“ผมอยู่บนดอยนี่ ใครจะว่าทำลายป่าก็ช่าง จริงไม่จริงอีกเรื่องหนึ่ง

คนปาเกอะญอเราจะขุดทางน้ำ เปลี่ยนทิศทางเอาน้ำในลำธารไปใช้ยังไม่กล้า กลัวผิดผี แต่เดี๋ยวนี้คนเรียนสูง สร้างเขื่อนใหญ่โตกั้นแม่น้ำ ไม่กลัวผิดผี ยิ่งลัวะยิ่งกลัวผิดผี คนลัวะ คนปาเกอะญอนั้นนับถือเจ้าดิน เจ้าฟ้า เจ้าน้ำ นับถือโลก…

คนในเมืองทุกวันนี้เหมือนคนหูหนวก ตาบอด เหมือนคนบ้า ไม่กลัวอะไรสักอย่าง ความเอ็นดูสงสารคนก็ไม่มี มีแต่ความรู้

คนบนดอยไม่ชอบคนฉลาด เพราะคนฉลาดมักขี้เกียจ มักชอบเอาเปรียบ และดูถูกคนอื่น

คนในเมืองสร้างตึกสูงกี่ชั้นก็ไม่สบายใจ ถ้าสบายใจก็คงไม่เข้ามาในป่าในดอย

คนในเมืองเวลานี้เหมือนกับเก้งกับฟาน หนีไปหนีมา

อยู่ในเมืองไปซื้อผักกาดมากินก็ไม่สบาย เพราะใส่ยาฆ่าแมลง

เวลาตายก็เอาไปเผาควันขึ้นฟ้า คนดอยเราเอาไปฝังยังดีกว่า ต้นไม้ต้นหญ้าได้กิน

คนในเมืองมองว่าคนดอยโง่ แต่ผมว่าคนดอยอายุยืนกว่าคนในเมือง

คนที่เรียนมากโดนความรู้กินสมองหมด รู้มาก โลภมาก อยากได้ ในที่สุดก็เหลือแต่ความรู้ ไม่มีสมอง

แต่ก่อนยังไม่มีโรงเรียน เด็ก ๆ เชื่อฟังพ่อแม่ อย่างนี้ดี แต่เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ไม่เชื่อฟังคนเฒ่าคนแก่แล้ว เชื่อคนในเมือง แต่งกายอย่างคนในเมือง

คนในเมืองเรียนสูง เมากันไปหมด เมาทุกอย่าง เมาเหล้า เมาพูด เมาความรู้

การเรียนสูงเหมือนดาบสองคม บาดทั้งตัวเองและบาดคนอื่น บาดไปหมด ฟันเพื่อนก็ถูกตัวเอง ฟันตัวเองก็ถูกเพื่อน เรียนหนังสือนี่ดี แต่บางคนเรียนสูงเกินไปก็บ้า ขับเครื่องบินยังไม่พอ ยังคิดจะขับโลก

              พ้อเลป่า ชาวปาเกอะญอบ้านแม่แฮคี้ อำเภอแม่แจ่ม ได้กล่าวไว้ในบทความ “คนขับโลก” (จากบทความ “คนขับโลก” สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ )

             ถ้อยความที่ พ้อเลป่า นักปรัชญาปาเกอะญอ ที่พูดถึง “คนในเมือง” ทำให้สะกิดใจ สาวกทุนนิยมคนในเมืองเป็นที่สุด จากบันทึก “รักจังกับอคติทางชาติพันธุ์” เป็นมุมมองที่คนในเมือง มองเห็นคนดอยด้วยมายาคติ ตอนนี้มาอ่านความคิดของ “คนบนดอย” มอง “คนในเมือง” กันบ้างดีกว่าครับ