ปัจจุบัน-หากต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ หรือแม้แต่สถานะ ทั้งสูงขึ้น
หรือต่ำลง ผมมักบอกกับตัวเองเสมอว่า “อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง” หรือไม่ก็บอกย้ำกับ
ตัวเองอย่างหนักแน่นว่า “ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้น คือความท้าทายของชีวิต”
แน่นอนครับ- แรกเริ่มของการถูกปรับเปลี่ยนตามโครงสร้างการบริหารนั้น เดิมทีผมก็หัวดื้อพอสมควร ออกอาการเกเรบ่นนิดบ่นหน่อย ไปจนถึงบ่นมาก...
แต่ครั้นพอได้ลงสู่การงานนั้นๆ แล้ว เมื่อเราเริ่มปรับตัวและปรับความคิดได้ การงานในตำแหน่งใหม่ ก็ดูเหมือนจะเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างไม่ยากเย็น สิ่งเหล่านั้นคงต้องปรบมือให้กับตัวเองที่หาญกล้าสู่การเรียนรู้ตามกลไกการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ รวมถึงการกล้าหาญที่จะท้าทายต่อการเปลี่ยนนั้นๆ อย่างไม่ทดท้อ
และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ การปรบมือให้กับทีมงานที่กล้าหาญพอที่จะเปิดรับ “ผม” และเปิดรับต่อการ “เปลี่ยนแปลง” ที่ผมนำพามาด้วย ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ
เช่นเดียวกับปัจจุบัน ภายใต้โครงสร้างที่กำกับดูแลอยู่นั้น ล่าสุด ส่วนงานที่ผมเคยกำกับดูแลได้แตกหน่อเติบโตไปในวิถีที่วางกรอบไว้ แม้อันที่จริงจะเร็วไปกว่าที่ผมวางแผนไว้มากนัก แต่ผมก็ถือว่า เมื่อโอกาสเดินทางมาถึง เราทุกคนก็ควรใส่ใจกับโอกาสนั้นๆ และกล้าพอที่จะกระโจนไปสู่การเรียนรู้ เพื่อเติบโตในโอกาสนั้นๆ ด้วยเช่นกัน
เพราะผมเชื่อว่า ในทิศทางใหม่นั้น มีโครงสร้างรองรับชัดเจน และในวิถีองค์กร เราเองก็ต้องสร้าง "ผู้นำ" ในแต่ละรุ่นมารับช่วงอย่างไม่ขาดสาย ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาสร้างแต่ “ผู้ตาม” จนล้นองค์กร
ครับ-ผมพูดตามประสบการณ์ตรงของผม เพราะในองค์กรที่สังกัดนั้น ผมเคยสัญจรไปทำหน้าที่ หรือแม้แต่กำกับดูแลมาจนเกือบครบหมดแล้วก็ว่าได้ และนั่นยังไม่รวมถึงว่า เคยได้สัญจรไปช่วยงานต่างองค์กรมาแล้วก็มาก ซึ่งนี่กระมังที่เขาเรียกกันว่า “เปลี่ยนความคิด...ชีวิตก็เปลี่ยน” เพราะเมื่อไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ... อะไรๆ ก็ดูท้ายทาย และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด มิหนำซ้ำมันยังพิสูจน์ความสามารถของเราไปในตัว รวมถึงการเพาะบ่มอาวุธสมองของเราให้หลากหลายและแหลมคมมากขึ้นด้วยเช่นกัน
เช่นเดียวกับล่าสุดนั้น ภายหลังมีส่วนงานที่ผมดูแลแตกหน่อก่อร่างไปเป็นกลุ่มงานใหม่ คงเหลือทรัพยากรบุคคลให้กำกับดูแลน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด หากแต่ว่าภารกิจทั้งปวงนั้น กลับไม่น้อยไปกว่าเดิม ตรงกันข้ามกลับดูหนักหน่วงขึ้นเท่าตัว
ครับ-เราเหลือจำนวนคนน้อยลง เราเหมือนแบกอะไรกันหนักขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผมก็ได้ย้ำกับลูกทีมต่อเนื่องเสมอมาว่า “นั่นก็คือความท้าทายของพวกเรา...นั่นคือความท้าทายในวิถีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ภายใต้กำลังคนอันน้อยนิด”
ล่าสุดนั้น ในโครงสร้างที่ผมกำกับดูแลอยู่นี้ มีการมอบหมายให้ทุกคนเป็น “หัวหน้างาน” อย่างถ้วนหน้า และให้แต่ละคนจับคู่เป็น “คู่หู” ทำงานร่วมกันตามแนวคิด “สอนงาน...สร้างทีม”
กระบวนการภายใต้โครงสร้างใหม่ที่ว่านี้ ก็ยอมรับแหละว่า หนักหนาพอสมควร โดยเฉพาะบทพิสูจน์ของแต่ละคนในความเป็น “หัวหน้า” และบทพิสูจน์ของแต่ละคนในความเป็น “ทีม” หรือบทพิสูจน์ของแต่ละคน อันหมายถึง “พัฒนาการ” สู่การเติบโตในการงานนั่นเอง
กรณีดังกล่าวนี้ ผมเปิดอกคุยกับลูกทีมท่านหนึ่ง ด้วยเห็นว่า ระยะหลังนั้นการทำงานของเขาดูจะสะดุดบ่อยขึ้น บางขณะก็ออกอาการแผ่วลงอย่างน่าใจหาย จนใครๆ ในทีมงานก็กระโจนเข้าไปพยุงช่วยกันเป็นระยะๆ ...
