เด็กกตัญญู "ด.ญ.ทิพย์ ขาวสะอาด"กรณีชีวิต 4

 

 

เด็กกตัญญู "ด.ญ.ทิพย์ ขาวสะอาด"กรณีชีวิต 4

                                ..................................

                                *****************       

          ด.ญ.ทิพย์ ขาวสะอาด อายุ 14 ปีชั้นมัธยมสอง อาศัยอยู่กับแม่และลุง ซึ่งมีสภาพไม่สมประกอบทางสมองทั้งสองคน ครอบครัวจึงประสบปัญหายากจนมาก เธอจึงต้องทำทุกอย่างในการดูแลแม่และลุง รวมทั้งหุงข้าว ทำกับข้าว กวาด- ถูบ้าน ซักเสื้อผ้า  จนถึงการทำงานรับจ้างทุกอย่างทั้งหนักและเบา เพื่อหาเงินมาซื้อข้าวสาร อาหารแห้งและเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปในการเลี้ยงดูครอบครัว

         งานที่รับจ้างทำนั้น ได้แก่ถางหญ้า ปลูกผัก แบกหาม กรอกปุ๋ยใส่ถุง หรือแม้แต่เก็บขยะขายเธอก็ทำ 

         ดูแลแม่และลุงที่ไม่สมประกอบ หนักหนาสาหัสมากพอแล้ว  แต่นี่เธอต้องทำงานและเรียนไปด้วย นี่ครับคือชีวิตของเด็กหญิงวัยเพียง 14 ปี 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ครูหยุย

คำสำคัญ (Tags)#พิการ ดูแลครอบครัว

หมายเลขบันทึก: 378348, เขียน: 24 Jul 2010 @ 12:55 (), แก้ไข: 06 Sep 2013 @ 23:15 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, ความเห็น: 48, อ่าน: คลิก


ความเห็น (48)

เขียนเมื่อ 

เข้าใจถึงภาระอันหนักแสนที่เธอแบกรับอย่างอดทนด้วยจิตสำนึกที่ครอบครองอยู่
จิตใจเธองดงามเหลือเกิน
เธอไม่ย่อท้อต่อชะตากรรม
เธอต่อสู้เพื่อบุพการีและญาติเพื่อให้ยังชีวิตอยู่วันต่อวัน
รัฐบาลทุกรัฐบาลควรให้การช่วยเหลือโอบอุ้มผู้ด้อยโอกาสและประสบชตากรรมชีวิตอย่างเพียงพอทั่วถึงคะ
ขอยกย่องสิ่งที่ได้กระทำและการต่อสู้ชีวิตของเด็กหญิงคนนี้คะ

คุณกานต์ครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนครับ ผมพยายามนำเรื่องราวเด็กกตัญญูมานำเสนอ เพื่อให้เห็นมุมที่ดีในสังคม ที่แม้จะยากจนทุกข์ยาก ก็ทำความดีได้เสมอ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะครูหยุยมาอ่านแล้วคงมีไม่มากนักสำหรับวัยนี้ที่จะดูแลผู้มีพระคุณได้ดีแบบนี้ เพราะวัยเด็ก ม. 2 สุดแสนที่จะกล้าหาญในทุกๆเรื่องโดยเฉพาะอยากลอง อยากไป ฯลฯ ถ้าเด็กคนนี้พื้นฐานการสอนสั่งอบรมมาไม่ดีคงทำไม่ได้ จึงขอชื่นชมครอบครัวที่อบรมสั่งสอนให้เป็นเด็กที่ต่อสู้ไม่ท้อถอย มีความกตัญญู นะคะ สมควรที่จะช่วยเหลือมากค่ะ

เขียนเมื่อ 

น่าสงสารเด็กหญิงคนนี้จังเลยนะค่ะ อายุเเค่14 เเต่ความรับผิดชอบมากกว่าผู้ใหญ่หลายๆคนเลย

คุณ rinda ครับ คนชนบทของไทย ส่วนใหญ่ผมว่ายังมีความสามารถดูแลให้ลูกหลานกตัญญูได้ โดยเฉพาะเด็กหญิงจะมากกว่าเด็กชาย

คุณนุชรีครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนนะครับ ก้น่าคิดเหมือนกันนะครับ ยิ่งเรียนสูง ยิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ เรากลับกตัญญูน้อยกว่าคนเรียนน้อยและเป็นเด็ก

