4. เปรียบเทียบการศึกษาในวัดและสถาบันปอเนาะกับโรงเรียน[1]
อันที่จริง การจัดการศึกษาในสถาบันปอเนาะและวัดเป็นระบบการศึกษาอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่การศึกษาระบบโรงเรียน อันเป็นระบบการศึกษาที่เกิดขึ้นเพื่อรับใช้การผลิตในระบบอุตสาหกรรมและตะวันตกจะเห็นได้ว่าหากจะสังเกตข้อบกพร่องในระบบโรงเรียนหลายอย่าง และพรบ.การศึกษา 2542 ได้พยายามปฏิรูประบบโรงเรียนเพื่อแก้ไขความบกพร่องนั้น น่าประหลาดที่ว่าหลายอย่างที่เป็นเป้าหมายของการปฏิรูประบบโรงเรียนนั้น กลับไปตรงกับการจัดการศึกษาระบบปอเนาะและวัดน่าเสียดายที่การศึกษาระบบวัดของไทยถูกละเลย อันเป็นผลมาจากการปฏิรูปการศึกษาแบบตะวันตกทุกฝีเก้าจึงเป็นเหตุให้หลายคนโดยเฉพาะเด็กสมัยใหม่ ผู้บริหารที่จบทฤษฎีการศึกษาจากตะวันตกหลายคน ไม่เข้าใจและมองข้ามการศึกษาระบบวัดและปอเนาะ หรือพยายามอธิบายระบบการศึกษาแบบนี้อย่างผิดฝาผิดตัว ด้วยการถือการศึกษาระบบโรงเรียนเป็นเกณฑ์สำหรับเทียบเช่น เมื่อไม่รู้จะเทียบการศึกษาในปอเนาะเท่ากับมาตรฐานอะไรในระบบโรงเรียน ก็มักจะเทียบกับโรงเรียนประถมหรืออย่างเก่งก็มัธยมต้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว โต๊ะปาเก (ผู้เรียนในปอเนาะ) ล้วนจบชั้นประถมศึกษามาแล้ว บางรายอาจจบปริญญาตรีแล้วด้วยซ้ำ เพราะปอเนาะ “สอนศาสนา” จากความรู้ขั้นพื้นฐานไปจนกระดับสูง ชนิดที่ผู้จบการศึกษาแล้วอาจกลายเป็นอุลามะ (ปราชญ์หรือผู้รู้ทางศาสนา) ได้เลย ขึ้นอยู่กับว่าบาบอ (โต๊ะครูผู้ดำเนินกิจการปอเนาะ) จะมีความรู้สูงมากเท่าไรในระบบโรงเรียนที่แยกวิชาศาสนากับสามัญ หรือไม่สามารถบูรณาการวิชาศาสนากับสามัญจะมอง ศาสนาก็เป็นเพียงวิชาหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าคิดแบบปอเนาะหรือวัด ศาสนาเป็นทุกวิชา ความรู้ใดๆ ก็ตามย่อมมีขึ้นหรือถูกใช้เพื่อเป้าหมายบั้นปลายทางศาสนาทั้งสิ้น เช่น ดำรงชุมชนมุสลิมให้มีสันติสุข หรือถ้าเป็นวัดก็จะทำให้มองเห็นพระไตรลักษณ์ได้แจ่มชัดขึ้นความเป็นจริงความรู้ทางศาสนาสำหรับมุสลิมหรือพุทธไม่ได้มีไว้ไปสอบข้อสอบแห่งชาติ โอเน็ต หรือเอเน็ต แต่มีเพื่อนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แหล่งการเรียนรู้ของชุมชนที่นักการศึกษาระดับปริญญาเอกจากตะวันตกพยายามสร้าง มหาวิทยาลัยหรือในที่ต่างๆของสถาบันการศึกษาที่มีตึก มีคณะ มีห้องสมุด มีหอพักและบ้านพักของอาจารย์ นั้นและมีรั้วล้อมรอบ ทำได้แค่กายภาพเท่านั้นแต่ ไม่มีความสัมพันธ์อะไรกันเลย ในขณะปอเนาะเริ่มขึ้นจากโต๊ะครูผู้มีความรู้เปิดบ้านสอน หากเป็นผู้มีความรู้ลูกศิษย์ลูกหาก็เพิ่มมากขึ้น จนต้องสร้าง ศาลาโถงใหญ่”หรือบาลาเซาะห์ในภาษามลายูปัตตานี” ไว้หน้าเรือน เพื่อใช้สอนและประกอบศาสนกิจบางอย่าง ส่วนลูกศิษย์ลูกหา(โต๊ะปาแก)ซึ่งมักเดินทางมาจากที่ไกลๆ ก็จะมาสร้างกระท่อมอยู่แวดล้อมโต๊ะครู เมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้วก็ยกกระท่อมนั้นเป็นสมบัติของปอเนาะ เพื่อศิษย์รุ่นหลังจะได้ใช้ต่อไปปอเนาะจะแบ่งบริเวณระหว่างศิษย์หญิงชาย