เมื่อโอกาสเดินทางมาถึง เราทุกคนก็ควรใส่ใจกับโอกาสนั้นๆ และกล้าพอที่จะกระโจนไปสู่การเรียนรู้ เพื่อเติบโตในโอกาสนั้นๆ

 

ปัจจุบัน-หากต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ หรือแม้แต่สถานะ ทั้งสูงขึ้น
หรือต่ำลง  ผมมักบอกกับตัวเองเสมอว่า “อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง”  หรือไม่ก็บอกย้ำกับ
ตัวเองอย่างหนักแน่นว่า “ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้น คือความท้าทายของชีวิต”
 

แน่นอนครับ- แรกเริ่มของการถูกปรับเปลี่ยนตามโครงสร้างการบริหารนั้น  เดิมทีผมก็หัวดื้อพอสมควร  ออกอาการเกเรบ่นนิดบ่นหน่อย ไปจนถึงบ่นมาก...
 

แต่ครั้นพอได้ลงสู่การงานนั้นๆ แล้ว  เมื่อเราเริ่มปรับตัวและปรับความคิดได้  การงานในตำแหน่งใหม่  ก็ดูเหมือนจะเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างไม่ยากเย็น  สิ่งเหล่านั้นคงต้องปรบมือให้กับตัวเองที่หาญกล้าสู่การเรียนรู้ตามกลไกการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ  รวมถึงการกล้าหาญที่จะท้าทายต่อการเปลี่ยนนั้นๆ อย่างไม่ทดท้อ
 

และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ  การปรบมือให้กับทีมงานที่กล้าหาญพอที่จะเปิดรับ “ผม” และเปิดรับต่อการ “เปลี่ยนแปลง”  ที่ผมนำพามาด้วย ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ
 

เช่นเดียวกับปัจจุบัน  ภายใต้โครงสร้างที่กำกับดูแลอยู่นั้น  ล่าสุด  ส่วนงานที่ผมเคยกำกับดูแลได้แตกหน่อเติบโตไปในวิถีที่วางกรอบไว้  แม้อันที่จริงจะเร็วไปกว่าที่ผมวางแผนไว้มากนัก  แต่ผมก็ถือว่า  เมื่อโอกาสเดินทางมาถึง  เราทุกคนก็ควรใส่ใจกับโอกาสนั้นๆ  และกล้าพอที่จะกระโจนไปสู่การเรียนรู้ เพื่อเติบโตในโอกาสนั้นๆ  ด้วยเช่นกัน 
 

เพราะผมเชื่อว่า  ในทิศทางใหม่นั้น  มีโครงสร้างรองรับชัดเจน  และในวิถีองค์กร  เราเองก็ต้องสร้าง "ผู้นำ" ในแต่ละรุ่นมารับช่วงอย่างไม่ขาดสาย  ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาสร้างแต่ “ผู้ตาม”  จนล้นองค์กร
 

ครับ-ผมพูดตามประสบการณ์ตรงของผม  เพราะในองค์กรที่สังกัดนั้น  ผมเคยสัญจรไปทำหน้าที่ หรือแม้แต่กำกับดูแลมาจนเกือบครบหมดแล้วก็ว่าได้  และนั่นยังไม่รวมถึงว่า  เคยได้สัญจรไปช่วยงานต่างองค์กรมาแล้วก็มาก  ซึ่งนี่กระมังที่เขาเรียกกันว่า “เปลี่ยนความคิด...ชีวิตก็เปลี่ยน”  เพราะเมื่อไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ...  อะไรๆ ก็ดูท้ายทาย และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด  มิหนำซ้ำมันยังพิสูจน์ความสามารถของเราไปในตัว  รวมถึงการเพาะบ่มอาวุธสมองของเราให้หลากหลายและแหลมคมมากขึ้นด้วยเช่นกัน


เช่นเดียวกับล่าสุดนั้น  ภายหลังมีส่วนงานที่ผมดูแลแตกหน่อก่อร่างไปเป็นกลุ่มงานใหม่  คงเหลือทรัพยากรบุคคลให้กำกับดูแลน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด  หากแต่ว่าภารกิจทั้งปวงนั้น  กลับไม่น้อยไปกว่าเดิม  ตรงกันข้ามกลับดูหนักหน่วงขึ้นเท่าตัว

ครับ-เราเหลือจำนวนคนน้อยลง  เราเหมือนแบกอะไรกันหนักขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด  ซึ่งผมก็ได้ย้ำกับลูกทีมต่อเนื่องเสมอมาว่า “นั่นก็คือความท้าทายของพวกเรา...นั่นคือความท้าทายในวิถีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ภายใต้กำลังคนอันน้อยนิด” 

 

ล่าสุดนั้น  ในโครงสร้างที่ผมกำกับดูแลอยู่นี้  มีการมอบหมายให้ทุกคนเป็น “หัวหน้างาน”  อย่างถ้วนหน้า  และให้แต่ละคนจับคู่เป็น “คู่หู”  ทำงานร่วมกันตามแนวคิด “สอนงาน...สร้างทีม” 
 

กระบวนการภายใต้โครงสร้างใหม่ที่ว่านี้ ก็ยอมรับแหละว่า หนักหนาพอสมควร  โดยเฉพาะบทพิสูจน์ของแต่ละคนในความเป็น “หัวหน้า”  และบทพิสูจน์ของแต่ละคนในความเป็น “ทีม”  หรือบทพิสูจน์ของแต่ละคน  อันหมายถึง “พัฒนาการ” สู่การเติบโตในการงานนั่นเอง
 

กรณีดังกล่าวนี้  ผมเปิดอกคุยกับลูกทีมท่านหนึ่ง  ด้วยเห็นว่า  ระยะหลังนั้นการทำงานของเขาดูจะสะดุดบ่อยขึ้น บางขณะก็ออกอาการแผ่วลงอย่างน่าใจหาย  จนใครๆ ในทีมงานก็กระโจนเข้าไปพยุงช่วยกันเป็นระยะๆ ...
 