สวัสดีค่ะครูหยุย  ดิฉันเป็นสมาชิกใหม่  และได้เข้ามาอ่านเรื่องนี้  รู้สึกสงสารเด็ก ที่ชีวิตเธอเลือกเกิดไม่ได้แต่จิตใจเธอยิ่งใหญ่และงดงามยิ่งนัก น่าสรรเสริญ ที่ในสังคมปัจจุบันยังมีเด็กดีที่มีความกตัญญู ต่อบุพการี  แม้เธอจะยากจน ทุกข์ยาก  แต่จิตใจเธอยิ่งใหญ่กว่าอภิมหาเศรษฐีเสียอีก  ดิฉันจะนำไปเล่าให้ลูกฟัง  

ขอบคุณที่นำเรื่องดีๆมาเขียน  ดิฉันจะเข้ามาติดตามอีกค่ะ

คุณราณีย์ครับ ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยียนนะครับ ดีใจที่จะนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ลูกฟ้ง ความจริงชีวิตคนที่ทำอะไรดีดี หากครูได้นำไปเล่าให้นักเรียนฟัง เรื่องราวจะเป็นสื่อในทางศีลธรรมได้โดยตัวมันเอง

สวัสดีค่ะ

  • อ่านกรณีชีวิตของน้องทิพย์แล้วน่าเห็นใจจริง ๆ ค่ะ สำหรับเด็กวัย 14 ปี
  • เด็กวัยนี้ควรได้ร่าเริงสดใส ไม่ใช่รับภาระที่หนักอึ้งเช่นนี้
  • เป็นกำลังใจให้คนเก่ง คนดี สู้ชีวิตนะคะ
  • ขอบพระคุณท่านมากค่ะที่แวะไปแสดงความคิดเห็นที่ "เรื่องราวเล็ก ๆ ของคนเล็ก ๆ"

สวัสดีคะครูหยุย

นับว่าน้องอดทนและมีความกตัญญูมากนะคะ

แต่ก่อนว่าตัวเองยากลำบาก และไม่มีเงินเรียนแล้ว

น้องยังลำบากกว่าอีก

การช่วยเหลือ จะมีวิธีไหนคะ ที่จะพอแบ่งปันให้น้องได้

อิงจันทร์ครับ ขอบคุณที่มาเยือนนะครับ ภาระหนักอึ้งเพราะความกตัญญู จึงต้องร่วมกันส่งเสริมครับ

คุณประกายครับ ขณะนี้ผมกกำลังรวบรวมชีวิตเด็กกตัญญูทั้งหลายอยู่ครับ มีครู พยาบาลและเพื่อนวิชาชีพต่างๆ เสาะหาและส่งประวัติเข้ามาครับ ผมเองก็ไปรณรงค์ในคนทั่วไปให้สนับสนุนเด็กเหล่านั้นต่อไป

น่าสงสารจังค่ะครูหยุย เเต่ต้องขอบคุณครูหยุยนะคะที่กำลังหาทางช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้ เป็นกำลังใจให้คนดีค่ะ

คุณกุ้งนางครับ ความกตัญญูเป็นสัญญลักษณ์สำคัญของคนดีครับ ต้องส่งเสริมให้มากๆ ครับ

เมืองดอน
IP: xxx.49.52.221
เขียนเมื่อ 
  • แบบอย่างชีวิตที่ต้องแบกรับภาระอันหนักไว้บนบ่า
  • ชีวิตต้องสู้ ... ต้องสู้ ... จึงจะชนะ

ขอให้กรรมดีจงตอบสนองเจ้านะเด็กน้อย

การสงสารทำได้อย่างหนึ่งกับชีวิตเด็กที่ขาดโอกาสอย่างน้องเขา แต่ถ้าเราช่วยกันเปลี่ยนระบบของประเทศโดยไม่ยึดผลประโยชน์ของนักการเมืองของประเทศ หรือระบบอุปถัมป์ที่อยู่ภายในประเทศได้ผมว่าจะเป็นสิ่งที่ดีมากกว่า

เช่นรัฐบาลกลางสามารถที่จัดสวัสดิการสังคมเพื่อบังคับใช้ไปทั่วประเทศ

และทำหน้าที่บริการสังคมขนาดใหญ่อย่างกิจการตำรวจ การทหาร การศึกษาระดับอุดมศึกษา ฯลฯ ระดับรัฐบาลกลางยังมีรัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติด้วย

รัฐบาลภาค ดูแลการจัดหาสวัสดิการสังคมด้านสุขภาพ การประกันสุขภาพ การศึกษาชั้นมัธยม การคมนาคม และสิ่งแวดล้อมในมณฑล