บางครั้งมีบริเวณพิเศษสำหรับโต๊ะปาเกที่มีครอบครัวแล้วการเรียนปอเนาะไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน การสอนศาสนาไม่ใช่การหารายได้ โต๊ะครูอาจมีเรือกสวนไร่นาของตนเอง พอยังชีพได้ ไม่มีใครรวยขึ้นมาจากการทำปอเนาะ ส่วนศิษย์ต้องรับผิดชอบการอยู่กินของตนเอง รายที่ทางบ้านไม่มีเงินส่งเสีย ก็อาจหารายได้อื่นๆ จุนเจือตัวเองไปด้วย เช่นรับจ้างกรีดยาง เป็นต้นรายได้เล็กน้อยอีกหนทางหนึ่งของโต๊ะครูก็คือ ได้รับเงินบริจาคจากชุมชน (เปรียบเทียบกับการตักบาตรและการทำบุญที่วัดของชาวบ้าน) ในขณะที่พรบ. การศึกษา 2542 กำลังบังคับให้รัฐเปิดโอกาสการศึกษาแก่ทุกคน ปอเนาะเป็นอีกระบบหนึ่งที่เปิดโอกาสให้คนอยากเรียนได้เรียนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นลูกของคนรวยหรือยากจน ลูกนายดอเลาะหรือทักษิณ ลูกแมะนะหรือคุณหญิงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเกื้อกูลกันของโต๊ะปาเก, การปฏิบัติต่อโต๊ะครูและมามา (ภรรยาของโต๊ะครู), การเข้าไปมีส่วนร่วมในพิธีกรรมและกิจกรรมของชุมชนที่ปอเนาะตั้งอยู่, การทำมาหากิน, การครองเรือน (ในกรณีที่โต๊ะปาเกมีครอบครัวแล้ว), การมีวินัยทั้งในทางกาย, วาจา, ใจ ตามระเบียบของปอเนาะ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนสร้าง “บัณฑิต” ที่แท้จริงออกมาจากปอเนาะเพียงแค่เขาไม่เรียกบัณฑิตและรับปริญญาเท่านั้นเองอีกด้านหนึ่งของการศึกษาระบบปอเนาะก็คือ มีการศึกษาต่อเนื่องในระบบ การเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็นต้องเกิดขึ้นทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยเรียน หรือช่วงการปฏิบัติงาน นั่นคือ ในระบบ นอกระบบ หรือตามอัธยาศัย ให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long learning) ท่านนบีมุฮัมมัด ศ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พจนารถว่า“จงศึกษาตั้งแต่ในเปล จนถึงหลุมฝังศพ”“จงแสวงหาวิชาความรู้ ถึงแม้จะห่างไกลถึงประเทศจีนก็ตาม”โดยเฉพาะคนที่ต้องการเป็นอุลามะที่รู้ศาสนาลึกซึ้ง เพราะเขาจะย้ายปอเนาะไปหาโต๊ะครูที่เก่งในทางที่เขาสนใจไปได้เรื่อยๆ ไม่ต่างจาก “สำนัก” ของระบบการศึกษาในวัดต่างๆ เมื่อสมัยโบราณ ศิษย์สามารถเสาะหาอาจารย์ดีๆ ได้เรื่อยไปจนกว่าจะพอใจ ส่วนใหญ่อาจารย์เก่าก็เป็นผู้ฝากฝังให้ไปหาครูดีคนใหม่นั่นเอง5.ข้อเสนอแนะในการพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชนอย่างยั่งยืน 5.1 การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและคุณภาพการศึกษา 5.1.1 การศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งพุทธ มุสลิมควรคำนึง องค์แระกอบ 4 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ การศึกษาศาสนา วัฒนธรรม วิชาการด้านสามัญ ภาษาแต่จะต้องสามารถนำมาบูรณาการได้และส่งเสริมให้ทุกโรงเรียนเปิดสอนหลักสูตรอิสามศึกษาและพุทธศึกษา5.1.2 การเทียบโอนและเทียบวุฒิ ควรสนับสนุนให้ทุกคนได้เรียนศาสนาให้มีความรู้ในระดับพื้นฐานเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต หรือจะเรียนให้ถึงระดับผู้เชี่ยวชาญในสถาบันปอเนาะหรือ วัดและสามารถเทียบโอนการเรียนศาสนาและวิชาสามัญโดยควรทำหลักเกณฑ์เทียบโอนอย่างเป็นรูปธรรมและควรเทียบคุณวุฒิผู้สำเร็จการศึกษาต่างประเทศเพื่อศึกษาต่อยอดภายในประเทศหรือทำงานในประเทศในสาขาที่ตัวเองถนัดเพราะมีผู้มีความรู้สาขาต่างๆมากมายแต่ขาดโอกาสทำงานในประเทศอันเนื่องมาจากขาดคุณวุฒิ.5.2 การพัฒนาสถานศึกษาของรัฐ ควรทำให้โรงเรียนของรัฐเป็นฐานการฟื้นฟูระบบโรงเรียนแบบพหุศาสนิกให้มีความพร้อมด้วยคุณภาพทางการศึกษาทุกด้านโดยเฉพาะด้านวิชาการแต่สามารถนำหลักศาสนามาบูรณาการกับวิถีชีวิตและอยู่ร่วมกับต่างศาสนิกได้อันเนื่องมาจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามโดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษานักเรียนทั้งหมดเป็นมุสลิมทำให้การแยกตัวของสังคมมากขึ้นในขณะที่โรงเรียนของรัฐมิได้สนองการเรียนรู้ตามวิถีที่ชุมชนต้องการดังนั้นหากโรงเรียนของรัฐเองจะต้องปรับหลักสูตรการเรียนให้สนองความต้องการของชุมชนด้วยเพราะในแง่วิชาการโรงเรียนเอกชนปัจจุบันไม่ได้น้อยหน้าโรงเรียนของรัฐถึงแม้งบปะมาณการจัดการศึกษาของรัฐจะมากกว่า ในขณะเดียวกันควรส่งเสริมให้มีความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาของรัฐกับชุมชน มัสยิด เช่นชุมชนใดต้องการจัดการเรียนศาสนาระดับตาดีกา เรียนอัลกุรอาน ซึ่งมีสถานที่ไม่พอ สามารถใช้อาคารเรียนของโรงเรียนที่ว่างในตอนเย็นและเสาร์-อาทิตย์จัดการศึกษาและสามารถนำความรู้ดังกล่าวมาเทียบโอนในวิชาศาสนาของโรงเรียนได้เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีและสามารถประหยัดงบประมาณของรัฐและชุมชนได้มาก5.3 การสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนทั้งระบบ ด้วยความหลากหลายในรูปแบบการศึกษาเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และความหลากหลายในมาตรฐานการสนับสนุนที่ต่างกัน ทำให้ดูว่ารัฐไม่มีความเสมอภาคในการสนับสนุน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่เปิดสอนทั้งศาสนาและสามัญที่แม้ว่าจะดูว่าได้รับการสนับสนุนมากที่สุดแต่สนับการศึกษาดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานการสอนวิชาสามัญ ในขณะที่โรงเรียนต้องรับภาระบุคลาครูด้านศาสนาด้วยเช่นกัน (จำนวนเท่ากับครูสามัญ) ดังนั้นสภาพความเป็นจริงจึงเกิดสภาพการบริหารจัดการภายในของผู้บริหารที่ต้องเกลี่ยค่าตอบแทน ส่วนสถาบันปอเนาะที่สอนศาสนาอย่างเดียวหรือวัดที่สอนศาสนาอย่างเดียวเช่นกันอยู่ในสภาพที่ถูกทอดทิ้งทั่งๆที่จัดการศึกษาเช่นกัน วิทยาลัยอิสลามศึกษายะลาถึงแม้จะให้บริการการศึกษาเพื่อสาธารณกุศลแต่ต้องตกอยู่ในสภาพของกลุ่มธุรกิจการศึกษาและรัฐไม่สามารถให้การอุดหนุนอย่างเต็มที่ซึ่งทำให้ผู้บริหารต้องขอรับการสนับสนุด้านการจัดการศึกษาส่วนใหญ่จากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศตะวันออกกลาง ในสภาพปัญหาอุปสรรคดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งทีภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการควรจัดทำวิจัยเพื่อกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการปฏิรูประบบการสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนใหม่5.4 การพัฒนาอาชีพและการศึกษานอกโรงเรียน ควรต้องตระหนักว่าสภาพปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือเด็กเรียนไปแล้วไม่มีงานทำ การเรียนสายอาชีพไม่เป็นที่นิยม อันเนื่องมาจากในวิทยาลัยอาชีพต่างๆมีวิถีชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับหลักการศาสนาทำให้ผู้ปกครองไม่สนับสนุนส่งบุตรหลานเรียนกัน ดังนั้นจะต้องปฏิรูปหลักสูตรหารเรียนอาชีพให้สอดคล้องวิถีชีวิตชุมชน หรืออาจร่วมกับสถาบันปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อบต. และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจัดอบมอาชีพระยะสั้น ระยะยาวเพราะเป้าการพัฒนาอาชีพให้ชุมชนคือหน้าที่ขงวิทยาลัยอาชีพอยู่แล้วส่วนจะดำเนินการวิธีการใดนั้นขึ้นอยูกับแต่ละสถานการณืและสถานที่ ในขณะการศึกษานอกโรงเรียนยังมีสภาพการจัดการศึกษาที่เน้นทำอย่างไรให้นักเรียนและประชาชนได้วุฒิอยู่ ควรจะมีหลักสูตรวิชาชีพด้วยจะเป็นการดี5.5 การพัฒนาอุดมศึกษา หากดูจำนวนสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐน่าจะเพียงพอแต่เมื่อดูคณะต่างๆที่เปิดการสอนนั้นจะเน้นด้านสังคมศาสตร์ ส่วนวิทยาศาสตร์ การแพทย์นั้นยังไม่มีทั้งๆที่บุคลากรด้านนี้ยังขาดอีกมากโดยเฉพาะแพทย์ซึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงยิ่งต้องการแพทย์มากขึ้น ในขณะเดียวกันสาขาอิสลามศึกษาด้านต่างๆยังให้บริการไม่เพียงพอกับนักเรียนที่ปีหนึ่งๆที่จบด้านศาสนามากกว่าจำนวนที่รับ อีกทั้งคุณภาพการเรียนด้านอิสลามศึกษายังไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชนเพียงพอ ประชาชนในพื้นที่ยังมองว่าการจบอิสลามศึกษาที่ดีมีคุณภาพนั้นต้องจบจากตะวันออกกลางดังนั้นจึงเป็นหน้าที่สำหรับคณะวิทยาลัยอิสลามศึกษาทีมหาวิยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีและที่ นราธิวาสราชนครินทร์ต้องพัฒนาให้สูการยอมรับในวงวิชาการโลกมุสลิมให้จงได้ นี่คือภาพรวมและข้อเสนอแนวทางการจัดการศึกษาของผู้เขียนที่ใช้ข้อมูลจากประสบการณ์การเรียนควบคู่สามัญและศาสนาตั้งแต่เด็ก เป็นผู้บริหารการศึกษาโรงเรียนจริยธรรมศึกษาซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เกือบ 10 ปี และทีสำคัญคือเป็นคณะพิจารณาร่างที่4 เกี่ยวกับข้อเสนอแนวทางการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกระทรวงศึกษาธิการ ข้อเสนอดังกล่าวเป็นแค่ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับประชาคมด้านการศึกษาทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ตลอดจนผู้สนใจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ใช้ข้อมูลเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และช่วยพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น <div>
<hr>
</div>