อันที่จริง การจัดการศึกษาในสถาบันปอเนาะและวัดเป็นระบบการศึกษาอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่การศึกษาระบบโรงเรียน อันเป็นระบบการศึกษาที่เกิดขึ้นเพื่อรับใช้การผลิตในระบบอุตสาหกรรมและตะวันตกจะเห็นได้ว่าหากจะสังเกตข้อบกพร่องในระบบโรงเรียนหลายอย่าง และพรบ.การศึกษา 2542 ได้พยายามปฏิรูประบบโรงเรียนเพื่อแก้ไขความบกพร่องนั้น น่าประหลาดที่ว่าหลายอย่างที่เป็นเป้าหมายของการปฏิรูประบบโรงเรียนนั้น กลับไปตรงกับการจัดการศึกษาระบบปอเนาะและวัดน่าเสียดายที่การศึกษาระบบวัดของไทยถูกละเลย อันเป็นผลมาจากการปฏิรูปการศึกษาแบบตะวันตกทุกฝีเก้าจึงเป็นเหตุให้หลายคนโดยเฉพาะเด็กสมัยใหม่  ผู้บริหารที่จบทฤษฎีการศึกษาจากตะวันตกหลายคน ไม่เข้าใจและมองข้ามการศึกษาระบบวัดและปอเนาะ หรือพยายามอธิบายระบบการศึกษาแบบนี้อย่างผิดฝาผิดตัว ด้วยการถือการศึกษาระบบโรงเรียนเป็นเกณฑ์สำหรับเทียบเช่น เมื่อไม่รู้จะเทียบการศึกษาในปอเนาะเท่ากับมาตรฐานอะไรในระบบโรงเรียน ก็มักจะเทียบกับโรงเรียนประถมหรืออย่างเก่งก็มัธยมต้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว โต๊ะปาเก (ผู้เรียนในปอเนาะ) ล้วนจบชั้นประถมศึกษามาแล้ว บางรายอาจจบปริญญาตรีแล้วด้วยซ้ำ เพราะปอเนาะ "สอนศาสนา" จากความรู้ขั้นพื้นฐานไปจนกระดับสูง ชนิดที่ผู้จบการศึกษาแล้วอาจกลายเป็นอุลามะ (ปราชญ์หรือผู้รู้ทางศาสนา) ได้เลย ขึ้นอยู่กับว่าบาบอ (โต๊ะครูผู้ดำเนินกิจการปอเนาะ) จะมีความรู้สูงมากเท่าไรในระบบโรงเรียนที่แยกวิชาศาสนากับสามัญ หรือไม่สามารถบูรณาการวิชาศาสนากับสามัญจะมอง ศาสนาก็เป็นเพียงวิชาหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าคิดแบบปอเนาะหรือวัด ศาสนาเป็นทุกวิชา ความรู้ใดๆ ก็ตามย่อมมีขึ้นหรือถูกใช้เพื่อเป้าหมายบั้นปลายทางศาสนาทั้งสิ้น เช่น ดำรงชุมชนมุสลิมให้มีสันติสุข หรือถ้าเป็นวัดก็จะทำให้มองเห็นพระไตรลักษณ์ได้แจ่มชัดขึ้นความเป็นจริงความรู้ทางศาสนาสำหรับมุสลิมหรือพุทธไม่ได้มีไว้ไปสอบข้อสอบแห่งชาติ  โอเน็ต หรือเอเน็ต  แต่มีเพื่อนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  แหล่งการเรียนรู้ของชุมชนที่นักการศึกษาระดับปริญญาเอกจากตะวันตกพยายามสร้าง มหาวิทยาลัยหรือในที่ต่างๆของสถาบันการศึกษาที่มีตึก  มีคณะ มีห้องสมุด มีหอพักและบ้านพักของอาจารย์ นั้นและมีรั้วล้อมรอบ ทำได้แค่กายภาพเท่านั้นแต่   ไม่มีความสัมพันธ์อะไรกันเลย   ในขณะปอเนาะเริ่มขึ้นจากโต๊ะครูผู้มีความรู้เปิดบ้านสอน หากเป็นผู้มีความรู้ลูกศิษย์ลูกหาก็เพิ่มมากขึ้น จนต้องสร้าง  ศาลาโถงใหญ่"หรือบาลาเซาะห์ในภาษามลายูปัตตานี"  ไว้หน้าเรือน เพื่อใช้สอนและประกอบศาสนกิจบางอย่าง ส่วนลูกศิษย์ลูกหา(โต๊ะปาแก)ซึ่งมักเดินทางมาจากที่ไกลๆ ก็จะมาสร้างกระท่อมอยู่แวดล้อมโต๊ะครู เมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้วก็ยกกระท่อมนั้นเป็นสมบัติของปอเนาะ เพื่อศิษย์รุ่นหลังจะได้ใช้ต่อไปปอเนาะจะแบ่งบริเวณระหว่างศิษย์หญิงชาย บางครั้งมีบริเวณพิเศษสำหรับโต๊ะปาเกที่มีครอบครัวแล้วการเรียนปอเนาะไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน การสอนศาสนาไม่ใช่การหารายได้ โต๊ะครูอาจมีเรือกสวนไร่นาของตนเอง