เด็กกตัญญู "ด.ญ.ทิพย์ ขาวสะอาด"กรณีชีวิต 4 .................................. ***************** ด.ญ.ทิพย์ ขาวสะอาด อายุ 14 ปีชั้นมัธยมสอง อาศัยอยู่กับแม่และลุง ซึ่งมีสภาพไม่สมประกอบทางสมองทั้งสองคน ครอบครัวจึงประสบปัญหายากจนมาก เธอจึงต้องทำทุกอย่างในการดูแลแม่และลุง รวมทั้งหุงข้าว ทำกับข้าว กวาด- ถูบ้าน ซักเสื้อผ้า จนถึงการทำงานรับจ้างทุกอย่างทั้งหนักและเบา เพื่อหาเงินมาซื้อข้าวสาร อาหารแห้งและเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปในการเลี้ยงดูครอบครัว งานที่รับจ้างทำนั้น ได้แก่ถางหญ้า ปลูกผัก แบกหาม กรอกปุ๋ยใส่ถุง หรือแม้แต่เก็บขยะขายเธอก็ทำ ดูแลแม่และลุงที่ไม่สมประกอบ หนักหนาสาหัสมากพอแล้ว แต่นี่เธอต้องทำงานและเรียนไปด้วย นี่ครับคือชีวิตของเด็กหญิงวัยเพียง 14 ปี
เข้าใจถึงภาระอันหนักแสนที่เธอแบกรับอย่างอดทนด้วยจิตสำนึกที่ครอบครองอยู่
จิตใจเธองดงามเหลือเกิน
เธอไม่ย่อท้อต่อชะตากรรม
เธอต่อสู้เพื่อบุพการีและญาติเพื่อให้ยังชีวิตอยู่วันต่อวัน
รัฐบาลทุกรัฐบาลควรให้การช่วยเหลือโอบอุ้มผู้ด้อยโอกาสและประสบชตากรรมชีวิตอย่างเพียงพอทั่วถึงคะ
ขอยกย่องสิ่งที่ได้กระทำและการต่อสู้ชีวิตของเด็กหญิงคนนี้คะ
คุณกานต์ครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนครับ ผมพยายามนำเรื่องราวเด็กกตัญญูมานำเสนอ เพื่อให้เห็นมุมที่ดีในสังคม ที่แม้จะยากจนทุกข์ยาก ก็ทำความดีได้เสมอ
สวัสดีค่ะครูหยุยมาอ่านแล้วคงมีไม่มากนักสำหรับวัยนี้ที่จะดูแลผู้มีพระคุณได้ดีแบบนี้ เพราะวัยเด็ก ม. 2 สุดแสนที่จะกล้าหาญในทุกๆเรื่องโดยเฉพาะอยากลอง อยากไป ฯลฯ ถ้าเด็กคนนี้พื้นฐานการสอนสั่งอบรมมาไม่ดีคงทำไม่ได้ จึงขอชื่นชมครอบครัวที่อบรมสั่งสอนให้เป็นเด็กที่ต่อสู้ไม่ท้อถอย มีความกตัญญู นะคะ สมควรที่จะช่วยเหลือมากค่ะ
น่าสงสารเด็กหญิงคนนี้จังเลยนะค่ะ อายุเเค่14 เเต่ความรับผิดชอบมากกว่าผู้ใหญ่หลายๆคนเลย
คุณ rinda ครับ คนชนบทของไทย ส่วนใหญ่ผมว่ายังมีความสามารถดูแลให้ลูกหลานกตัญญูได้ โดยเฉพาะเด็กหญิงจะมากกว่าเด็กชาย
คุณนุชรีครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนนะครับ ก้น่าคิดเหมือนกันนะครับ ยิ่งเรียนสูง ยิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ เรากลับกตัญญูน้อยกว่าคนเรียนน้อยและเป็นเด็ก
สวัสดีค่ะครูหยุย ดิฉันเป็นสมาชิกใหม่ และได้เข้ามาอ่านเรื่องนี้ รู้สึกสงสารเด็ก ที่ชีวิตเธอเลือกเกิดไม่ได้แต่จิตใจเธอยิ่งใหญ่และงดงามยิ่งนัก น่าสรรเสริญ ที่ในสังคมปัจจุบันยังมีเด็กดีที่มีความกตัญญู ต่อบุพการี แม้เธอจะยากจน ทุกข์ยาก แต่จิตใจเธอยิ่งใหญ่กว่าอภิมหาเศรษฐีเสียอีก ดิฉันจะนำไปเล่าให้ลูกฟัง
ขอบคุณที่นำเรื่องดีๆมาเขียน ดิฉันจะเข้ามาติดตามอีกค่ะ
