น่าเป็นห่วงครับ! หากการพัฒนาของรัฐที่ไม่เข้าใจ ที่พยายามจะยัดเยียดการท่องเที่ยวแบบกระแสหลักเข้าไป ชาวบ้านได้รับผลประโยชน์น้อย หรือไม่ก็จัดการท่องเที่ยวทางเลือกอื่นๆ แต่ “ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน”

วันที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๔๙

               ตื่นเช้าตามปกติ หลังจากนั่งดูบอลโลก ก้าวผ่านเวลาไปถึงเช้าอีกวัน

ได้ดูรายการทีวีตอนเช้า เกี่ยวกับเรื่อง “มลาบรี” (Mlabri) หรือคนทั่วไปเรียก “ชนเผ่าตองเหลือง” ที่จังหวัดน่าน

ตามที่เสนอได้บอกว่า ตอนนี้เผ่าตองเหลือง ที่เราเรียกพวกเขาว่า “ผีตองเหลือง” (ซึ่งเขาไม่ชอบ) ถ้าเป็นเมื่อก่อนการจะได้พบมลาบรีไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมลารีเป็นพวกที่รักอิสระ ไม่ติดต่อกับคนอื่น อยู่ที่ไหนไม่นาน

 

ที่พักอาศัยของคนเหล่านี้ก็มักสร้างขึ้นโดยใช้ใบไม้มุงเป็นหลังคา พอใบไม้เหลืองก็ย้ายไปหาที่สร้างบ้านใหม่ นี่เองเป็นที่มาของชื่อเรียกที่ว่า "ผีตองเหลือง"

แต่เดี๋ยวนี้ยุคสมัยมันต่างกัน มลาบรีลงหลักปักฐานกันถาวรหมดแล้ว ถูกจัดระเบียบตั้งเป็นนิคมชาวตองเหลืองอยู่ที่บ้านห้วยหยวก หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มากว่า 5 ปีแล้ว มีประชากร มลาบรี รวม 147 คน มีบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค ถือว่าเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ชนเผ่าตองเหลือง …เหตุผลแบบนี้พอรับได้ เพราะการที่เผ่าตองเหลืองจะเร่ร่อนเพื่อไปหาที่อยู่ใหม่เรื่อยๆคงจะไม่เหมาะสมนัก คงจะลำบากน่าดู

ทราบว่าช่วงหลังจะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่หมู่บ้านแห่งนี้ด้วย เพราะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาบ่อยครั้ง ประเด็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นเหมือน ดาบสองคม หากไม่มีการเตรียมการ และศึกษากันให้ดี เพราะการท่องเที่ยวมาพร้อมกับทุนนิยม มาพร้อมกับสิ่งข้างนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ...หากมองตามจริง ก็เป็นเรื่องที่ดี หากจะมีการคิดบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน(Community Based Tourism)เพื่อให้ชุมชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากร ทุนทั้งหมด ได้ตัดสินบริหารจัดการ การท่องเที่ยวด้วยตนเอง และในแนวคิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน การท่องเที่ยวลักษณะนี้ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมระหว่างเจ้าบ้านและผู้มาเยือน เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากร การฟื้นฟูองค์ความรู้พื้นถิ่นของ มลาบรีเอง

ผมได้อ่านรายงานศึกษาของ ศรีพร สมบุญธรรม (๒๕๓๗) ได้สรุปรายงานของ Lynda Thorn ; Alister Mathieson and Geoffrey Wall ถึงการประเมินผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมจากการท่องเที่ยว พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจากการท่องเที่ยว ได้แก่

๑) การปรับปรุงสภาพแวดล้อมของคนในชุมชน เป็นผลให้เกิดการปรับตัวทางวัฒนธรรมจากการท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดความเหมาะสม

๒) การติดต่อสื่อสารระหว่างคนที่มาจากสังคมที่ต่างกัน อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติ ค่านิยม พฤติกรรม ฯลฯ ทั้งต่อผู้มาเยือนละเจ้าของชุมชนนั้นๆ

๓) การเปลี่ยนแปลงตามพัฒนาการของสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายในสังคมและการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอก

น่าเป็นห่วงครับ! หากการพัฒนาของรัฐที่ไม่เข้าใจ ที่พยายามจะยัดเยียดการท่องเที่ยวแบบกระแสหลักเข้าไป ชาวบ้านได้รับผลประโยชน์น้อย หรือไม่ก็จัดการท่องเที่ยวทางเลือกอื่นๆ แต่ “ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน” การเข้าใจในกระบวนการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่แท้จริง

การท่องเที่ยวจึงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน อยากให้คิดให้รอบด้านก่อนที่ใช้กิจกรรมการท่องเที่ยวจะส่งเสริมและพัฒนาชุมชน


ภาพจาก http://www.matichon.co.th/adm/tour