เรื่องดังกล่าวนั้น ผมสะท้อนทัศนะจากการ “จับอาการ” ลูกทีมว่า ตัวเขาเองกำลังอยู่ในห้วงปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงในบทบาทและหน้าที่ใหม่ๆ รวมถึงการปรับตนเข้าสู่ความเป็น “ทีม” ที่เขาอาจยังไม่ “คุ้นเคย” เพราะก่อนนั้น ต้องยอมรับว่าโครงสร้างและระบบที่เป็นอยู่ ได้สอนให้เขาทำงานในลักษณะกึ่งเบ็ดเสร็จ “คนเดียว” มาระยะหนึ่ง...เพราะเป็นการงานที่ใช้ทักษะเฉพาะทาง และในวิถีที่ว่านั้น ก็แทบไม่ได้สร้าง “คู่หู” มารองรับไว้ตั้งแต่ต้น
ความอ่อนล้าที่เกิดจากเขานั้น ผมไม่ได้โทษเขา แต่ก็พิพากษาตัวเองอยู่มาก เพราะผมเองก็มีส่วนรับผิดชอบต่อ “วิถี” เหล่านั้นพอสมควร ดังนั้นผมจึงไม่อายที่จะพูดคุยและถามถึงแรงใจที่เหลืออยู่ในตัวตนของเขา...เพราะเกรงว่า หากปล่อยล่วงไปมากกว่านี้ บางทีเราอาจสูญเสียทั้ง “คนและงาน” ไปพร้อมๆ กัน
แต่ที่สำคัญที่สุด...
ก่อนหน้านั้น ผมบอกกับเขาว่า คนเราเมื่อถึงเวลาต้องโตมันก็ต้องโต (อย่างน้อยก็ได้รับโอกาสที่จะโต) ซึ่งหมายถึงในวิถีการงานนั้น มันปฏิเสธไม่ได้เสียทั้งหมดว่า ควรมีโอกาสได้เลือกอะไรตามอำเภอใจไปเสียทั้งหมด ดูอย่างผมสิ-ลาออกก็บ่อย ไม่เห็นใครให้ออก มีงานใหม่ๆ หรืองานใหญ่ๆ ผมก็มักถูกโยนมาให้แบกอย่างไม่รู้จบ จนทุกวันนี้แทบเรียกได้ว่าทำงานแบบลอยมาลอยไป นั่งโต๊ะได้ไม่นาน เพราะต้องสัญจรไปโน่นไปนี่อยู่ไม่เว้นว่าง ต่างจากพวกเขา มีงานเฉพาะทางให้ทำเพียงไม่กี่อย่าง หากประสงค์จะเปลี่ยนใจ ทั้งอยากทำและไม่อยากทำ ผมก็เชื่อว่า พวกเขาจะได้รับการอนุเคราะห์เช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย-....(ซึ่งมันต่างกับผมลิบลับจริงๆ)
แน่นอนครับ ผมกำลังเติมในสิ่งที่เขาเคยพูดว่า “ความสุขที่แท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่ตนรัก” แต่ครั้งนี้ผมเติม หรือขยายความไปว่า “มันจะดีมาก หากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น มันกลายเป็นความรัก หรือเป็นอานิสงส์ความสุขของคนอื่นไปด้วย” นั่นแหละนิยามความสุขในแบบฉบับของผม และผมก็ปรารถนาให้เขามองในมุมที่กว้างขึ้นเท่านั้นเอง...
