การนอนหลับ .....สภาพที่ทุกคนควรจัดการตนเองได้ ทำสำเร็จจะมีความสุข บางครั้งเรามองข้ามไป ลองหันกลับมามองใหม่อีกครั้ง

          การนอนหลับ  .....สภาพที่ทุกคนควรจัดการตนเองได้   ทำสำเร็จจะมีความสุข

          หลายคนมองผ่านการพักผ่อนของร่างกายโดยการนอนหลับไปอย่างที่คิดไม่ถึงว่ามีความสัญต่อการดำรงอยู่ของชีวิตนเอง  ชีวิตจึงมีสภาพที่แปรเปลี่ยนผิดปกติที่ทำให้เกิดความยุ่งยากในกาดำเนินชีวิตที่มองหาจุดที่จะทำการแก้ไขได้ยากตามมา

          การนอนหลับจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่เราไม่ควรมองข้ามไปเพราะ

สภาพร่างกายคนเราทุกคนเป็นเสมือนเครื่องจักรที่ต้องทำงาน ตลอดเวลา  ฉะนั้น การนอนก็เหมือนกับการให้เครื่องจักรได้หยุดพักก็เช่นกัน

          ร่างกายของคนเราจะอาศัยช่วงเวลานอนหลับซ่อมแซมและพักฟื้นตนเองปรับปรุงระบบต่างๆในร่างกายให้มีเสถียรภาพ เสริมสร้างความจำของสมองและขับของเสีย พร้อมทั้งสะสมพลังงานเพื่อใช้ในวันรุ่งขึ้น การนอนจัดเป็นส่วนที่ขาดเสียไม่ได้ของชีวิตคนเราจึงต้องใช้เวลา1ใน3ของชีวิตในการนอน
        การนอนหลับอย่างเพียงพอทั้งด้านระยะเวลาและคุณภาพการนอนหลับ(หลับลึก)จะเป็นหลักประกันสำคัญต่อการมีสุขภาพกายและใจที่ดีอีกทั้งยังเป็นด่านแรกของการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงที่นอนหลับ ร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนสำคัญหลายชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone,GH)มากกว่าช่วงที่ไม่นอนถึง 3 เท่า  ซึ่งมีผลสำคัญต่อการเจริญเติบโตและกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย
          นอกจากนี้การนอนหลับในแต่ละช่วงเวลามีความสำคัต่างกันต่อสุขภาพ เช่น

