การสงสารทำได้อย่างหนึ่งกับชีวิตเด็กที่ขาดโอกาสอย่างน้องเขา แต่ถ้าเราช่วยกันเปลี่ยนระบบของประเทศโดยไม่ยึดผลประโยชน์ของนักการเมืองของประเทศ หรือระบบอุปถัมป์ที่อยู่ภายในประเทศได้ผมว่าจะเป็นสิ่งที่ดีมากกว่า

เช่นรัฐบาลกลางสามารถที่จัดสวัสดิการสังคมเพื่อบังคับใช้ไปทั่วประเทศ

และทำหน้าที่บริการสังคมขนาดใหญ่อย่างกิจการตำรวจ การทหาร การศึกษาระดับอุดมศึกษา ฯลฯ ระดับรัฐบาลกลางยังมีรัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติด้วย

รัฐบาลภาค ดูแลการจัดหาสวัสดิการสังคมด้านสุขภาพ การประกันสุขภาพ การศึกษาชั้นมัธยม การคมนาคม และสิ่งแวดล้อมในมณฑล

เทศบาลท้องถิ่นทำหน้าที่จัดสวัสดิการขั้นมูลฐานให้ผู้คนในท้องถิ่น เช่น โรงเรียนชั้นประถม การดูแลผู้สูงอายุและเด็ก ห้องสมุดประชาชน ฯลฯ

เทศบาลท้องถิ่นและรัฐบาลภาคมีอิสระจากรัฐบาล สามารถกำหนดขนาดโรงเรียนประถมได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลกลาง แถมเทศบาลท้องถิ่นจัดสวัสดิการสังคมให้ผู้คนในเขตได้มากกว่าหน่วยปกครองระดับอื่น โดยจัดหาให้มากถึง ๔๖% ของรายจ่ายเพื่อสวัสดิการทั้งหมดในประเทศ

รัฐบาลกลางรับผิดชอบ ๔๐%

ส่วนรัฐบาลภาครับผิดชอบเพียง ๑๔%

ประเทศไทยตอนนี้มี อบต. และเทศบาลเล็กๆ มีอยู่ทั่วประเทศ มีประสิทธิภาพบ้าง ไม่ได้เรื่องบ้าง

ประเทศหนึ่งที่น่านำมาเป็นตัวอย่างเป็นรัฐสวัสดิการและยังคงไว้ซึ่งระบอบกษัตริย์

เดนมาร์กเจอปัญหานี้มาก่อน ก่อน พ.ศ.๒๕๕๐ เดนมาร์กมีเทศบาลมากถึง ๒๗๑ แห่ง เทศบาลเล็กๆ ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เดนมาร์กจึงปฏิรูปการปกครอง แบ่งเขตการปกครองซะใหม่ ให้เทศบาลใหญ่ขึ้น เทศบาลไหนเล็กก็ให้ยุบเข้าไปรวมอยู่กับเทศบาลใหญ่ ตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐ เทศบาลของเดนมาร์กเหลือเพียง ๙๘ แห่ง และเดิมผู้คนในเทศบาลมีเพียง ๒ แสน เดี๋ยวนี้แต่ละแห่งก็มีมากขึ้นเป็น ๓ แสน

การปฏิรูปการปกครองรวมไปถึงการยกเลิกการปกครองระดับมณฑล เพราะมีแต่มณฑลก็เล็กๆ แต่ให้แบ่งใหม่เป็นภาค มีทั้งหมด ๕ ภาค

รัฐบาลท้องถิ่นตั้งศูนย์จัดหางานร่วมกับรัฐบาลกลาง และดูแลคนตกงานที่ไม่มีประกันการว่างงาน เรื่องการคมนาคมและขนส่ง รัฐบาลท้องถิ่นเป็นคนสร้างถนนในท้องถิ่น ดูการจัดจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาให้บริการคมนาคม

แต่ให้รัฐบาลภาครับผิดชอบการก่อตั้งบริษัทดูแลการคมนาคม ระบบตั๋ว ค่าโดยสาร ฯลฯ ส่วนรัฐบาลกลางดูระบบรถไฟและวางแผนการทำถนนเชื่อมโยงไปทั้งประเทศ

รัฐบาลท้องถิ่นดูเรื่องการรักษา และให้การพักฟื้นที่ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ให้บริการด้านทันตกรรม ดูแลคนติดเหล้า ส่วน

รัฐบาลภาคให้บริการโรงพยาบาล จิตแพทย์ และการประกันสุขภาพ รัฐบาลกลางวางแผนดูแลสุขภาพ วางระบบคอมพิวเตอร์ในโรงพยาบาลให้เชื่อมโยงกันไปให้ได้ทั้งประเทศ