พอยังชีพได้ ไม่มีใครรวยขึ้นมาจากการทำปอเนาะ ส่วนศิษย์ต้องรับผิดชอบการอยู่กินของตนเอง รายที่ทางบ้านไม่มีเงินส่งเสีย ก็อาจหารายได้อื่นๆ จุนเจือตัวเองไปด้วย เช่นรับจ้างกรีดยาง เป็นต้นรายได้เล็กน้อยอีกหนทางหนึ่งของโต๊ะครูก็คือ ได้รับเงินบริจาคจากชุมชน  (เปรียบเทียบกับการตักบาตรและการทำบุญที่วัดของชาวบ้าน) ในขณะที่พรบ. การศึกษา 2542 กำลังบังคับให้รัฐเปิดโอกาสการศึกษาแก่ทุกคน ปอเนาะเป็นอีกระบบหนึ่งที่เปิดโอกาสให้คนอยากเรียนได้เรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นลูกของคนรวยหรือยากจน  ลูกนายดอเลาะหรือทักษิณ  ลูกแมะนะหรือคุณหญิงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเกื้อกูลกันของโต๊ะปาเก, การปฏิบัติต่อโต๊ะครูและมามา (ภรรยาของโต๊ะครู), การเข้าไปมีส่วนร่วมในพิธีกรรมและกิจกรรมของชุมชนที่ปอเนาะตั้งอยู่, การทำมาหากิน, การครองเรือน (ในกรณีที่โต๊ะปาเกมีครอบครัวแล้ว), การมีวินัยทั้งในทางกาย, วาจา, ใจ ตามระเบียบของปอเนาะ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนสร้าง "บัณฑิต" ที่แท้จริงออกมาจากปอเนาะเพียงแค่เขาไม่เรียกบัณฑิตและรับปริญญาเท่านั้นเองอีกด้านหนึ่งของการศึกษาระบบปอเนาะก็คือ มีการศึกษาต่อเนื่องในระบบ การเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็นต้องเกิดขึ้นทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัเรียน หรือช่วงการปฏิบัติงาน นั่นคือ ในระบบ นอกระบบ หรือตามอัธยาศัย ให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long learning) ท่านนบีมุฮัมมัด ศ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พจนารถว่าจงศึกษาตั้งแต่ในเปล จนถึงหลุมฝังศพจงแสวงหาวิชาความรู้ ถึงแม้จะห่างไกลถึงประเทศจีนก็ตามโดยเฉพาะคนที่ต้องการเป็นอุลามะที่รู้ศาสนาลึกซึ้ง เพราะเขาจะย้ายปอเนาะไปหาโต๊ะครูที่เก่งในทางที่เขาสนใจไปได้เรื่อยๆ ไม่ต่างจาก "สำนัก" ของระบบการศึกษาในวัดต่างๆ เมื่อสมัยโบราณ ศิษย์สามารถเสาะหาอาจารย์ดีๆ ได้เรื่อยไปจนกว่าจะพอใจ ส่วนใหญ่อาจารย์เก่าก็เป็นผู้ฝากฝังให้ไปหาครูดีคนใหม่นั่นเอง5. ข้อเสนอแนะในการพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชนอย่างยั่งยืน        5.1 การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและคุณภาพการศึกษา            5.1.1 การศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งพุทธ มุสลิมควรคำนึง องค์แระกอบ 4 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ การศึกษาศาสนา  วัฒนธรรม วิชาการด้านสามัญ  ภาษาแต่จะต้องสามารถนำมาบูรณาการได้และส่งเสริมให้ทุกโรงเรียนเปิดสอนหลักสูตรอิสามศึกษาและพุทธศึกษา5.1.2  การเทียบโอนและเทียบวุฒิ                ควรสนับสนุนให้ทุกคนได้เรียนศาสนาให้มีความรู้ในระดับพื้นฐานเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต หรือจะเรียนให้ถึงระดับผู้เชี่ยวชาญในสถาบันปอเนาะหรือ  วัดและสามารถเทียบโอนการเรียนศาสนาและวิชาสามัญโดยควรทำหลักเกณฑ์เทียบโอนอย่างเป็นรูปธรรมและควรเทียบคุณวุฒิผู้สำเร็จการศึกษาต่างประเทศเพื่อศึกษาต่อยอดภายในประเทศหรือทำงานในประเทศในสาขาที่ตัวเองถนัดเพราะมีผู้มีความรู้สาขาต่างๆมากมายแต่ขาดโอกาสทำงานในประเทศอันเนื่องมาจากขาดคุณวุฒิ.5.2             