คุณราณีย์ครับ ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยียนนะครับ ดีใจที่จะนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ลูกฟ้ง ความจริงชีวิตคนที่ทำอะไรดีดี หากครูได้นำไปเล่าให้นักเรียนฟัง เรื่องราวจะเป็นสื่อในทางศีลธรรมได้โดยตัวมันเอง
สวัสดีค่ะ
สวัสดีคะครูหยุย
นับว่าน้องอดทนและมีความกตัญญูมากนะคะ
แต่ก่อนว่าตัวเองยากลำบาก และไม่มีเงินเรียนแล้ว
น้องยังลำบากกว่าอีก
การช่วยเหลือ จะมีวิธีไหนคะ ที่จะพอแบ่งปันให้น้องได้
อิงจันทร์ครับ ขอบคุณที่มาเยือนนะครับ ภาระหนักอึ้งเพราะความกตัญญู จึงต้องร่วมกันส่งเสริมครับ
คุณประกายครับ ขณะนี้ผมกกำลังรวบรวมชีวิตเด็กกตัญญูทั้งหลายอยู่ครับ มีครู พยาบาลและเพื่อนวิชาชีพต่างๆ เสาะหาและส่งประวัติเข้ามาครับ ผมเองก็ไปรณรงค์ในคนทั่วไปให้สนับสนุนเด็กเหล่านั้นต่อไป
น่าสงสารจังค่ะครูหยุย เเต่ต้องขอบคุณครูหยุยนะคะที่กำลังหาทางช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้ เป็นกำลังใจให้คนดีค่ะ
คุณกุ้งนางครับ ความกตัญญูเป็นสัญญลักษณ์สำคัญของคนดีครับ ต้องส่งเสริมให้มากๆ ครับ
ขอให้กรรมดีจงตอบสนองเจ้านะเด็กน้อย
การสงสารทำได้อย่างหนึ่งกับชีวิตเด็กที่ขาดโอกาสอย่างน้องเขา แต่ถ้าเราช่วยกันเปลี่ยนระบบของประเทศโดยไม่ยึดผลประโยชน์ของนักการเมืองของประเทศ หรือระบบอุปถัมป์ที่อยู่ภายในประเทศได้ผมว่าจะเป็นสิ่งที่ดีมากกว่า
เช่นรัฐบาลกลางสามารถที่จัดสวัสดิการสังคมเพื่อบังคับใช้ไปทั่วประเทศ
และทำหน้าที่บริการสังคมขนาดใหญ่อย่างกิจการตำรวจ การทหาร การศึกษาระดับอุดมศึกษา ฯลฯ ระดับรัฐบาลกลางยังมีรัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติด้วย
รัฐบาลภาค ดูแลการจัดหาสวัสดิการสังคมด้านสุขภาพ การประกันสุขภาพ การศึกษาชั้นมัธยม การคมนาคม และสิ่งแวดล้อมในมณฑล
เทศบาลท้องถิ่นทำหน้าที่จัดสวัสดิการขั้นมูลฐานให้ผู้คนในท้องถิ่น เช่น โรงเรียนชั้นประถม การดูแลผู้สูงอายุและเด็ก ห้องสมุดประชาชน ฯลฯ
เทศบาลท้องถิ่นและรัฐบาลภาคมีอิสระจากรัฐบาล สามารถกำหนดขนาดโรงเรียนประถมได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลกลาง แถมเทศบาลท้องถิ่นจัดสวัสดิการสังคมให้ผู้คนในเขตได้มากกว่าหน่วยปกครองระดับอื่น โดยจัดหาให้มากถึง ๔๖% ของรายจ่ายเพื่อสวัสดิการทั้งหมดในประเทศ
รัฐบาลกลางรับผิดชอบ ๔๐%
ส่วนรัฐบาลภาครับผิดชอบเพียง ๑๔%
ประเทศไทยตอนนี้มี อบต. และเทศบาลเล็กๆ มีอยู่ทั่วประเทศ มีประสิทธิภาพบ้าง ไม่ได้เรื่องบ้าง
ประเทศหนึ่งที่น่านำมาเป็นตัวอย่างเป็นรัฐสวัสดิการและยังคงไว้ซึ่งระบอบกษัตริย์