เทศบาลท้องถิ่นทำหน้าที่จัดสวัสดิการขั้นมูลฐานให้ผู้คนในท้องถิ่น เช่น โรงเรียนชั้นประถม การดูแลผู้สูงอายุและเด็ก ห้องสมุดประชาชน ฯลฯ

เทศบาลท้องถิ่นและรัฐบาลภาคมีอิสระจากรัฐบาล สามารถกำหนดขนาดโรงเรียนประถมได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลกลาง แถมเทศบาลท้องถิ่นจัดสวัสดิการสังคมให้ผู้คนในเขตได้มากกว่าหน่วยปกครองระดับอื่น โดยจัดหาให้มากถึง ๔๖% ของรายจ่ายเพื่อสวัสดิการทั้งหมดในประเทศ

รัฐบาลกลางรับผิดชอบ ๔๐%

ส่วนรัฐบาลภาครับผิดชอบเพียง ๑๔%

ประเทศไทยตอนนี้มี อบต. และเทศบาลเล็กๆ มีอยู่ทั่วประเทศ มีประสิทธิภาพบ้าง ไม่ได้เรื่องบ้าง

ประเทศหนึ่งที่น่านำมาเป็นตัวอย่างเป็นรัฐสวัสดิการและยังคงไว้ซึ่งระบอบกษัตริย์

เดนมาร์กเจอปัญหานี้มาก่อน ก่อน พ.ศ.๒๕๕๐ เดนมาร์กมีเทศบาลมากถึง ๒๗๑ แห่ง เทศบาลเล็กๆ ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เดนมาร์กจึงปฏิรูปการปกครอง แบ่งเขตการปกครองซะใหม่ ให้เทศบาลใหญ่ขึ้น เทศบาลไหนเล็กก็ให้ยุบเข้าไปรวมอยู่กับเทศบาลใหญ่ ตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐ เทศบาลของเดนมาร์กเหลือเพียง ๙๘ แห่ง และเดิมผู้คนในเทศบาลมีเพียง ๒ แสน เดี๋ยวนี้แต่ละแห่งก็มีมากขึ้นเป็น ๓ แสน

การปฏิรูปการปกครองรวมไปถึงการยกเลิกการปกครองระดับมณฑล เพราะมีแต่มณฑลก็เล็กๆ แต่ให้แบ่งใหม่เป็นภาค มีทั้งหมด ๕ ภาค

รัฐบาลท้องถิ่นตั้งศูนย์จัดหางานร่วมกับรัฐบาลกลาง และดูแลคนตกงานที่ไม่มีประกันการว่างงาน เรื่องการคมนาคมและขนส่ง รัฐบาลท้องถิ่นเป็นคนสร้างถนนในท้องถิ่น ดูการจัดจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาให้บริการคมนาคม

แต่ให้รัฐบาลภาครับผิดชอบการก่อตั้งบริษัทดูแลการคมนาคม ระบบตั๋ว ค่าโดยสาร ฯลฯ ส่วนรัฐบาลกลางดูระบบรถไฟและวางแผนการทำถนนเชื่อมโยงไปทั้งประเทศ

รัฐบาลท้องถิ่นดูเรื่องการรักษา และให้การพักฟื้นที่ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ให้บริการด้านทันตกรรม ดูแลคนติดเหล้า ส่วน

รัฐบาลภาคให้บริการโรงพยาบาล จิตแพทย์ และการประกันสุขภาพ รัฐบาลกลางวางแผนดูแลสุขภาพ วางระบบคอมพิวเตอร์ในโรงพยาบาลให้เชื่อมโยงกันไปให้ได้ทั้งประเทศ

รัฐสวัสดิการอย่างเดนมาร์กต้องหาเงินเก่ง เงินส่วนใหญ่ก็มาจากภาษี ที่จริง เงินที่มาจากภาษีของผู้คนในประเทศไทยก็ไม่น้อย แต่เงินหายไปกับการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายของหน่วยงานรัฐบางแห่ง และหายไปกับค่าคอมมิชชั่น ๑๐-๓๐% ซึ่งตอนนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมเนียมไทยไปแล้ว

เดนมาร์กเป็นประเทศที่เก็บภาษีสูงที่สุดในกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรป ขอยกตัวอย่างรายรับจากภาษีของรัฐบาลเดนมาร์กให้ดูซัก ๑ ปี เอา พ.ศ. ๒๕๕๑ นี่ก็ได้

