ถ้าเราเพียงพอ ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง พื้นดินรอบบ้านเราจะเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น รับรองไม่อดอยาก

         

  

ดิฉันคงไม่ต้องบอกทุกท่านอีกแล้วว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระเจ้าแผ่นดินนั้น ดีอย่างไรในเชิงทฤษฎี แต่บันทึกนี้ดิฉันจะนำของจริงๆที่ดิฉันทำมากับมือเอง ว่ามันได้ผลเกินคาดในหลายๆมิติ เช่น

                1.มิติทางด้านอารมณ์ ดิฉันได้รับบทเรียนจากเรื่องนี้มาก ทำให้เรารู้สึกพอ ไม่ทะเยอทะยาน ไม่คิดแข่งกับใคร เอาเท่าที่ได้ กินเท่าที่มีกิน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำให้มีน้ำใจ สุขใจเมื่อเราได้มอบสิ่งที่เราทำมากับมือให้เพื่อนบ้าน ได้อยู่กับธรรมชาตินำชีวิตที่ห่างธรรมชาติกลับสู่ธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง ผลคือความสุขอย่างยั่งยืน

                2.มิติด้านเศรษฐกิจ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ดิฉันแทบไม่ต้องซื้ออะไรเลยหากดิฉันได้ทำนาอีกอย่างหนึ่ง หันไปรอบบ้านเรามีเกือบทุกอย่างให้เราเลือก เพียงด้วยนิสัยมนุษย์นั้นชอบที่จะไม่เลือกเอาในสิ่งที่มีอยู่

             ซึ่งหากมองตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก เหลือก็แบ่งปันให้เพื่อนบ้าน จากนั้นก็ขาย ดิฉันได้เห็นซึ่งข้อเท็จจริงอันนี้แล้ว ขณะนี้สิ่งที่ดิฉันปลูกไว้หลังบ้าน ได้แบ่งปันเพื่อนบ้านจนพร้อมที่จะขายได้แล้วค่ะ

              ทุกท่านที่เป็น แม่บ้าน พ่อบ้านคงตระหนักแล้วว่า ช่วงนี้ราคาพืชผักสูงมาก เรียกว่าราคาดีก็ได้ แต่ก็ขอเตือนทุกท่านว่าหากเห็นว่าอะไรราคาดี เราก็ไม่ควรตามกระแส เช่น ช่วงนี้ผักชีราคาแพงมาก หากทุกคนไม่พอเพียงคิดจะรวยอย่างเดียวลงทุนปลุกผักชีอย่างมากมาย คนอื่นๆก็คิดเช่นเรา สุดท้ายผักชีจะล้นตลาดกลายเป็นถูกจนขายแทบไม่ได้ คิดแบบพอเพียงก็คือไม่ปลูกมาก หากราคาถูกเราก็ไม่เจ็บตัว

              สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้กลับไปเยี่ยมแม่ ได้พบน้องสาว(ลูกพี่ลูกน้อง)คุยถึงเรื่องมะละกอ ว่ามีราคาแพงมาก แล้วข้อเท็จริงมะละกอคือส่วนประกอบหลักของอาหารพื้นบ้านคนอีสาน ความที่ดิฉันซื้อแต่ส้มตำ ไม่ค่อยได้ทำเองเลยไม่ทราบว่ามะละกอมีราคาแพงขนาดนี้ ก็เลยคิดว่าต่อไปนี้เราคงได้เงินจากมะละกอที่ปลูกไว้แล้ว ดิฉันมีข้อสังเกตว่ามะละกอที่เราซื้อพันธุ์จากร้านค้าส่วนใหญ่น่าจะเป็นสายพันธุ์ที่ทำ GMO (ตัดต่อพันธุกรรมแล้ว)เพราะว่าต้นไม่ใหญ่ ทนทานต่อโรค ให้ผลระยะสั้น แต่มะละกอที่ซื้อผลมาทานเองหว่านเมล็ดลงไปต้นใหญ่ ลูกดก ทนทานต่อโรคหรือไม่ยังไม่ชัดเจน ลักษณะดินก็สำคัญ ปลูกใกล้ๆครัวที่เราทิ้งอะไร่ต่อมิอะไรลงไปซึ่งกลายเป็นปุ๋ย ดินตรงนั้นจะดีมาก การปลูกพืชก็จะงาม

              ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือช่วงนี้แมลงที่กินพืชจะมีมากต้นไม้แทบแตกยอดไม่ได้เลย เพลี้ยเกิดขึ้นมากมาย ตั๊กแตนต่างๆลงมาร่วมบุฟเฟ่ในสวนกันสนุกสนาน จนพืชผักหลายชนิดคนแทบไม่ได้กินเลย ต้นมะรุมที่ปลูกไว้หลายวันก่อนเกิดหนอนตัวเล็กมากัดกินจนใบพรุนไปหมด คนสวน(ก็สามีนั้นแหละ)ตัดกิ่งทิ้งหมดเลย ก็เพื่อจะตัดวงจรของแมลงพวกนี้ ปรากฎว่ายอดอย่าได้ออกเลย “มะรุมมะตุ้ม” จนขึ้นไม่ได้ สุดท้ายก็นำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้คือ “น้ำส้มควันไม้” ได้ผลค่ะ

            เรื่องดินนี่ก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน ดิฉันสังเกตว่า ในพื้นที่เดียวกัน ต้นไม้เติบโตไม่เท่ากันแสดงว่า ดินมีปัญหา หากดิฉันตั้งโจทย์ถูก และตอบโจทย์ได้ก็ถือว่า เป็นการทดลองมีความก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง คือดิฉันจะใช้น้ำหมักชีวภาพมาแก้ดินที่มองว่ามีปัญหา ได้ผลอย่างไรจะแจ้งให้ทราบนะคะ

            ดิฉันขอยืนยันว่า ถ้าเราเพียงพอ ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง พื้นดินรอบบ้านเราจะเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น รับรองไม่อดอยาก อย่างน้อยลดรายจ่ายเพิ่มรายได้อย่างแน่นอน

 

นำทุกท่านชมสวนพอเพียงก่อนนะค่ะ

 

ภาพนี้มะละกอ กินแล้วทิ้ง

 

อยู่บริเวณที่ล้างถ้วยจาน

 

ตรงนี้จะมีไม้หลายชนิด รวมถึงพันธุ์ไม้ที่ชำไว้ด้วย

 

ภาพนี้มะละกอที่ซื้อพันธุ์มาปลูก ดินดีนะคะตรงนี้ต้นงาม แต่ผล?

 

อีกมุมหนึ่ง

 

มะรุมต้นนี้แหละค่ะที่คนสวนตัดแต่งกิ่ง

 

กล้วยหอมทอง แพะช่วยตัดแต่งเช่นกัน

 

ต้นด้านในมะตูมซาอุฯยอดแซ่บอีหลี

 

ตรงนี้ดินไม่ค่อยดี

 

ตรงนี้ดินดีคะ

 

มุมเดียวกันคะ

 

 

กระเพราแดง หอมกว่ากระเพราเขียว

 

แก้วมังกรกำลังให้ผล

 

น้อยหน่าได้กินทั้งปีอยู่ข้างที่ล้างจาน เป็นผลไม้ที่ไม่เคยซื้อเลย

 

นี่แหละคะ เป็นร่มเงาให้คนล้างจานด้วย

 

สองต้นถัดไปคือต้นแค

 

อีกมุมของต้นแค

 

ต้นดาหลา

 

รกเมื่อไหร่คนสวนตัดทุกที

 

ข่าคะ

 

ที่เห็นรกด้วยหญ้าตั้งใจนะคะเพราะเอาไว้คลุมแดดซึ่งร้อนมาก

 

พริกมีเหลือเฟือค่ะ

 

มะละกอที่ซื้อพันธุ์จากตลาด ข้างๆคือหญ้าแฝก

 

พริก-ตะไคร้หอม

 

ตั๊กแตนไม่แคร์ต้นแคของดิฉันเลย ฮือๆๆ