การพัฒนาสถานศึกษาของรัฐ             ควรทำให้โรงเรียนของรัฐเป็นฐานการฟื้นฟูระบบโรงเรียนแบบพหุศาสนิกให้มีความพร้อมด้วยคุณภาพทางการศึกษาทุกด้านโดยเฉพาะด้านวิชาการแต่สามารถนำหลักศาสนามาบูรณาการกับวิถีชีวิตและอยู่ร่วมกับต่างศาสนิกได้อันเนื่องมาจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามโดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษานักเรียนทั้งหมดเป็นมุสลิมทำให้การแยกตัวของสังคมมากขึ้นในขณะที่โรงเรียนของรัฐมิได้สนองการเรียนรู้ตามวิถีที่ชุมชนต้องการดังนั้นหากโรงเรียนของรัฐเองจะต้องปรับหลักสูตรการเรียนให้สนองความต้องการของชุมชนด้วยเพราะในแง่วิชาการโรงเรียนเอกชนปัจจุบันไม่ได้น้อยหน้าโรงเรียนของรัฐถึงแม้งบปะมาณการจัดการศึกษาของรัฐจะมากกว่า           ในขณะเดียวกันควรส่งเสริมให้มีความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาของรัฐกับชุมชน  มัสยิด เช่นชุมชนใดต้องการจัดการเรียนศาสนาระดับตาดีกา  เรียนอัลกุรอาน ซึ่งมีสถานที่ไม่พอ สามารถใช้อาคารเรียนของโรงเรียนที่ว่างในตอนเย็นและเสาร์-อาทิตย์จัดการศึกษาและสามารถนำความรู้ดังกล่าวมาเทียบโอนในวิชาศาสนาของโรงเรียนได้เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีและสามารถประหยัดงบประมาณของรัฐและชุมชนได้มาก5.3             การสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนทั้งระบบ            ด้วยความหลากหลายในรูปแบบการศึกษาเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และความหลากหลายในมาตรฐานการสนับสนุนที่ต่างกัน  ทำให้ดูว่ารัฐไม่มีความเสมอภาคในการสนับสนุน            โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่เปิดสอนทั้งศาสนาและสามัญที่แม้ว่าจะดูว่าได้รับการสนับสนุนมากที่สุดแต่สนับการศึกษาดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานการสอนวิชาสามัญ  ในขณะที่โรงเรียนต้องรับภาระบุคลาครูด้านศาสนาด้วยเช่นกัน  (จำนวนเท่ากับครูสามัญ) ดังนั้นสภาพความเป็นจริงจึงเกิดสภาพการบริหารจัดการภายในของผู้บริหารที่ต้องเกลี่ยค่าตอบแทน            ส่วนสถาบันปอเนาะที่สอนศาสนาอย่างเดียวหรือวัดที่สอนศาสนาอย่างเดียวเช่นกันอยู่ในสภาพที่ถูกทอดทิ้งทั่งๆที่จัดการศึกษาเช่นกัน       วิทยาลัยอิสลามศึกษายะลาถึงแม้จะให้บริการการศึกษาเพื่อสาธารณกุศลแต่ต้องตกอยู่ในสภาพของกลุ่มธุรกิจการศึกษาและรัฐไม่สามารถให้การอุดหนุนอย่างเต็มที่ซึ่งทำให้ผู้บริหารต้องขอรับการสนับสนุด้านการจัดการศึกษาส่วนใหญ่จากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศตะวันออกกลาง   ในสภาพปัญหาอุปสรรคดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งทีภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการควรจัดทำวิจัยเพื่อกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการปฏิรูประบบการสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนใหม่5.4             การพัฒนาอาชีพและการศึกษานอกโรงเรียน              ควรต้องตระหนักว่าสภาพปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือเด็กเรียนไปแล้วไม่มีงานทำ  