และเหนือสิ่งอื่นใด ผมบอกกับเขาว่า ห้วงเวลาเช่นนี้ คือห้วงเวลาแห่งการเติบโตของเขา-
เพราะถ้าดูจากความอาวุโสที่มีอยู่ เมื่อผมก้าวลง เขาก็ควรค่าต่อการรับช่วงขับเคลื่อนองค์กรและเป็นที่พึ่งพิงของ “ทีม”
ดังนั้น ผมฝากให้เขากลับไปคิดว่า“คนเราเมื่อถึงเวลาต้องโตมันก็ต้องโต” ส่วนจะโตได้มากแค่ไหน มันก็อยู่ที่ว่าใครแต่ละคนจะเปิดใจสู่การ “ใส่ใจ-ใฝ่รู้” สักกี่มากน้อย หรือแม้แต่การฝากให้เขาได้เก็บเอาวาทกรรมว่าด้วย “3 โต” ไปขบคิดดังว่า
(๑) โต..จากอายุงาน อันหมายถึง เติบโตไปตามความอาวุโสแห่งการงาน
(๒) โต..จากความรู้ อันหมายถึง เติบโตด้วยศักยภาพและความจัดเจนแห่งการงาน
(๓) โต..จากศรัทธา อันหมายถึง เติบโตและนั่งอยู่ในหัวใจของทีมเป็นที่พึ่งพิงของลูกน้อง
นั่นคือ อีกเรื่องราวหนึ่งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างในองค์กร และการเปลี่ยนแปลงจากภายในตัวตนของคนในองค์กรว่า...พร้อมหรือยังต่อการเรียนรู้ในวิถีแห่งความเปลี่ยนแปลงในบทบาทและหน้าที่ พร้อมๆ กับการฉายให้เห็นว่าตัวตนของแต่ละคน พร้อมหรือยังกับการที่จะเติบโตในวิถีแห่ง “3 โต”
ท่านอ.แผ่นดิน
ใช่เลยค่ะ บันทึของท่านทำให้ได้เรียนรู้มากมายค่ะ
“คนเราเมื่อถึงเวลาต้องโตมันก็ต้องโต” ส่วนจะโตได้มากแค่ไหน มันก็อยู่ที่ว่าใครแต่ละคนจะเปิดใจสู่การ “ใส่ใจ-ใฝ่รู้”
“เปลี่ยนความคิด...ชีวิตก็เปลี่ยน”
สวัสดีครับ อ.ท้องฟ้า
เรื่องเล่าในบันทึกนี้ เป็นอีกเรื่องเล่าที่มาจากกระบวนการ หรือวิถีแห่งการ "จับอาการลูกทีม" ของผม เราคุยกันเช่นนั้นจริง โดยเฉพาะเรื่อง "3 โต" เพราะถือว่าเป็นอีกภาพสะท้อนหนึ่งที่แต่ละคนต้องถามและสำรวจตัวเองให้ชัดเจนว่าอยู่ ณ จุดใด
การงาน ผมยอมรับว่า เราย่อมมีสิทธิ์ได้เลือกทำในสิ่งที่ตนรัก แต่สิ่งสำคัญก็คือ มันสิ้นสุดที่ตัวเราจริงหรือ...คนเราเป็นสัตว์สังคม เราล้วนมีภารกิจแห่งการแบกรับสังคมไปโดยปริยายอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าหนักเบา ก็เป็นไปตามบทบาทและสถานะในองค์กรนั้นๆ เป็นสำคัญ
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ พี่นงนาท สนธิสุวรรณ
บอกได้สั้นๆ แต่เพียงว่า "รักในหลวง..และรักแผ่นดินสยามเป็นที่สุด"
...ขอบพระคุณครับ..
ตามมาเป็นกำลังใจและเรียนรู้ครับอาจารย์
ยังคงระลึกถึงเสมอในมิตรภาพครับ
สวัสดีครับ อ.เสียงเล็กๆ فؤاد
วันเวลาเคลื่อนไปตามกาลเวลา..
