เนื่องจากมีโอกาสมาเยือนประเทศออสเตรเลีย ประเทศที่ผู้ผลิตของวิตามินยี่ห้อ Blackmores ที่คนไทยนิยมกันมาก เพื่อนที่เป็นเภสัชกร ก็แนะนำวิตามินของยี่ห้อนี้ให้เรา เพราะว่าดี เราผู้ซึ่งไม่คิดว่าขาดสารอาหารใดๆ ได้เพราะกินเยอะ กินหลายอย่าง และนึกไม่ออกว่ากินอะไรไม่ได้ เราผู้ซึ่งไม่คิดว่าจะต้องทานอาหารเสริมใดๆ เพราะอาหารเสริมที่ว่านั้น "แพงเหลือเกิน" (ยิ่งแพงคนไทยยิ่งชอบ เพราะทำให้รู้สึกว่าเป็นของดี) แต่เมื่อมาอยู่เมืองต้นตำหรับของ Blackmores แล้วทั้งที มีรึจะไม่หาซื้อวิตามินยี่ห้อนี้มารับประทาน (เพราะที่เช็คแล้วว่าถูกกว่าซื้อที่เมืองไทยตามร้านทั่วไป เน้นว่าทั่วไป เพราะถ้าเป็นกลุ่มคนจากสาธารณสุขที่รู้จักที่นี่เค้าบอกว่ามีแหล่งที่ซื้อได้ถูก)

แล้วยังไงล่ะทีนี้ เดินไปตามร้านขายยา และตามซุปเปอร์มาเก็ต เจอวิตามินหลากหลายยี่ห้อมาก Blackmores ก็มีหลากหลายชนิดมาก เลือกไม่ถูกเลยว่าจะทานอะไรดี ก่อนอื่นเลย กำลังจะเป็นหน้าหนาว ซื้อวิตามินซีก่อนเลยลำดับแรก มีหลายแบบอีก มีทั้งแบบ 500mg 1000mg แบบละลายเลย หรือแบบละลายภายใน 8 ชั่วโมง แบบ Bio C และแบบ C เฉยๆ เยอะแยะไปหมด แต่วิตามินซีไม่ใช่ปัญหา กินอันไหนก็ป้องกันหวัดเหมือนกัน แถมด้วยป้องกันความแก่ด้วย-สำคัญ เพราะมันมีบทบาทในการช่วยการผลิตคอลาเจน

ได้วิตามินซีมาล๊อตแรก จัดการส่งไปให้คุณแม่ทาน ชอบใจใหญ่บอกว่าไม่เป็นหวัดดี (ท่านเป็นภูมิแพ้ มักจะเป็นหวัดบ่อยๆ) 160 เม็ดหมดไป ต้องหาซื้อส่งไปให้อีกแล้วสิ แต่กินวิตามินซีอย่างเดียวเลยหรอ เห็นมีวิตามินเยอะแยะไปหมด ความรู้ทางโภชนาการที่เรียนสารอาหารตอนเด็กๆ ก็ได้เอามาประมวลผลก็ตอนนี้นี่เอง แล้วก็เจอ Fish Oil พระเอกของบันทึกนี้ ถามเพื่อนพยาบาลว่าจะซื้อวิตามินอันไหนดีฝากคนสูงอายุ ก็ Fish Oil นี่แหละดี อ่านที่ข้างขวดเค้าบอกว่ามีสารโอเมก้าทรี ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอส ช่วยบำรุงสมอง และทำให้มีสมาธิมากขึ้น เลยซื้อแบบกระปุกใหญ่ของ Blackmores 400 เม็ด 1000mg ส่งไปให้ เอาให้ทานได้นานๆ เลย