รายรับของรัฐด้านภาษีเงินได้จากประชากร ๕ ล้านคน มีมากถึง ๕๐๘,๕๐๓ ล้านโครนเดนมาร์ก ( ๒.๗ ล้านล้านบาท)

เงินประกันสังคมจากแรงงาน ๑๖,๘๔๐ ล้าน (๙ หมื่นล้านบาท)

เงินสมทบการประกันสังคมส่วนอื่นๆ ๔,๑๖๓ ล้าน (๒.๒ หมื่นล้านบาท)

ภาษีทรัพย์สิน ๓๖,๖๒๗ ล้าน (๒ แสนล้านบาท)

ภาษีสินค้าและบริการ ๒๓๗,๓๖๑ ล้าน (๑.๓ ล้านล้านบาท) ภาษีการผลิต ๑๓๙ ล้าน ( ๗๔๘ ล้านบาท)

รายรับรวมทางภาษี ๘๓๙,๖๓๓ ล้านโครนเดนมาร์ก ( ๔.๕ ล้านล้านบาท)

หลักของรัฐสวัสดิการทั่วโลก คือ ทำยังไงจะให้ทุกคนมีรายได้เท่าเทียมกัน ระบบที่ถูกนำมาใช้ก็คือ

ระบบอัตราภาษีแบบก้าวหน้าที่นำมาเก็บภาษีเงินได้

รายได้สูงสุดของรัฐบาลเดนมาร์กมาจากภาษีเงินได้

ใครไปอยู่เดนมาร์ก รัฐบาลกลางจะมาเก็บภาษีเงินได้จากเงินเดือนของท่าน เป็นภาษีอัตราก้าวหน้า

เสียกี่เปอร์เซ็นต์ก็ขึ้นอยู่กับเงินเดือนของท่าน ท่านมีรายได้ไม่เกินปีละ ๒๗๒,๖๐๐ โครนเดนมาร์ก (๑.๕ ล้านบาท)

รัฐบาลกลางเก็บภาษีท่านร้อยละ ๕.๐๔ หากรายได้อยู่ระหว่าง ๒๗๒,๖๐๐-๓๗๔,๒๐๐ โครน (๑.๕ - ๒ ล้านบาท)

รัฐบาลกลางเล่นภาษีท่านร้อยละ ๖ ใครมีรายได้เกินจาก ๓๔๗,๒๐๐ โครน หรือมากกว่า ๒ ล้านบาทขึ้นไป

โดนรัฐบาลกลางบังคับให้เสียภาษีร้อยละ ๑๕ เสียภาษีให้รัฐบาลกลางแล้ว

ต้องเสียให้กับรัฐบาลท้องถิ่นด้วย ใครจะไปอยู่เดนมาร์กต้องศึกษาภาษีท้องถิ่นให้ดี เพราะเก็บแตกต่างกันไปในแต่ละเทศบาล แต่ถ้าคิดโดยเฉลี่ยทั้งประเทศก็อยู่ที่ประมาณร้อยละ ๓๒.๕๗ ลูกจ้างจะโดนนายจ้างหักเงินเดือนอีกร้อยละ ๘

นายจ้างเอาเงินท่านไปเป็นรายจ่ายของรัฐบาลในการพัฒนาตลาดแรงงาน เอาไว้ใช้เพื่อให้การอบรมแรงงานให้มีความรู้ความสามารถ ในยามแรงงานต้องการความช่วยเหลือ เงินจำนวนนี้จะถูกนำออกมาช่วย เดนมาร์กเรียกเงินส่วนนี้ว่า เงินสมทบตลาดแรงงาน คนเดนมาร์กร้อยละ ๘๓ เป็นสมาชิกของโบสถ์ Folkekirken ใครอยู่เดนมาร์กต้องถูกเก็บภาษีไปให้โบสถ์ เพื่อนำไปใช้พัฒนาศาสนาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

คนเดนมาร์กไม่บ้าสมบัติ ไม่สะสมที่ดินขนาดมีเป็นหมื่นเป็นแสนไร่อย่างเศรษฐีไทย หรือมีบ้านช่องห้องหอเต็มไปหมด ทุกคนมีทรัพย์สินพอให้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข หลังจากทำงานหนักได้พักใหญ่แล้ว คนพวกนี้ไม่เอาเงินไปซื้อสมบัติบ้า

แต่เอาสตางค์ไปหาความสุขในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องเก็บไว้ยามแก่ชรา