เดนมาร์กเจอปัญหานี้มาก่อน ก่อน พ.ศ.๒๕๕๐ เดนมาร์กมีเทศบาลมากถึง ๒๗๑ แห่ง เทศบาลเล็กๆ ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เดนมาร์กจึงปฏิรูปการปกครอง แบ่งเขตการปกครองซะใหม่ ให้เทศบาลใหญ่ขึ้น เทศบาลไหนเล็กก็ให้ยุบเข้าไปรวมอยู่กับเทศบาลใหญ่ ตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐ เทศบาลของเดนมาร์กเหลือเพียง ๙๘ แห่ง และเดิมผู้คนในเทศบาลมีเพียง ๒ แสน เดี๋ยวนี้แต่ละแห่งก็มีมากขึ้นเป็น ๓ แสน
การปฏิรูปการปกครองรวมไปถึงการยกเลิกการปกครองระดับมณฑล เพราะมีแต่มณฑลก็เล็กๆ แต่ให้แบ่งใหม่เป็นภาค มีทั้งหมด ๕ ภาค
รัฐบาลท้องถิ่นตั้งศูนย์จัดหางานร่วมกับรัฐบาลกลาง และดูแลคนตกงานที่ไม่มีประกันการว่างงาน เรื่องการคมนาคมและขนส่ง รัฐบาลท้องถิ่นเป็นคนสร้างถนนในท้องถิ่น ดูการจัดจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาให้บริการคมนาคม
แต่ให้รัฐบาลภาครับผิดชอบการก่อตั้งบริษัทดูแลการคมนาคม ระบบตั๋ว ค่าโดยสาร ฯลฯ ส่วนรัฐบาลกลางดูระบบรถไฟและวางแผนการทำถนนเชื่อมโยงไปทั้งประเทศ
รัฐบาลท้องถิ่นดูเรื่องการรักษา และให้การพักฟื้นที่ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ให้บริการด้านทันตกรรม ดูแลคนติดเหล้า ส่วน
รัฐบาลภาคให้บริการโรงพยาบาล จิตแพทย์ และการประกันสุขภาพ รัฐบาลกลางวางแผนดูแลสุขภาพ วางระบบคอมพิวเตอร์ในโรงพยาบาลให้เชื่อมโยงกันไปให้ได้ทั้งประเทศ
รัฐสวัสดิการอย่างเดนมาร์กต้องหาเงินเก่ง เงินส่วนใหญ่ก็มาจากภาษี ที่จริง เงินที่มาจากภาษีของผู้คนในประเทศไทยก็ไม่น้อย แต่เงินหายไปกับการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายของหน่วยงานรัฐบางแห่ง และหายไปกับค่าคอมมิชชั่น ๑๐-๓๐% ซึ่งตอนนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมเนียมไทยไปแล้ว
เดนมาร์กเป็นประเทศที่เก็บภาษีสูงที่สุดในกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรป ขอยกตัวอย่างรายรับจากภาษีของรัฐบาลเดนมาร์กให้ดูซัก ๑ ปี เอา พ.ศ. ๒๕๕๑ นี่ก็ได้
รายรับของรัฐด้านภาษีเงินได้จากประชากร ๕ ล้านคน มีมากถึง ๕๐๘,๕๐๓ ล้านโครนเดนมาร์ก ( ๒.๗ ล้านล้านบาท)
เงินประกันสังคมจากแรงงาน ๑๖,๘๔๐ ล้าน (๙ หมื่นล้านบาท)
เงินสมทบการประกันสังคมส่วนอื่นๆ ๔,๑๖๓ ล้าน (๒.๒ หมื่นล้านบาท)
ภาษีทรัพย์สิน ๓๖,๖๒๗ ล้าน (๒ แสนล้านบาท)
ภาษีสินค้าและบริการ ๒๓๗,๓๖๑ ล้าน (๑.๓ ล้านล้านบาท) ภาษีการผลิต ๑๓๙ ล้าน ( ๗๔๘ ล้านบาท)
รายรับรวมทางภาษี ๘๓๙,๖๓๓ ล้านโครนเดนมาร์ก ( ๔.๕ ล้านล้านบาท)
หลักของรัฐสวัสดิการทั่วโลก คือ ทำยังไงจะให้ทุกคนมีรายได้เท่าเทียมกัน ระบบที่ถูกนำมาใช้ก็คือ
ระบบอัตราภาษีแบบก้าวหน้าที่นำมาเก็บภาษีเงินได้
รายได้สูงสุดของรัฐบาลเดนมาร์กมาจากภาษีเงินได้
ใครไปอยู่เดนมาร์ก รัฐบาลกลางจะมาเก็บภาษีเงินได้จากเงินเดือนของท่าน เป็นภาษีอัตราก้าวหน้า