รัฐสวัสดิการอย่างเดนมาร์กต้องหาเงินเก่ง เงินส่วนใหญ่ก็มาจากภาษี ที่จริง เงินที่มาจากภาษีของผู้คนในประเทศไทยก็ไม่น้อย แต่เงินหายไปกับการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายของหน่วยงานรัฐบางแห่ง และหายไปกับค่าคอมมิชชั่น ๑๐-๓๐% ซึ่งตอนนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมเนียมไทยไปแล้ว

เดนมาร์กเป็นประเทศที่เก็บภาษีสูงที่สุดในกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรป ขอยกตัวอย่างรายรับจากภาษีของรัฐบาลเดนมาร์กให้ดูซัก ๑ ปี เอา พ.ศ. ๒๕๕๑ นี่ก็ได้

รายรับของรัฐด้านภาษีเงินได้จากประชากร ๕ ล้านคน มีมากถึง ๕๐๘,๕๐๓ ล้านโครนเดนมาร์ก ( ๒.๗ ล้านล้านบาท)

เงินประกันสังคมจากแรงงาน ๑๖,๘๔๐ ล้าน (๙ หมื่นล้านบาท)

เงินสมทบการประกันสังคมส่วนอื่นๆ ๔,๑๖๓ ล้าน (๒.๒ หมื่นล้านบาท)

ภาษีทรัพย์สิน ๓๖,๖๒๗ ล้าน (๒ แสนล้านบาท)

ภาษีสินค้าและบริการ ๒๓๗,๓๖๑ ล้าน (๑.๓ ล้านล้านบาท) ภาษีการผลิต ๑๓๙ ล้าน ( ๗๔๘ ล้านบาท)

รายรับรวมทางภาษี ๘๓๙,๖๓๓ ล้านโครนเดนมาร์ก ( ๔.๕ ล้านล้านบาท)

หลักของรัฐสวัสดิการทั่วโลก คือ ทำยังไงจะให้ทุกคนมีรายได้เท่าเทียมกัน ระบบที่ถูกนำมาใช้ก็คือ

ระบบอัตราภาษีแบบก้าวหน้าที่นำมาเก็บภาษีเงินได้

รายได้สูงสุดของรัฐบาลเดนมาร์กมาจากภาษีเงินได้

ใครไปอยู่เดนมาร์ก รัฐบาลกลางจะมาเก็บภาษีเงินได้จากเงินเดือนของท่าน เป็นภาษีอัตราก้าวหน้า

เสียกี่เปอร์เซ็นต์ก็ขึ้นอยู่กับเงินเดือนของท่าน ท่านมีรายได้ไม่เกินปีละ ๒๗๒,๖๐๐ โครนเดนมาร์ก (๑.๕ ล้านบาท)

รัฐบาลกลางเก็บภาษีท่านร้อยละ ๕.๐๔ หากรายได้อยู่ระหว่าง ๒๗๒,๖๐๐-๓๗๔,๒๐๐ โครน (๑.๕ - ๒ ล้านบาท)

รัฐบาลกลางเล่นภาษีท่านร้อยละ ๖ ใครมีรายได้เกินจาก ๓๔๗,๒๐๐ โครน หรือมากกว่า ๒ ล้านบาทขึ้นไป

โดนรัฐบาลกลางบังคับให้เสียภาษีร้อยละ ๑๕ เสียภาษีให้รัฐบาลกลางแล้ว

ต้องเสียให้กับรัฐบาลท้องถิ่นด้วย ใครจะไปอยู่เดนมาร์กต้องศึกษาภาษีท้องถิ่นให้ดี เพราะเก็บแตกต่างกันไปในแต่ละเทศบาล แต่ถ้าคิดโดยเฉลี่ยทั้งประเทศก็อยู่ที่ประมาณร้อยละ ๓๒.๕๗ ลูกจ้างจะโดนนายจ้างหักเงินเดือนอีกร้อยละ ๘

นายจ้างเอาเงินท่านไปเป็นรายจ่ายของรัฐบาลในการพัฒนาตลาดแรงงาน เอาไว้ใช้เพื่อให้การอบรมแรงงานให้มีความรู้ความสามารถ ในยามแรงงานต้องการความช่วยเหลือ เงินจำนวนนี้จะถูกนำออกมาช่วย เดนมาร์กเรียกเงินส่วนนี้ว่า เงินสมทบตลาดแรงงาน คนเดนมาร์กร้อยละ ๘๓ เป็นสมาชิกของโบสถ์ Folkekirken ใครอยู่เดนมาร์กต้องถูกเก็บภาษีไปให้โบสถ์ เพื่อนำไปใช้พัฒนาศาสนาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