เพราะรัฐบาลดูแลอย่างดีในวัยแก่ทุกอย่าง ผู้คนจากรัฐสวัสดิการจึงท่องเที่ยวเทียวไปทั้งโลก ผู้คนทั้งประเทศมีเพียง ๕ ล้านคน แต่มาเที่ยวเมืองไทยกันมาก

ลองดูตัวเลขที่นักท่องเที่ยวจากประเทศรัฐสวัสดิการมาเที่ยวเมืองไทยซีครับ พ.ศ.๒๕๕๑ คนเดนมาร์กมาเที่ยว ๑๔๙,๖๘๓ คน คนฟินแลนด์ ๑๕๕,๑๔๓ คน

และคนนอร์เวย์ ๑๒๔,๖๐๐ คน คนเดนมาร์กไม่หลงไหลได้ปลื้มในสมบัติบ้า เพราะทุกปี หน่วย SKAT จะไปประเมินราคาทรัพย์สินของประชาชน หากทรัพย์สินที่ครอบครองมีมูลค่าเกิน ๓,๐๔๐,๐๐๐ โครนเดนมาร์ก (๑๖.๔ ล้านบาท) ก็จะต้องเสียภาษีมูลค่าทรัพย์สินร้อยละ ๓ ของราคาทรัพย์สินที่ครอบครอง หากตีราคาแล้วมีมูลค่าน้อยกว่านั้น ก็โดนเก็บภาษีร้อยละ ๑ หากทำอย่างนี้ ทุกคนยิ่งอยากครอบครองทรัพย์สินให้น้อยลง โดนภาษีมูลค่าทรัพย์สินแล้ว คนเดนมาร์กยังต้องเสียภาษีทรัพย์สินอีก แต่ภาษีนี้รัฐบาลท้องถิ่นเก็บจากการถือครองทรัพย์สิน และแต่ละท้องถิ่นจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะเก็บเท่าใด

คนเดนมาร์กยังต้องเสียภาษีทางอ้อมอีก มีภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ก็เหมือนบ้านเรา เป็นภาษีการอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการ ที่เดนมาร์กเก็บสูงถึง ๒๕% ยังมีภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีศุลกากร และภาษีนำเข้า

เมืองไทยมีคนเลี่ยงภาษีเยอะ เพราะเราเห็นกันทุกวัน ว่าข้าราชการและนักการเมืองเอาภาษีของเราไปทำยังไง โกงกินคอรัปชั่นกันขนาดไหน จ่ายให้มากเท่าไร ก็หายไปอยู่ในกระเป๋านักอุปถัมภ์มากเท่านั้น

หวังว่าเมืองไทยคงจะเปลี่ยนแปลงเป็นรัฐไทยใหม่ได้โดยเก็บเงินไอ้พวกชอบสะสมหรือไอ้พวกรวยที่ผูกขาดการทำมาหากินไม่กี่บริษัทในประเทศไทย บริษัทเหล่านี้ต้องเก็บภาษีแบบอัตราก้าวหน้าเยอะๆ จะได้ไม่ใช่รวยอยู่แค่บริษัทเหล่านั้น

ผมคิดว่าคงเป็นไปได้ยากสักหน่อยเพราะพวกนี้เส้นใหญ่อยู่ในประเทศบริจาคให้ผู้มีบารมี หรือมีอำนาจนิดหน่อยดีกว่าไปเสียภาษีที่แพง ๆก็สามารถทำมาหากินอยู่กับความลำบากของคนรากหญ้าได้ชั่วลูกชั่วหลาน

ขอบคุณบทความที่ผมอ่านเจอทำให้ผมนำมาวิเคราะห์ระบบการเมืองไทยในอนาคตว่าถ้ามีโอกาสได้เรียนระดับ ดร. จะเรียนด้านใดเพื่อเข้ามาศึกษาระบบการเมืองไทยและยิ่งตอนนี้รัฐสวัสดิการเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในประเทศไทยอยู่ที่กล้าพอจะเปลี่ยนแปลงรึเปล่า

สวัสดีคะ ได้อ่านของคุณ ศรช.บ้านเอื้ออาทรคลองห้า นำเสนอ เท่าที่เห็นเงินภาษีของประเทศไทยเราที่เก็บไป ส่วนมากจะพัฒนาเรื่องวัตถุ มากกว่าเรื่องคน ทำให้คนยิ่งลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ คนรวยก็ล้นฟ้า คนจนก็จมดินไป แต่การจะปรับเปลี่ยน แล้วผู้มีอำนาจต้องเสียผลประโยชน์ซะเองนั้นเห็นจะยากคะ