เสียกี่เปอร์เซ็นต์ก็ขึ้นอยู่กับเงินเดือนของท่าน ท่านมีรายได้ไม่เกินปีละ ๒๗๒,๖๐๐ โครนเดนมาร์ก (๑.๕ ล้านบาท)
รัฐบาลกลางเก็บภาษีท่านร้อยละ ๕.๐๔ หากรายได้อยู่ระหว่าง ๒๗๒,๖๐๐-๓๗๔,๒๐๐ โครน (๑.๕ - ๒ ล้านบาท)
รัฐบาลกลางเล่นภาษีท่านร้อยละ ๖ ใครมีรายได้เกินจาก ๓๔๗,๒๐๐ โครน หรือมากกว่า ๒ ล้านบาทขึ้นไป
โดนรัฐบาลกลางบังคับให้เสียภาษีร้อยละ ๑๕ เสียภาษีให้รัฐบาลกลางแล้ว
ต้องเสียให้กับรัฐบาลท้องถิ่นด้วย ใครจะไปอยู่เดนมาร์กต้องศึกษาภาษีท้องถิ่นให้ดี เพราะเก็บแตกต่างกันไปในแต่ละเทศบาล แต่ถ้าคิดโดยเฉลี่ยทั้งประเทศก็อยู่ที่ประมาณร้อยละ ๓๒.๕๗ ลูกจ้างจะโดนนายจ้างหักเงินเดือนอีกร้อยละ ๘
นายจ้างเอาเงินท่านไปเป็นรายจ่ายของรัฐบาลในการพัฒนาตลาดแรงงาน เอาไว้ใช้เพื่อให้การอบรมแรงงานให้มีความรู้ความสามารถ ในยามแรงงานต้องการความช่วยเหลือ เงินจำนวนนี้จะถูกนำออกมาช่วย เดนมาร์กเรียกเงินส่วนนี้ว่า เงินสมทบตลาดแรงงาน คนเดนมาร์กร้อยละ ๘๓ เป็นสมาชิกของโบสถ์ Folkekirken ใครอยู่เดนมาร์กต้องถูกเก็บภาษีไปให้โบสถ์ เพื่อนำไปใช้พัฒนาศาสนาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
คนเดนมาร์กไม่บ้าสมบัติ ไม่สะสมที่ดินขนาดมีเป็นหมื่นเป็นแสนไร่อย่างเศรษฐีไทย หรือมีบ้านช่องห้องหอเต็มไปหมด ทุกคนมีทรัพย์สินพอให้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข หลังจากทำงานหนักได้พักใหญ่แล้ว คนพวกนี้ไม่เอาเงินไปซื้อสมบัติบ้า
แต่เอาสตางค์ไปหาความสุขในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องเก็บไว้ยามแก่ชรา
เพราะรัฐบาลดูแลอย่างดีในวัยแก่ทุกอย่าง ผู้คนจากรัฐสวัสดิการจึงท่องเที่ยวเทียวไปทั้งโลก ผู้คนทั้งประเทศมีเพียง ๕ ล้านคน แต่มาเที่ยวเมืองไทยกันมาก
ลองดูตัวเลขที่นักท่องเที่ยวจากประเทศรัฐสวัสดิการมาเที่ยวเมืองไทยซีครับ พ.ศ.๒๕๕๑ คนเดนมาร์กมาเที่ยว ๑๔๙,๖๘๓ คน คนฟินแลนด์ ๑๕๕,๑๔๓ คน
และคนนอร์เวย์ ๑๒๔,๖๐๐ คน คนเดนมาร์กไม่หลงไหลได้ปลื้มในสมบัติบ้า เพราะทุกปี หน่วย SKAT จะไปประเมินราคาทรัพย์สินของประชาชน หากทรัพย์สินที่ครอบครองมีมูลค่าเกิน ๓,๐๔๐,๐๐๐ โครนเดนมาร์ก (๑๖.๔ ล้านบาท) ก็จะต้องเสียภาษีมูลค่าทรัพย์สินร้อยละ ๓ ของราคาทรัพย์สินที่ครอบครอง หากตีราคาแล้วมีมูลค่าน้อยกว่านั้น ก็โดนเก็บภาษีร้อยละ ๑ หากทำอย่างนี้ ทุกคนยิ่งอยากครอบครองทรัพย์สินให้น้อยลง โดนภาษีมูลค่าทรัพย์สินแล้ว คนเดนมาร์กยังต้องเสียภาษีทรัพย์สินอีก แต่ภาษีนี้รัฐบาลท้องถิ่นเก็บจากการถือครองทรัพย์สิน และแต่ละท้องถิ่นจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะเก็บเท่าใด
คนเดนมาร์กยังต้องเสียภาษีทางอ้อมอีก มีภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ก็เหมือนบ้านเรา เป็นภาษีการอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการ ที่เดนมาร์กเก็บสูงถึง ๒๕% ยังมีภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีศุลกากร และภาษีนำเข้า