ความศรัทธาในมิตรภาพ ก็เติบโตไปเช่นกัน
เป็นกำลังใจให้ เช่นกัน นะครับ
ขอบคุณนะค่ะ...ที่จบด้วย 3 โตแบบโดนใจ....ความสุขที่แท้จริงคือการได้ทำงานที่เรารัก....
มาเรียนรู้จากงานเขียนที่โดนใจ
สรุปตอนจบได้ดี "3 โต"
(๑) โต..จากอายุงาน อันหมายถึง เติบโตไปตามความอาวุโสแห่งการงาน
(๒) โต..จากความรู้ อันหมายถึง เติบโตด้วยศักยภาพและความจัดเจนแห่งการงาน
(๓) โต..จากศรัทธา อันหมายถึง เติบโตและนั่งอยู่ในหัวใจของทีมเป็นที่พึ่งพิง
ของลูกน้อง
ต้องนำไปวิเคราะห์ต่อ ในองค์กรปัจจุบัน เรา โตได้กี่โต .....มีตัวชี้วัดด้วยไหม?
จะได้พิสูจน์ชัดๆไปเลย อิๆๆๆ ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ noktalay
ว่าด้วยเรื่อง 3 โต..นั้น...
เป็นโจทย์จากที่น้องเขาเปรยว่า "ผมจำเป็นต้องโต" มั๊ย ผมเลยถือโอกาสเล่าให้ชัดว่า ทุกคนได้รับโอกาสเช่นนั้นเท่ากันหมด ส่วนใครจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวตนของแต่ละคน สำหรับผม ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเสมอภาคให้ได้มากที่สุด เมื่อมอบโอกาสให้เท่าเทียมกัน หากถึงวันที่ต้องเลือกใครสักคนมาอยู่แทนในที่ที่เราเป็นอยู่ อย่างน้อยเราก็สบายใจว่า วันเวลาที่ผ่านมา เราได้มอบโอกาสให้เขา และเตรียมเขามาในระยะหนึ่งแล้ว ส่วนเขาจะได้อะไร หรือมีทุนจากวาทะ "3 โต" กี่มากน้อย ผมก็ยังยืนยันว่า ภายใต้ระบบการสอนงานและสร้างทีมที่ดี ทุกอย่างก็อยู่ที่ตัวตนของแต่ละคนอยู่วันยังค่ำ ว่าเปิดรับ...เปิดใจ หรือแม้แต่มีขีดความสามารถในการพัฒนาตนเองมาก หรือน้อยเป็นสำคัญ-
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ..อ.ดาวเรือง
แน่นอนครับว่าด้วยเรื่อง "3 โต" ที่ผมหยิบมาเป็นวาทกรรมนั้น ถุกกำหนดจากมุมมองความคิด หรือวิธีคิดและวิธีสอนงานของผมเอง ตัวชี้วัดอาจไม่ชัดนัก แต่จริงๆ มันสะท้อนอะไรพอสมควร เป็นต้นว่า
-โตจากอายุงาน...มันชัดเจนอย่างน้อยก็ตอบโจทย์เรื่องความเป็นสังคมแห่งการงานของเมืองไทยไม่น้อย เพราะเราเชื่อในวัฒนธรรม "ก่อนหลัง" พอสมควร แต่มันก็คนละความหมายกับ "อาวุโส" ในสังคม เพราะคำหลังวัดจากอายุของคน ส่วนคำแรกผมวัดจากอายุงาน เป็นที่ตั้ง...
-โตจากความรู้...ตรงนี้ชี้ชัดเรื่องความความรู้ ความสามารถ ความสันทัด ความชัดเจนในสิ่งที่ตนปฏิบัติ-รู้จริง-รู้ชัด-ปฏิบัติได้ ในมุมมองของผม ก็ไม่ติดยึดว่าทำงานมานาน เพราะคนที่อยู่นาน ก็ใช่ว่าจะ "ชำนาญการ" เสมอไป บางที,มาใหม่ ไม่ใช่แค่ไฟแรง แต่อาจรู้จริง รู้ชัดและปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่ทำงานมานานกว่าก็เป็นได้
-โตจากศรัทธา ...ตรงนี้ผมว่าชัดเจนที่สุด มันอาจหมายถึงบารมี หรือมันอาจจะหมายถึงการได้รับความเคารพนับถือ เป็นที่รักที่เชื่อมั่นของคนรอบข้าง เป็นแม่ทัพที่นั่งในใจของลูกน้องก็ไม่ผิด เพราะผมเชื่อว่า สังคมวันนี้ ยังต้องมีผู้นำ ไม่ใช่ว่าเชื่อผู้นำแล้วองค์กรพ้นภัย แต่ผมเชื่อว่า ผู้นำที่ดี คือคนดี..ที่ชนะใจลูกน้อง ย่อมนำพาผู้คนไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะทุกคนพร้อมใจ "ลงเรือลำเดียวกัน" หรือเพราะทุกคนเป็น "คนบ้านเดียวกัน" ...
