ในการยอมรับนวัตกรรม ควรดูที่ผล ไม่ควรไปยึดติดถึงที่มา

     ตอนนี้ ผมทำโครงการหนึ่งมีรูปแบบของโครงการที่มาจากประเทศไต้หวัน  หลายๆคนก็โอเคครับ  จะมีบางคนที่ต่อต้าน


     ที่ต่อต้านก็มักอ้างว่า เป็นของไต้หวัน  ไม่น่าจะนำมาใช้ในไทย


     บางคน  ผมเชิญชวนเข้าโครงการ  เขาบอกว่าเคยไปดูมาแล้ว ก็ยอมรับว่าได้ผลดี   แต่เขาไม่ชอบเพราะเป็นของไต้หวัน  เขาจึงไม่เข้าโครงการ ขอเป็นแบบเดิม


    คนที่ไม่เห็นด้วย   ผมว่ามักจะติดที่รูปแบบ  ติดที่เปลือก  ติดที่ชื่อ  จึงไม่เปิดกว้าง  ไม่ยอมมองไปที่เนื้อหา หรือ มองที่ผล  


      จากการสังเกต ผมก็พบว่านวัตกรรมที่มาจากไต้หวัน   เขามีการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่ดี  สามารถพัฒนาเด็กให้มีคุณธรรมได้จริง  เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม     เพียงแค่นี้  ก็น่าจะโอเคแล้วละครับ   ทำไมต้องไปติดใจถึงที่มาด้วย  ว่ามาจากไต้หวัน  จึงไม่ยอมรับ


     บางครั้งนะครับ  นวัตกรรมที่มาจากตะวันตก  มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ   ขั้นตอน วิธีการ  ก็ใช้คำเป็นภาษาอังกฤษ   พวกเราก็มักจะเชื่อและศรัทธากันอย่างเอาจริงเอาจัง  โดยไม่สนใจว่าืทำแล้วจะได้ผลหรือไม่   บางที ทำแล้วไม่ได้ผล  ก็ยังฝืนๆทำกันไปอย่างนั้น  เพราะว่าเป็นนวัตกรรมภาษาอังกฤษ

 

     ทำให้ผมนึกถึงข้อคิดของอาจารย์ท่่านหนึ่ง ที่ว่า


    "แนวคิดที่ดีมากมาย กลับติดขัดที่คนส่วนมาก คนอื่นว่าอย่างไรก็ว่าตาม ไม่ได้คิดวิเคราะห์ในเชิงลึกอย่างแท้จริง หรือยังมีทัศนคติแบบเดิมๆ ทำให้ยากต่อการผลักดัน"


     ครับบางที  เราก็มักจะมองตามๆกันที่นิ้วชี้ครับ  แทนที่จะมองลึกไปที่ดวงจันทร์  โดยคิดไปว่านิ้วชี้นั้นคือดวงจันทร์