เมืองไทยมีคนเลี่ยงภาษีเยอะ เพราะเราเห็นกันทุกวัน ว่าข้าราชการและนักการเมืองเอาภาษีของเราไปทำยังไง โกงกินคอรัปชั่นกันขนาดไหน จ่ายให้มากเท่าไร ก็หายไปอยู่ในกระเป๋านักอุปถัมภ์มากเท่านั้น
หวังว่าเมืองไทยคงจะเปลี่ยนแปลงเป็นรัฐไทยใหม่ได้โดยเก็บเงินไอ้พวกชอบสะสมหรือไอ้พวกรวยที่ผูกขาดการทำมาหากินไม่กี่บริษัทในประเทศไทย บริษัทเหล่านี้ต้องเก็บภาษีแบบอัตราก้าวหน้าเยอะๆ จะได้ไม่ใช่รวยอยู่แค่บริษัทเหล่านั้น
ผมคิดว่าคงเป็นไปได้ยากสักหน่อยเพราะพวกนี้เส้นใหญ่อยู่ในประเทศบริจาคให้ผู้มีบารมี หรือมีอำนาจนิดหน่อยดีกว่าไปเสียภาษีที่แพง ๆก็สามารถทำมาหากินอยู่กับความลำบากของคนรากหญ้าได้ชั่วลูกชั่วหลาน
ขอบคุณบทความที่ผมอ่านเจอทำให้ผมนำมาวิเคราะห์ระบบการเมืองไทยในอนาคตว่าถ้ามีโอกาสได้เรียนระดับ ดร. จะเรียนด้านใดเพื่อเข้ามาศึกษาระบบการเมืองไทยและยิ่งตอนนี้รัฐสวัสดิการเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในประเทศไทยอยู่ที่กล้าพอจะเปลี่ยนแปลงรึเปล่า
สวัสดีคะ ได้อ่านของคุณ ศรช.บ้านเอื้ออาทรคลองห้า นำเสนอ เท่าที่เห็นเงินภาษีของประเทศไทยเราที่เก็บไป ส่วนมากจะพัฒนาเรื่องวัตถุ มากกว่าเรื่องคน ทำให้คนยิ่งลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ คนรวยก็ล้นฟ้า คนจนก็จมดินไป แต่การจะปรับเปลี่ยน แล้วผู้มีอำนาจต้องเสียผลประโยชน์ซะเองนั้นเห็นจะยากคะ
คุณเมืองคอนครับ ชีวิตต้องสู้นั่น จริงครับ แต่บางคนทำไมต้องสู้หนักเกินสภาพ คงต้องช่วยผ่อนหนักให้เบาสำหรับเขาบ้าง
คุณ ศรช.บ้านเอื้ออาทร........ผมพิจารณาข้อเสนอด้วยความตั้งอกตั้งใจมาก เป็นจริงตามที่เอ่ยมาครับ แต่ก็ต้องหวนกลับไปสู่ช่วงต้นของข้อเสนอคือ นักการเมืองทุกระดับต้องไม่คอรัปชั่น เพราะนี่คือรากเหง้าที่ทำให้ความคิดดีดีหลายเรื่องไปไม่สำเร็จ ที่พูดว่าไปไม่สำเร็จเพราะไปได้บ้าง ด้วยนักการเมืองที่เอาเพียงรูปแบบมาใช้ภายใต้การโกงกินอย่างที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมก็หวังว่ารัฐสวัสดิการที่กำลังจะเดินไปนั้น จะเดินด้วยความระมัดระวังและยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่ไปด้วย
สำหรับการเรียนระดับปริญญาเอกนั้น ขอให้บรรลุตามที่ตั้งมั่นเป็น ดร.ที่ดีเพื่อร่วมพัฒนาประเทศของเราต่อไปนะครับ
คุณกีรติ์พรครับ ตราบใดที่ความเห็นแก่ตัวยังมีมากในเหล่านักการเมือง และการเมืองที่ยังต้องใช้เงินในการเข้าสู่อำนาจ การถอนทุนและโกงกินเพื่อตนเองและพวกพ้องก็จะยังดำรงอยู่เช่นเดิม การพัฒนาประเทศจะไปอย่างที่เป็นอยู่นี่ล่ะครับ อย่างไรเสียก็อย่าเพิ่งท้อครับ