...
ครับ ไม่รู้ชัดมั๊ย..ดูยังเป็นจินตนาการอยู่เลยใช่ไหมครับ
แต่ก็ยืนยันว่า ผมพูดกับลูกทีมในนิยามของผมเช่นนั้น จริงๆ...
...ขอบคุณครับ
สวัสดีคะ อาจารย์แผ่นดิน
ขอบคุณสำหรับข้อคิด และเรื่องราวดีดี ว่าด้วย “ความเปลี่ยนแปลง” และ วาทะ “3 โต” เรือ่งดอกาสดีดี ผ่านมาบ่อยๆๆ แต่โอกาสเหล่านั้น มีแต่ใช้เวลา พี่สุยิ่งไม่ค่อยจะมีเวลาติดเลี้ยงเหลน ลูกหลานสาว เลี้ยงตั้งแต่ออก จนได้ 8 เดือน แม่เด็กไปทำงาน แต่ก่อนพี่สุ แก่แล้ว ยังไปศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตต่อ ไม่ละทิ้งโอกาส เพราะเวลาพอมี พอแบ่งปัน พึ่งจบมหาวิทยาลัยชีวิตราชภัฎพระนคร เรียนสาขา สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ระดับปริญญาตรี ใครๆก็ว่าพี่สุจะเรียนมาเล่นการเมืองท้องถิ่น แท้จริงแล้ว อยากรู้ว่าสาขานี้ เป็นเช่นไร
-และสาขานี้เขาก็สอนการเป็นผู้นำ เรียนมาแล้ว พี่สุ ก็เป็นได้แค่เพียง “ผู้นำแน” จากการอ่านเรื่องราว การเป็นผู้นำ ของอาจารย์แล้ว ก็ได้ข้อคิดเสริมว่า อย่าสอนให้เขาเป็นแต่ผู้ตาม ให้พยายามเป็นผู้นำด้วย
-มันเป็นงานที่ท้าทาย ที่อาจารย์เลือกใช้ตัวตั้ง “เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน”พี่สุก็ถูกสอนการให้เป็นผู้นำ ที่อาจารย์กล่าวมาทั้งมหเหมือน มาสร้างจิตสำนึกให้กับพี่สุ การที่จะเป็นผู้นำ แล้วก็สร้างผู้นำ มันอาจจะลำบากถ้าคนไม่ยอมรับ แต่เผอิญว่า อาจารย์ได้รับการยอมรับ และบอกลุกทีมว่ามันเป็นความท้าทาย
-คนเรา เมื่อสมควรโต ก็ต้องโต ช่างได้ใจพี่สุเหลือเกินคะ เพราะมีบางคนไม่ยอมโต และยอมเป็นลูกแหง่ ลูกแหล่ง ใช่ไหมภาษาบ้านเรา แต่เราต้องการสร้าง เพราะเห็นศักยภาพของเขา
-ที่พี่สุอ่านมาทั้งหมดไม่ทราบว่าพี่สุเข้าใจถูกหรือเปล่า การสร้างผู้นำ ในหัวใจหลัก การพิจารณาตนเอง ใช้หลัก 3 โต แล้วก็ยังมี ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ เพื่อการพัฒนาการเป็นผู้นำ หลังจากที่เป็นผู้ตามมานานพอสมควรแล้ว
-ขอบคุณมากนะคะ ความสุขที่แท้จริง คือการทำงานที่เรารัก แต่คนอื่นเลือกให้ ก็ยอมรับ ถ้าทำได้
สวัสดีครับ นายก้ามกุ้ง
ผมเองก็ใช้ชีวิตด้วยแนวคิดเดียวกันคือ "เดินหน้าเข้าหาโอกาส..." ผมอาจจะเป็นคนปะเภทอดทนน้อยไปหน่อย แต่ก็ชอบสะสาง และเผชิญหน้ากับวิกฤต ดูมันท้าทายและเป็นรสชาติของการใช้ชีวิต
และที่สำคัญก็เหมือนที่คุณบอกนั่นแหละครับ
การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดปัญหาตามมา แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ทำให้เราค้นพบทั้งตัวเอง และผู้อื่น
...
เรากลัวการเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น นั่นคือความจริงของสัตว์สังคม แต่ความกลัวนั่นแหละ คือหินถ่วงให้ชีวิตไม่สามารถเดินฝ่าไปยังวันข้างหน้าได้...ท้ายที่สุดก็จ่อมจมอยู่กับที่อย่างน่าเสียดาย
ซึ่งมันก็จริงนะครับ ความเปลี่ยนแปลงในสายงาน คือภาพสะท้อนหนึ่งของการพิสูจน์ศักยภาพของเราเอง ว่าทำได้กี่มากน้อย...รู้และเรียนรู้ได้ดีแค่ไหน...ฯลฯ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
ด้วยมุ่งหวังอยากโตทั้ง 3 โต
(๑) โต..อายุงาน อันหมายถึง เติบโตไปตามความอาวุโสแห่งการงาน
(๒) โต..ความรู้ อันหมายถึง เติบโตด้วยศักยภาพและความจัดเจนแห่งการงาน
(๓) โต..ศรัทธา อันหมายถึง เติบโตและนั่งอยู่ในหัวใจของทีมเป็นที่พึ่งพิงของเพื่อนร่วมงาน
นี่เป็นกิเลสเบื้องต้นของตัวเองค่ะ สบายดีนะคะ
สวัสดีค่ะอาจารย์แผ่นดิน
คนส่วนใหญ่มักจะกลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะมีความรู้สึกว่าจะไม่ปลอดภัย หรือคุ้นเคยกัยสิ่งเดิมๆ จนชิน ไม่อยากรับผิดชอบหรือต้องเผชิญกับสิ่งใหม่ ปัญหาใหม่ หรือกลัวความผิดพลาด หากรู้ไม่ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นคือความท้ายทาย และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด มิหนำซ้ำมันยังพิสูจน์ความสามารถของเรา รวมถึงการเพาะบ่มอาวุธสมองของเราให้หลากหลายและแหลมคมมากขึ้น ดังที่อาจารย์ได้กล่าวไว้
ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงในองค์กร หากเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น... อาจเกิดการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องดูความพร้อมและบริบทขององค์กรหลายๆ ด้านประกอบกันด้วย คงคล้ายวิถี 3 โต
“ความสุขที่แท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่ตนรัก” : มันจะดีมาก หากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น มันกลายเป็นความรัก หรือเป็นอานิสงส์ความสุขของคนอื่นไปด้วย” นิยามความสุขในแบบฉบับของอาจารย์แผ่นดิน.. ขอบอกว่ามันคล้ายๆ กันกับนิยามของครูใจดีค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องจริงมากๆ ถ้าทำด้วยใจที่ไม่รักไม่ชอบ จะมีความสุขได้อย่างไร?
* ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีครับ KRUJOY (ครูจ่อย)
สวัสดีครับ พี่สุ-มหาวิทยาลัยชีวิต ที่ไม่มีวันปิดทำการ
อ่านข้อคิดพี่สุคราใด ผมรู้สึกว่าเป็นกระบวนการถอดความ-และเติมเต็มข้อเขียนของผม หรือแม้แต่ใครๆ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ยิ่งในบันทึกของผมที่มุ่งรำพึงรำพันเล่าเรื่องแบบรวมๆ เช่นนี้ พอได้พี่มาแลกเปลี่ยนก็ทำให้บันทึกมีคุณค่าขึ้นมหาศาลเลยทีเดียว
ความเปลี่ยนแปลงเป็นความท้าทายที่ดี
และคนเราก็ต้องพร้อมเสมอ สำหรับความเปลี่ยนแปลง
ท่านแผ่นดิน "โต" ได้สมบูรณ์แบบแล้วนี่คะ
..สวัสดีครับ
..ขอยืมลิขสิทธิ์..ทางความคิดอาจารย์ไปใช้นะครับ..
..มีแต่คนตามเท่านั้น..ที่เห็นหลังผู้นำ
..ขอบคุณครับ