การเรียนสายอาชีพไม่เป็นที่นิยม อันเนื่องมาจากในวิทยาลัยอาชีพต่างๆมีวิถีชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับหลักการศาสนาทำให้ผู้ปกครองไม่สนับสนุนส่งบุตรหลานเรียนกัน  ดังนั้นจะต้องปฏิรูปหลักสูตรหารเรียนอาชีพให้สอดคล้องวิถีชีวิตชุมชน หรืออาจร่วมกับสถาบันปอเนาะ  โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา  อบต. และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจัดอบมอาชีพระยะสั้น ระยะยาวเพราะเป้าการพัฒนาอาชีพให้ชุมชนคือหน้าที่ขงวิทยาลัยอาชีพอยู่แล้วส่วนจะดำเนินการวิธีการใดนั้นขึ้นอยูกับแต่ละสถานการณืและสถานที่  ในขณะการศึกษานอกโรงเรียนยังมีสภาพการจัดการศึกษาที่เน้นทำอย่างไรให้นักเรียนและประชาชนได้วุฒิอยู่ ควรจะมีหลักสูตรวิชาชีพด้วยจะเป็นการดี5.5             การพัฒนาอุดมศึกษา     หากดูจำนวนสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐน่าจะเพียงพอแต่เมื่อดูคณะต่างๆที่เปิดการสอนนั้นจะเน้นด้านสังคมศาสตร์ ส่วนวิทยาศาสตร์  การแพทย์นั้นยังไม่มีทั้งๆที่บุคลากรด้านนี้ยังขาดอีกมากโดยเฉพาะแพทย์ซึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงยิ่งต้องการแพทย์มากขึ้น   ในขณะเดียวกันสาขาอิสลามศึกษาด้านต่างๆยังให้บริการไม่เพียงพอกับนักเรียนที่ปีหนึ่งๆที่จบด้านศาสนามากกว่าจำนวนที่รับ อีกทั้งคุณภาพการเรียนด้านอิสลามศึกษายังไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชนเพียงพอ ประชาชนในพื้นที่ยังมองว่าการจบอิสลามศึกษาที่ดีมีคุณภาพนั้นต้องจบจากตะวันออกกลางดังนั้นจึงเป็นหน้าที่สำหรับคณะวิทยาลัยอิสลามศึกษาทีมหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีและที่ นราธิวาสราชนครินทร์ต้องพัฒนาให้สูการยอมรับในวงวิชาการโลกมุสลิมให้จงได้     นี่คือภาพรวมและข้อเสนอแนวทางการจัดการศึกษาของผู้เขียนที่ใช้ข้อมูลจากประสบการณ์การเรียนควบคู่สามัญและศาสนาตั้งแต่เด็ก  เป็นผู้บริหารการศึกษาโรงเรียนจริยธรรมศึกษาซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เกือบ 10 ปี และทีสำคัญคือเป็นคณะพิจารณาร่างที่4 เกี่ยวกับข้อเสนอแนวทางการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกระทรวงศึกษาธิการ       ข้อเสนอดังกล่าวเป็นแค่ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับประชาคมด้านการศึกษาทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ตลอดจนผู้สนใจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ใช้ข้อมูลเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และช่วยพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 


[1]  (ปอเนาะตามทัศนะของศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์โดยท่านอาศัยข้อมูลจากรายงาน "โครงการศึกษาการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม กรณีศึกษาบ้านดาโต๊ะและบ้านภูมี ในโครงการสร้างนักวิจัยท้องถิ่นของท่านอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม น่าเสียดายที่ในเอกสารไม่ได้ระบุชื่อนักวิจัยท้องถิ่นไว้)โปรดดู http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9782.html