หลังจากส่งกลับไปให้คุณพ่อคุณแม่ทาน คุณพ่อบอกว่ารู้สึกไม่เหนื่อยง่ายดี (ดีขนาดนั้นเชียว) ปัญหาคือ เพื่อนที่มีคลอเลสเตอรอสสูง ต้องไปหาหมอเพื่อปรับระดับคลอเลสเตอรอสให้อยู่ในระดับปกติ เพิ่งได้ข้อมูลจากแพทย์ที่ไปหาเป็นตารางโภชนาการ เพื่อนบอกด้วยความตกใจว่า น้ำมันตับปลามีไขมันสูงกว่าอาหารบางตัว ไม่ได้หมายความว่ามีอันตราย แต่เมื่อเทียบกับอาหารบางตัวดูจะมีระดับไขมันเยอะ แต่ประโยชน์ของมันคือ มีวิตามินดี ช่วยในการดูดซับแคลเซียมและฟอสฟอรัส เอ...แล้วอย่างงี้ทำยังไงดีล่ะ น้ำมันตับปลา มันก็ไม่น่าจะใช่ Fish Oil สิ ก็แปลยังไงก็คือ น้ำมันปลา อ้าว...แล้วคำว่าตับเนี่ย มันควรจะทำให้มันคือสารคนละตัวกันสินะ ดูโง่ๆ จังเรา

Internet จึงได้มีบทบาทในตอนนี้ วันนี้เข้ามาค้นข้อมูลว่า ตกลงน้ำมันปลา และ น้ำมันตับปลา มันจะเป็นตัวเดียวกันมั้ย คนไทยไม่น่าจะตั้งอะไรให้สับสนนะ เค้าตั้งชื่อให้มันต่างกันแล้ว มันควรน่าจะเป็นคนล่ะตัวกันนะ แล้วก็เจอเว็บหลายเว็บ (ที่เขียนเหมือนกันมาก คงเพราะคัดลองมาจากแหล่งเดียวกัน) คือ http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/month/sidoctor2004/may04_fish.htm และhttp://www.pharm.chula.ac.th/osotsala/botanay-food/sub5_1.htm ลองเข้าไปอ่าน เลยได้รู้ว่า:

  • น้ำมันปลาคือ Fish Oil สกัดจากเนื้อปลา หัวปลา และหางปลา ช่วยในเรื่องของระดับคลอเรสเตอรอส
  • น้ำมันตับปลาคือ Cod Liver Oil สกัดจากตับปลา ช่วยในเรื่องการสร้างกระดูก

แต่ทานในระดับที่พอเหมาะจึงจะได้ประโยชน์เต็มที่ ของทุกอย่าง ถ้ามากไปก็ไม่ดี ถ้าน้อยไปก็ไม่ดี น้ำมันปลาและน้ำมันตับปลาก็เช่นเดียวกัน ยังไงซะ กินปลาเนื้อสีขาวให้เยอะขึ้นแล้วกันท่านผู้อ่าน เพื่อสุขภาพ รวมทั้งออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่าลืมดูแลตัวเองกันนะคะ เพราะการป้องกัน ย่อมง่ายกว่าการแก้ ถ้าร่างกายแย่แล้วจะแก้ไม่ทัน (คุ้นๆ ได้ยินมาจากไหนนะ) พอร่างกายแข็งแรง จิตใจเราก็จะแข็งแรงไปด้วย ทำให้สามารถสร้างสรรค์ และแบ่งปันความรู้เพื่อให้ประเทศไทยเราพัฒนาขึ้นไปอีกเยอะๆ ทุกวันนี้พอได้มาอยู่ประเทศออสเตรเลีย เลือดรักชาติมันพุ่งกระฉูดยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก ไม่อยากให้ใครหน้าไหนมาดูถูกประเทศเราได้ ฮืมๆๆ

หมายเหตุ เพราะเป็นคนไอที เรื่องความรู้ทางโภชนาการอาจจะดูอ่อนแอ พอรู้อะไรมานิดหน่อย เลยตื่นเต้นที่จะนำมาฝากกันไม่ได้

ขอให้สุขภาพให้แข็งแรงนะคะทุกๆ ท่าน