คุณเชื่อหรือไม่ว่า? ปัจจุบันมีสินค้าไทยถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เป็นจำนวนมาก

ตีกรอบร่วมมือต้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย?

         ปัจจุบันมีสินค้าไทยถูกละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนมาก โดยมากเป็นการละเมิดจาก 6 ประเทศ คือกัมพูชา เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย โปแลนด์ และจีนส่วนใหญ่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาประเภท ลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่รู้จักของไทยโดยปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้สินค้าไทยได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบจากสินค้าเลียนแบบหรือบางตลาดก็ไม่สามารถส่งออกสินค้าเข้าไปขายได้ ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยในเรื่องการส่งออกสินค้า

           แล้วประเทศไทยจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร?????

<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">      ไทยได้แก้ไขปัญหาโดยร่วมมือกับภาครัฐของประเทศคู่ค้าโดยจัดคณะผู้แทนไปหารือในประเทศที่มีการละเมิดสินค้าไทยอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเสนอให้ระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและยังได้ขอให้หน่วยงานภาครัฐในประเทศเหล่านี้มาร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นหรือเอ็มโอยูกับไทยเพื่อสร้างกรอบความร่วมมือในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและยังเสนอให้มีการยกร่างแผนปฏิบัติการตามกรอบเอ็มโอยูเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน </p>

         สินค้าที่ถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาใหญ่คืออะไร?????
        สินค้าที่ถูกละเมิดส่วนใหญ่ได้แก่ เช่นประเทศกัมพูชาพบว่าละเมิดลิขสิทธิ์ละครไทย เครื่องหมายการค้าทเวลฟ์พลัสโคโลญจ์ ราชาชูรส ถ่านไฟฉายเนชั่นแนลบุหรี่กรุงทองและกรองทิพย์ กุญแจโซเล็กซ์ส่วนประเทศโปแลนด์ ละเมิดเครื่องหมายการค้ากะทิกระป๋องสำเร็จรูปซินเซียร์ในขณะที่ประเทศเวียดนามละเมิดสินค้า กระเบื้องเซรามิค COTTO & ELEPHANT DEVICEก๊อกน้ำ SANWAแผ่นใยขัดพิเศษเมอร์รี่ไบรท์ กุญแจโซเล็กซ์ กางเกงชั้นในชายเจเพรสส์ และในขณะที่ประเทศลาว ละเมิดสินค้า กุญแจโซเล็กซ์ประเทศอินโดนีเซียละเมิดสินค้าหมวกนิรภัยอินเด็กซ์และประเทศจีนละเมิดสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงาน HORSE NANMEE ARROW LANTISเบียร์สิงห์ บุหรี่กรองทิพย์และสายฝน น้ำปลาตราปลาหมึกเครื่องสำอางมิสทินและสุราแสงทิพย์

          ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ควรเร่งแก้ไข  มิฉะนั้นแล้วอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก

                                                               ที่มา...กรุงเทพธุรกิจ

</span>