              การนอนหลับในช่วง 3 ทุ่ม - 5 ทุ่ม จะช่วยให้ระบบน้ำเหลืองขับของเสียได้ดีขึ้นพร้อมทั้งเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น
                  การนอนหลับสนิทในช่วง 5 ทุ่ม - ตี 1 จะช่วยให้ตับขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นให้เซลล์ผิวซ่อมแซมตัวเองและมีการผลัดเซลล์ใหม่ซึ่งจะเร็ววกว่าปกติถึง8เท่า
                  การนอนหลับในช่วงเที่ยงคืน - ตี 4 จะกระตุ้นให้ไขสันหลังสร้างเม็ดเลือดแดงอย่างมีประสิทธิภาพ
                   การนอนหลับในช่วงตี 1- ตี 3 จะกระตุ้นให้ถุงน้ำดีขับพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                      การหลับสนิทในช่วงตี 3 - ตี 5 จะส่งเสริมให้ปอดขับพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
              ฉะนั้น  การนอนไม่หลับเป็นประจำหรือคุณภาพการนอนหลับไม่ดีเท่าที่ควรจะส่งผลกระทบต่อทุกๆ ระบบของร่างกาย ทำให้เแก่ก่อนวัยและเพิ่มความเสี่ยงต่อหลายๆโรคเช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน ความจำเสื่อม โรคซึมเศร้า เป็นต้น
              คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่านอนไม่หลับหมายถึงตาค้าง กระสับกระส่ายอยู่บนที่นอน  แต่จริงๆ แล้วการนอนไม่หลับเป็นภาวะที่นอนไม่พอและยังหมายรวมถึงอาการ     ดังนี้ด้วย คือ
                    หลับยาก: ใช้เวลามากกกว่า 30 นาทียังไม่หลับ
                    หลับไม่ลึก: ระยะเวลาการนอนหลับลดลง
                    ตื่นบ่อย: ตอนกลางคืนตื่นเกินกว่า 2 ครั้ง และหลับต่อค่อนข้างยาก
                    ตื่นเช้าเกิน:เมื่อตื่นแล้วรู้สึกไม่สดชื่น
                    ฝันบ่อย:รู้สึกตนเองฝันอยู่ทั้งคืน
                    ตื่นง่าย: มีเสียงหรือแสงรบกวนเพียงนิดเดียวก็จะตื่น
                    คุณภาพการนอนไม่ดี: เวลานอนเพียงพอ แต่ตื่นขึ้นมารู้สึกไม่สดชื่น
                    อ่อนเพลียในวันรุ่งขึ้น: ง่วงเมื่อเวลาทำงาน รู้สึกมึนๆ งงๆสมองไม่ปลอดโปร่ง
          อาการนอนไม่หลับอาจเกิดขึ้นชั่วคราวในบางช่วงของชีวิต เช่นมีเรื่องเครียดๆอาการเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจ ผลข้างเคียงจากการใช้ยาเป็นต้น ามีอาการเกิน 1 เดือนให้ถือว่าเป็นอาการนอนไม่หลับชนิดเรื้อรัง ควรหาสาเหตุและรักษาอย่างจริงจัง

         เราจะต้องมีความรู้เบื้องต้นด้วยว่า ความต้องการในการนอนของแต่ละคนไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ  สิ่งแวดล้อมวิถีชีวิตและพันธุกรรม  เมื่อระยะเวลาหรือคุณภาพของการนอนไม่สอดคล้องกับความต้องการของร่างกาย  ร่างกายก็จะส่งสัญญาณหลายๆอย่างถึงเรา      ตัวอย่าง  เช่น        

                       รู้สึกอ่อนเพลียทั้งวันและงีบหลับในระหว่างวันบ่อยๆ
                        เวลาทำงานมีอาการง่วงเหงาหาวนอน ขาดสมาธิหรือมึนๆงงๆไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                         อารมณ์หงุดหงิด โกรธง่ายโดยไม่มีสาเหตุเพียงพอ
                         บางคนอาจหลับขณะตื่นโดยไม่รู้ตัว    

             แต่อย่างไรก็ตาม   การเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและวิถีชีวิตในปัจจุบัน  ก็ทำให้คนเราต้องแบ่งเวลานอนไปกับกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูทีวี เล่นคอมพิวเตอร์ทำงานหรือการสังสรรค์ ทำให้คนส่วนใหญ่ประสบปัญหานอนไม่พอและมักจะแก้ไขด้วยวิธีการนอนชดเชยในวันหยุด

              แต่ในความเป็นจริง  การนอนชดเชยในลักษณะที่ผิดไปจากช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้นก็ไม่อาจไปฟื้นฟูร่างกายจากผลกระทบของการนอนไม่พอที่สะสมเรื่อยมาได้ อีกทั้งยังไปทำให้สภาวะในร่างกายเกิดความสับสนซึ่งจะส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลียไม่สดชื่นในวันถัดไปได้

                ฉะนั้นเมื่อเราต้องการที่จะให้สภาวะร่างกายของเราให้เป็นไปตามปกติจึงจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการนอนให้เป็นไปตามช่วงเวลาการทำงานของแต่ละอวัยวะดังได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นจะเป็นการดีที่สุด

 

……………………………………………………………………………..

  แหล่งอ้างอิง.....http:www.enwei.co.th    15 กรกฏาคม  2553