คุณเมืองคอนครับ ชีวิตต้องสู้นั่น จริงครับ แต่บางคนทำไมต้องสู้หนักเกินสภาพ คงต้องช่วยผ่อนหนักให้เบาสำหรับเขาบ้าง

คุณ ศรช.บ้านเอื้ออาทร........ผมพิจารณาข้อเสนอด้วยความตั้งอกตั้งใจมาก เป็นจริงตามที่เอ่ยมาครับ แต่ก็ต้องหวนกลับไปสู่ช่วงต้นของข้อเสนอคือ นักการเมืองทุกระดับต้องไม่คอรัปชั่น เพราะนี่คือรากเหง้าที่ทำให้ความคิดดีดีหลายเรื่องไปไม่สำเร็จ ที่พูดว่าไปไม่สำเร็จเพราะไปได้บ้าง ด้วยนักการเมืองที่เอาเพียงรูปแบบมาใช้ภายใต้การโกงกินอย่างที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมก็หวังว่ารัฐสวัสดิการที่กำลังจะเดินไปนั้น จะเดินด้วยความระมัดระวังและยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่ไปด้วย

สำหรับการเรียนระดับปริญญาเอกนั้น ขอให้บรรลุตามที่ตั้งมั่นเป็น ดร.ที่ดีเพื่อร่วมพัฒนาประเทศของเราต่อไปนะครับ

คุณกีรติ์พรครับ ตราบใดที่ความเห็นแก่ตัวยังมีมากในเหล่านักการเมือง และการเมืองที่ยังต้องใช้เงินในการเข้าสู่อำนาจ การถอนทุนและโกงกินเพื่อตนเองและพวกพ้องก็จะยังดำรงอยู่เช่นเดิม การพัฒนาประเทศจะไปอย่างที่เป็นอยู่นี่ล่ะครับ อย่างไรเสียก็อย่าเพิ่งท้อครับ

ครูบุญศรี บรรเลงการ
IP: xxx.53.172.243
เขียนเมื่อ 

ขอเป็นกำลังใจให้กับครูหยุยนะค่ะ

และขอนุญาตจัดอันดับบันทึกของครูหยุยอยู่ใน 10 อันดับบันทึกที่ประทับใจนะค่ะ

ครูบุญศรี ค่ะ

ครูบุญศรีครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนนะครับ และขอบคุณที่เห็นว่าข้อเขียนผมพอจะอยู่ในเกณฑ์ประทับใจได้

กรณีแบบนี้คงจะยังมีอีกเยอะแต่ความช่วยเหลือยังเข้าไปไม่ถึง

สังคมต้องหาทางช่วยเหลือคนที่ลำบากอย่างนี้นะคะ

สวัสดีค่ะ...

   * น่าเห็นใจเด็กที่ต้องรับภาระเกินวัยนะคะ...

   * สังคมไทยมีเด็กที่มีปัญหาในรูปแบบต่างๆ มาก...แต่ก็ยัดีใจที่มีกลุ่มอย่างคุณครูหยุยที่ทำงานเพื่อเด็กเหล่านี้ค่ะ...

   * เราต่างก็ดูแลเด็ก ๆ เหมือนกันนะคะ...เพียงแต่คนละรูปแบบเท่านั้นค่ะ...

   * ดีใจเป็นอย่างยิ่งค่ะที่คุณครูไปเยี่ยมและแสดงความเห็น...ขอบคุณค่ะ...

            

เขียนเมื่อ 

เป็นกำลังใจให้สามารถก้าวผ่านไปได้ค่ะ

 

เขียนเมื่อ 

ชีวิตที่คนเราต้องต่อสู้ ก็เพื่อการอยู่รอด นั้นแหละสัจธรรมของชีวิต

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ ครูหยุย

น่าเห็นใจ ด.ญ.ทิพย์ เป็นเด็กที่มีความกตัญญูเปี่ยมล้น

ที่ต้องรับภาระมากมาย ก็ให้กำลังใจให้

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีค่ะคุณครูหยุย
  • แวะมาให้กำลังใจเด็กหญิงทิพย์ ขาวสะอาดค่ะ
  •  เด็กหญิงทิพย์ เป็นเด็กกตัญญู สมควรได้รับทุนการศึกษานะคะ
  • เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีคณะผู้ใหญ่ใจบุญชาวญี่ปุ่นได้มามอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน สพท.แม่ฮ่อง สอน เขต 1 และวิทยาลัยการอาชีพ
  •  ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเรียนดี ยากจน
  •  หลายๆคนที่มีชีวิตเหมือนเด็กหญิงทิพย์ค่ะ
  • ชมภาพกิจกรรมที่นี่ค่ะ http://www.mhs1.go.th/web2009/index.php?name=news&file=readnews&id=705
  • ขอให้อิ่มบุญ ตลอดเทศกาลเข้าพรรษาค่ะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับครูหยุย

ผมเชื่อว่าความกตัญญูจะไม่ทำให้น้องทิพย์รู้สึกว่าเขากำลังลำบากครับ

ถ้าเราเอาความสุขหรือความรู้สึกเป็นตัววัด ผมเชื่อว่าน้องเขาอาจรู้สึกเหนื่อย แต่มั่นใจว่าน้องทิพย์มีความรู้สึกที่มีความสุขและภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณครับ ซึ่งหากเทียบกับหลาย ๆ คนที่มีกินมีอยู่แต่ไม่เหลี่ยวแลผู้มีพระคุณแล้วน้องเขากำลังได้เปรียบในด้านของความสุขทางใจอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่ามันจะอยู่บนความทุกข์ทางด้านกายภาพของน้องทิพย์และครอบครัวก็ตาม

หากเสียแต่ว่าถ้าเราเอาคุณค่าของการมีทรัพย์หรือความสุขทางกายภาพเข้าไปเป็นตัววัด แน่นอนครับน้องเขากำลังอยู่ในฐานที่ลำบากครับ ผมเชื่อว่าน้องทิพย์โตขึ้นจะเป็นคนดีของสังคมไทยคนหนึ่ง

ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

มาอ่านเรื่องราวของเด็กกตัญญู เลยพลอยได้ความรู้จากความเห็นที่ 16 รวมถึงความเห็นเพิ่มเติมจากความเห็นที่ 19 ของครูหยุยไปด้วย

เรื่องจริยธรรมคงต้องเสริมตั้งแต่เด็กนะคะ

ผ.ศ.ธีระศักดิ์ กำบรรณารักษ์ เขียนไว้ในหนังสือ "ชนะชีวิต คิดอย่างอัจฉริยะ" ว่า เด็กอายุ 2 - 8 ขวบเริ่มมีจริยธรรมโดยฟังจากกฎเกณท์ที่คนอื่นตั้งให้ แต่พอ 8 - 10 ขวบ จึงเริ่มสร้างจริยธรรมของตนเอง

เลยชวนให้ตั้งข้อสงสัยนะคะ ว่าการศึกษาในโรงเรียนทุกวันนี้ สอดคล้องกับพัฒนาการของมนุษย์หรือเปล่าค่ะ

มีภาพวาดเด็กจากบันทึกพฤติกรรมขีดเขี่ยของเด็กเล็กมาฝากค่ะ

คุณมณีวรรณครับ กำลังพยายามหาหนทางค้นให้พบเด็กเหล่านี้ครับ เบื้องต้นขึ้นอยู่กับรรดาครูทั้งหลายที่อยู่ใกล้ชิดเด็ก หากทำหน้าที่เหมือนครูสมัยก่อนคือเข้าถึงบ้านเด็ก จะพบข้อเท็จจริงและช่วยกันได้มากครับ

คุณสาวสวยมวยไทยครับ ถูกแล้วครับ ช่วยกันให้มากคนละรูปแบบ ผลดีตกถึงเด็กทั้งนั้นล่ะครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนนะครับ

ขอบคุณคุณนุ้ยนะครับ ผมก็มีความเชื่อว่าเด็กๆ จะฟันฝ่าวันเวลาที่หนักของชีวิตไปได้ด้วยดีครับ เพราะคนกตัญญูนั้น ผลดีเช่นนี้มีคนมองเห็นครับ

คุณ sso ครับ ใช่ครับชีวิตคนเราต้องต่อสู้ ยิ่งสู้ยิ่งเอาตัวรอดได้ แต่บางคนต้องสู่หนักเหลือเกิน คงต้องพยายามผ่อนหนักให้เบาลงบ้าง จะได้เหลือแรงไว้สู้ต่อไปครับ

ครับคุณสมศักดิ์ ต้องร่วมกันเป็นกำลังให้ ดญทิพย์ กันมากๆ ครับ

ครูเอื้องแซะครับ แวะเข้าไปดูแล้วครับ ดีมากครับ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ คนละพื้นที่ เด็กๆ จะได้สิ่งดีดีมากขึ้นครับ