คนเดนมาร์กไม่บ้าสมบัติ ไม่สะสมที่ดินขนาดมีเป็นหมื่นเป็นแสนไร่อย่างเศรษฐีไทย หรือมีบ้านช่องห้องหอเต็มไปหมด ทุกคนมีทรัพย์สินพอให้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข หลังจากทำงานหนักได้พักใหญ่แล้ว คนพวกนี้ไม่เอาเงินไปซื้อสมบัติบ้า

แต่เอาสตางค์ไปหาความสุขในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องเก็บไว้ยามแก่ชรา

เพราะรัฐบาลดูแลอย่างดีในวัยแก่ทุกอย่าง ผู้คนจากรัฐสวัสดิการจึงท่องเที่ยวเทียวไปทั้งโลก ผู้คนทั้งประเทศมีเพียง ๕ ล้านคน แต่มาเที่ยวเมืองไทยกันมาก

ลองดูตัวเลขที่นักท่องเที่ยวจากประเทศรัฐสวัสดิการมาเที่ยวเมืองไทยซีครับ พ.ศ.๒๕๕๑ คนเดนมาร์กมาเที่ยว ๑๔๙,๖๘๓ คน คนฟินแลนด์ ๑๕๕,๑๔๓ คน

และคนนอร์เวย์ ๑๒๔,๖๐๐ คน คนเดนมาร์กไม่หลงไหลได้ปลื้มในสมบัติบ้า เพราะทุกปี หน่วย SKAT จะไปประเมินราคาทรัพย์สินของประชาชน หากทรัพย์สินที่ครอบครองมีมูลค่าเกิน ๓,๐๔๐,๐๐๐ โครนเดนมาร์ก (๑๖.๔ ล้านบาท) ก็จะต้องเสียภาษีมูลค่าทรัพย์สินร้อยละ ๓ ของราคาทรัพย์สินที่ครอบครอง หากตีราคาแล้วมีมูลค่าน้อยกว่านั้น ก็โดนเก็บภาษีร้อยละ ๑ หากทำอย่างนี้ ทุกคนยิ่งอยากครอบครองทรัพย์สินให้น้อยลง โดนภาษีมูลค่าทรัพย์สินแล้ว คนเดนมาร์กยังต้องเสียภาษีทรัพย์สินอีก แต่ภาษีนี้รัฐบาลท้องถิ่นเก็บจากการถือครองทรัพย์สิน และแต่ละท้องถิ่นจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะเก็บเท่าใด

คนเดนมาร์กยังต้องเสียภาษีทางอ้อมอีก มีภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ก็เหมือนบ้านเรา เป็นภาษีการอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการ ที่เดนมาร์กเก็บสูงถึง ๒๕% ยังมีภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีศุลกากร และภาษีนำเข้า

เมืองไทยมีคนเลี่ยงภาษีเยอะ เพราะเราเห็นกันทุกวัน ว่าข้าราชการและนักการเมืองเอาภาษีของเราไปทำยังไง โกงกินคอรัปชั่นกันขนาดไหน จ่ายให้มากเท่าไร ก็หายไปอยู่ในกระเป๋านักอุปถัมภ์มากเท่านั้น

หวังว่าเมืองไทยคงจะเปลี่ยนแปลงเป็นรัฐไทยใหม่ได้โดยเก็บเงินไอ้พวกชอบสะสมหรือไอ้พวกรวยที่ผูกขาดการทำมาหากินไม่กี่บริษัทในประเทศไทย บริษัทเหล่านี้ต้องเก็บภาษีแบบอัตราก้าวหน้าเยอะๆ จะได้ไม่ใช่รวยอยู่แค่บริษัทเหล่านั้น

ผมคิดว่าคงเป็นไปได้ยากสักหน่อยเพราะพวกนี้เส้นใหญ่อยู่ในประเทศบริจาคให้ผู้มีบารมี หรือมีอำนาจนิดหน่อยดีกว่าไปเสียภาษีที่แพง ๆก็สามารถทำมาหากินอยู่กับความลำบากของคนรากหญ้าได้ชั่วลูกชั่วหลาน

ขอบคุณบทความที่ผมอ่านเจอทำให้ผมนำมาวิเคราะห์ระบบการเมืองไทยในอนาคตว่าถ้ามีโอกาสได้เรียนระดับ ดร. จะเรียนด้านใดเพื่อเข้ามาศึกษาระบบการเมืองไทยและยิ่งตอนนี้รัฐสวัสดิการเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในประเทศไทยอยู่ที่กล้าพอจะเปลี่ยนแปลงรึเปล่า