เรื่องดังกล่าวนั้น  ผมสะท้อนทัศนะจากการ “จับอาการ”  ลูกทีมว่า  ตัวเขาเองกำลังอยู่ในห้วงปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงในบทบาทและหน้าที่ใหม่ๆ  รวมถึงการปรับตนเข้าสู่ความเป็น “ทีม”  ที่เขาอาจยังไม่ “คุ้นเคย”  เพราะก่อนนั้น  ต้องยอมรับว่าโครงสร้างและระบบที่เป็นอยู่  ได้สอนให้เขาทำงานในลักษณะกึ่งเบ็ดเสร็จ “คนเดียว” มาระยะหนึ่ง...เพราะเป็นการงานที่ใช้ทักษะเฉพาะทาง  และในวิถีที่ว่านั้น ก็แทบไม่ได้สร้าง “คู่หู”  มารองรับไว้ตั้งแต่ต้น
 

ความอ่อนล้าที่เกิดจากเขานั้น  ผมไม่ได้โทษเขา  แต่ก็พิพากษาตัวเองอยู่มาก  เพราะผมเองก็มีส่วนรับผิดชอบต่อ “วิถี”  เหล่านั้นพอสมควร  ดังนั้นผมจึงไม่อายที่จะพูดคุยและถามถึงแรงใจที่เหลืออยู่ในตัวตนของเขา...เพราะเกรงว่า หากปล่อยล่วงไปมากกว่านี้ บางทีเราอาจสูญเสียทั้ง “คนและงาน” ไปพร้อมๆ กัน
 

แต่ที่สำคัญที่สุด...

ก่อนหน้านั้น  ผมบอกกับเขาว่า  คนเราเมื่อถึงเวลาต้องโตมันก็ต้องโต (อย่างน้อยก็ได้รับโอกาสที่จะโต)  ซึ่งหมายถึงในวิถีการงานนั้น  มันปฏิเสธไม่ได้เสียทั้งหมดว่า ควรมีโอกาสได้เลือกอะไรตามอำเภอใจไปเสียทั้งหมด  ดูอย่างผมสิ-ลาออกก็บ่อย  ไม่เห็นใครให้ออก  มีงานใหม่ๆ  หรืองานใหญ่ๆ  ผมก็มักถูกโยนมาให้แบกอย่างไม่รู้จบ  จนทุกวันนี้แทบเรียกได้ว่าทำงานแบบลอยมาลอยไป  นั่งโต๊ะได้ไม่นาน  เพราะต้องสัญจรไปโน่นไปนี่อยู่ไม่เว้นว่าง  ต่างจากพวกเขา  มีงานเฉพาะทางให้ทำเพียงไม่กี่อย่าง  หากประสงค์จะเปลี่ยนใจ ทั้งอยากทำและไม่อยากทำ  ผมก็เชื่อว่า พวกเขาจะได้รับการอนุเคราะห์เช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย-....(ซึ่งมันต่างกับผมลิบลับจริงๆ)

 

แน่นอนครับ  ผมกำลังเติมในสิ่งที่เขาเคยพูดว่า “ความสุขที่แท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่ตนรัก”  แต่ครั้งนี้ผมเติม หรือขยายความไปว่า “มันจะดีมาก หากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น  มันกลายเป็นความรัก หรือเป็นอานิสงส์ความสุขของคนอื่นไปด้วย”  นั่นแหละนิยามความสุขในแบบฉบับของผม  และผมก็ปรารถนาให้เขามองในมุมที่กว้างขึ้นเท่านั้นเอง...

 

และเหนือสิ่งอื่นใด  ผมบอกกับเขาว่า  ห้วงเวลาเช่นนี้  คือห้วงเวลาแห่งการเติบโตของเขา- 

เพราะถ้าดูจากความอาวุโสที่มีอยู่  เมื่อผมก้าวลง  เขาก็ควรค่าต่อการรับช่วงขับเคลื่อนองค์กรและเป็นที่พึ่งพิงของ “ทีม” 

ดังนั้น  ผมฝากให้เขากลับไปคิดว่า“คนเราเมื่อถึงเวลาต้องโตมันก็ต้องโต”  ส่วนจะโตได้มากแค่ไหน  มันก็อยู่ที่ว่าใครแต่ละคนจะเปิดใจสู่การ “ใส่ใจ-ใฝ่รู้” สักกี่มากน้อย หรือแม้แต่การฝากให้เขาได้เก็บเอาวาทกรรมว่าด้วย “3 โต”  ไปขบคิดดังว่า

 

(๑)  โต..จากอายุงาน อันหมายถึง  เติบโตไปตามความอาวุโสแห่งการงาน

(๒)  โต..จากความรู้ อันหมายถึง เติบโตด้วยศักยภาพและความจัดเจนแห่งการงาน

(๓)  โต..จากศรัทธา อันหมายถึง เติบโตและนั่งอยู่ในหัวใจของทีมเป็นที่พึ่งพิงของลูกน้อง

 

นั่นคือ อีกเรื่องราวหนึ่งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างในองค์กร  และการเปลี่ยนแปลงจากภายในตัวตนของคนในองค์กรว่า...พร้อมหรือยังต่อการเรียนรู้ในวิถีแห่งความเปลี่ยนแปลงในบทบาทและหน้าที่  พร้อมๆ กับการฉายให้เห็นว่าตัวตนของแต่ละคน  พร้อมหรือยังกับการที่จะเติบโตในวิถีแห่ง “3 โต”