คุณเกเรครับ ผมก็เชื่อว่าวันข้างหน้า น้องทิพย์ที่ก้าวหน้าไปได้ด้วยดีครับ เพราะฐานแห่งความกตัญญูนั้น ส่งเสริมคนให้นำพาชีวิตไปได้ด้วยดีเสมอ

คุณณัฐรดาครับ การศึกษาทุกวันนี้ หนีหลักการสำคัญที่ได้กล่าวถึงมาห่างไกลมากเกินความพอดีแล้วครับ จะหวนไปนั้นคงยาก แต่ต้องทำครับ สำหรับภาพที่นำเสนอนั้น เป็นพฤติกรรมการ "ขีดเขี่ย"ที่ผมตีความไม่แตกครับ

โชคดีของเขาน่ะค่ะที่ได้มีผู้ใหญ่ใจดีโอกาส

มาสวดีครับ ผู้ใหญ่แบบผมยังมีอีกมากครับ เพียงแต่เราอาจจะไม่ทราบว่าเขาทำอะไรให้เด็กๆ บ้างเท่านั้นเองครับ

เขียนเมื่อ 

คุณครูหยุยค่ะ

ป้าเหมียวแวะมาอ่านบันทึกของผู้ที่ทำงานเพื่อเด็กๆ ป้าเหมียวเคยเห็นเด็กๆประมาณน้องทิพย์ที่ต้องสู้ชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ เลี้ยงพ่อ เลี้ยงแม่ ส่งเสียตัวเองเรียน..หากจะว่าไปแล้วเด็กที่มีคุณลักษณะที่ดีเหล่านี้ภายหน้าก็เป็นบุคคลที่ใช้การได้ดี ของสังคมไทย ข้อแม้คือวันนี้ควรมีใครที่จะต้องคอยพยุงไม่ให้เธอต้องล้มเสียก่อน..!! ขอบคุณมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กที่เห็นคุณค่าของคนตัวเล็กๆเหล่านี้ค่ะ

ขอบคุณป้าเหมียวครับที่มาเยี่ยมเยียน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กพยายามรุกไปพบเด็กๆ ทั้งที่ยากลำบากและที่กระทำความดีทั้งหลาย ให้มีสภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากที่สุดครับ

สวัสดีค่ะ

เด็กอายุเพียงแค่ 14 ปีเท่านั้นเอง

ต้องทำหน้าที่เปรียบเหมือนเสาหลักของครอบครัวอันหนักอึ้ง

ขอเป็นกำลังใจให้ห่างๆก็แล้วกันค่ะ

เป็นกำลังใจให้ครูหยุย ด้วยค่ะ ^^

เหนือกาลเวลา เชื่อหรือเปล่าครับว่า ยังมีเด็กอายุน้อยๆ อีกมากที่ต้องแบกภาระอะไรมากมาย "เหนือความคาดคิด"ของเราอีกมาก ผมและเพื่อนๆ จึงพยายามค้นหาเด็กเหล่านี้และช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้บ้างเท่าที่จะทำได้ครับ

ใช่ค่ะ

ถ้าตัวหนูเองมีโอกาสที่จะช่วยก็อยากช่วยค่ะ

ไม่ว่ามากหรือน้อย

เราเกิดมาครบ 32 มีมือมีเท้า มีแม่มีพ่อ

ก็นับว่า เป็นบุญสูงสุดแล้วค่ะ

หนูเหนือกาลเวลารู้ไหม ประโยคที่พูดว่า "เกิดมาครบ 32 มีมือมีเท้า มีแม่มีพ่อ เป็นบุญสูงสุด" ครูได้ยินจากพ่อสอนไว้ตอนเด็กและครูก็ใช้สอนลูกครูต่อมา วันนี้ได้ยินจากหนู ชื่นใจจัง และดีใจที่หนูมีจิตใจดีงามเช่นนี้

ขอบคุณค่ะ

พ่อแม่และครูอาจารย์ก็สอนหนูมาแบบนี้เชนกันค่ะ

-พอเราโตขึ้น ตอนนี้ก็ 16 แล้ว ก็ลองย้อนคิดดูมันก็เป็นความจริงทั้งนั้น

^^

ไว้คุยกันใหม่นะค่ะ ครูหยุย

คืนนี้ฝันดีค่ะ

ดีครับ หนูเหนือกาลเวลา อย่านอนดึกนัก ฝันดีครับ