"สัมภาระที่ผมแบกค้างเอาไว้... หากใครต้องการจะรับช่วงต่อแล้วดูแลมันให้จบ ผมก็ไม่ว่า แต่โปรดดูแลลูกทั้งสองคนของผมให้ดีที่สุดเหมือนเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

ชีวิตในประเทศที่สาม

 

ภาพ "จะไปประเทศที่สาม" โดยเด็กชาวปกาเกอะญอ ค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ

 

                                                 เปชา

 

"สัมภาระที่ผมแบกค้างเอาไว้... หากใครต้องการจะรับช่วงต่อแล้วดูแลมันให้จบ ผมก็ไม่ว่า แต่โปรดดูแลลูกทั้งสองคนของผมให้ดีที่สุดเหมือนเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง"

คือคำพูดของสามีฉันที่ส่งผ่านสายโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ เพื่อบอกความรู้สึกของเขากับผู้ชายที่ขอฉันแต่งงาน

ก่อนอื่น ฉันขอเล่าสาเหตุที่ทำให้ฉันต้องเดินทางมายังประเทศที่สามให้คุณได้ฟังสักหน่อย ฉันเป็นผู้ลี้ภัยในค่ายผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย ในวัย 26 ปี ฉันแต่งงานและมีลูกสาวที่น่ารักสองคน ครอบครัวของเราน่าจะเป็นครอบครัวที่มีความสุข หากลูกสาวคนเล็กไม่เป็นโรคประหลาดเสียก่อน ทุกครั้งที่อาการกำเริบ แขนขาของเธอจะอ่อนแรง เนื้อตัวซีดเหลือง ในที่สุดเธอก็หมดสติไป แม้อาการจะไม่หนักไปกว่านี้แต่ก็กำเริบวันเว้นวันจนคนเป็นแม่อย่างฉันนิ่งดูอยู่ไม่ได้ ฉันพยายามพาลูกสาวไปรักษากับหมอหลายคน ทั้งในค่ายผู้ลี้ภัย ในตัวอำเภอ แม้กระทั่งโรงพยาบาลในประเทศพม่า แต่ไม่ว่าหมอคนไหนก็วินิจฉัยโรคที่ลูกสาวฉันเป็นไม่ได้

ความหวังสุดท้ายของฉันคือการพาเธอไปรักษาตัวยังประเทศที่สาม ฉันตัดสินใจเรียกสามีกลับจากการทำงานที่กรุงเทพฯ เมื่อเขากลับมาฉันจึงบอกเขาว่าฉันจะพาลูกไปรักษาที่ประเทศที่สาม เรื่องน่าจะจบตรงพวกเราสี่คน พ่อ แม่ ลูก เดินทางไปประเทศที่สามด้วยกัน แต่เพราะสามีของฉันไม่มีบัตรยูเอ็น* เขาจึงไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศกับเราได้ เราปรึกษากันอยู่นาน สุดท้ายเขาบอกกับฉันว่า "หากต้องการจะไปเพื่อรักษาอาการป่วยของลูกจริง ๆ ก็ไปเถอะ ผมจะอยู่ที่นี่เอง"

แต่เมื่อถึงประเทศที่สาม ความหวังในการรักษาโรคประหลาดของลูกสาวพลันดับวูบ หมอที่นี่ก็ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูยิ่งแย่ลงเมื่อสิ้นสุดเวลาสามเดือนที่รัฐบาลของประเทศนี้ให้ความช่วยเหลือ ฉันต้องหางานทำแต่ใจก็ยังห่วงว่าหากอาการของลูกสาวกำเริบใครจะเป็นคนดูแล คิดแล้วได้แต่นั่งน้ำตาไหล ฉันได้แต่โทรศัพท์เพื่อระบายเรื่องราวต่าง ๆ ให้สามีฟัง เขาบอกฉันว่าอย่ามัวแต่นั่งเศร้าอยู่เลยจงพยายามทำทุกอย่างเพื่อลูก พูดได้ว่าฉันผ่านทุกวันไปได้ด้วยกำลังใจจากเจ้าของเสียงที่อยู่อีกปลายสายโทรศัพท์เท่านั้น

อยู่มาวันหนึ่งฉันได้พบกับเพื่อนของสามีซึ่งเดินทางมาอยู่ประเทศนี้ก่อนหน้าเรานานแล้ว เขาทราบเรื่องราวของเราสามแม่ลูกจากสามีของฉัน ด้วยความสงสารเขาจึงขอที่อยู่ของเราและเดินทางมาเยี่ยม  เมื่อเขาได้เห็นอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับลูกสาวคนเล็กของฉัน เขาก็ให้ความช่วยเหลือฉันและลูก ๆ เสมอมา ในที่สุดเขาก็ขอย้ายมาอยู่ในบ้านของฉันเพื่อจะได้ช่วยดูแลเด็ก ๆ ได้เต็มที่... ไม่นานเขาก็ขอฉันแต่งงาน

สิ้นคำขอแต่งงาน ฉันพูดอะไรไม่ออก ถึงเขาจะเป็นคนดีช่วยเหลือฉันด้านเงินทองและยังช่วยดูแลลูก ๆ ของฉัน  แต่ฉันก็ยังมีสามี ฉันจึงบอกกับเขาว่า "กรุณารอฉันสักหน่อย ให้เวลาฉันคุยกับสามีของฉันก่อน" แล้วฉันก็โทรศัพท์ถึงสามีเพื่อเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น สามีจึงขอพูดกับเพื่อนเขา หลังจากที่เพื่อนสามีวางโทรศัพท์ฉันจึงถามเขาว่าสามีฉันพูดอะไร

...ฉันจึงได้รู้คำตอบนั้น

เพื่อนผู้ลี้ภัยทั้งหลาย หากคุณได้มีโอกาสเดินทางมายังประเทศที่สาม ฉันหวังว่าคุณจะได้เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวเพื่อช่วยกันฝ่าฟันสิ่งต่าง ๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต สำหรับผู้ที่ได้รับทราบเรื่องราวนี้ ฉันหวังว่าพวกคุณคงจะเข้าใจว่าฉันต้องพบเจอกับอะไร ณ ที่แห่งนี้... ประเทศที่สาม

 

---------------------------------------

หมายเหตุจากบรรณาธิการ

เปชา - ผู้เขียน เขียนเรื่องนี้จากชีวิตของหญิงผู้ลี้ภัยคนหนึ่งที่เธอรู้จัก หญิงคนนี้มักโทรศัพท์มาปรึกษาปัญหาชีวิตในประเทศที่สามกับเธอเสมอ แม้ปัจจุบันเปชาจะขาดการติดต่อและไม่ทราบความเป็นไปของผู้หญิงคนนี้           แต่เปชาก็ได้รับการยืนยันจากผู้ที่เชื่อถือได้ว่า หญิงคนนี้อยู่ร่วมชายคากับชายผู้เป็นเพื่อนของสามี ในฐานะเพื่อน จนกว่าทั้งสองจะจัดพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ

 

*บัตรยูเอ็น - ผู้ลี้ภัยที่มีบัตรยูเอ็น คือผู้ที่มีทะเบียนกับ UNHCR และ กระทรวงมหาดไทย ถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับการรับรองแล้ว จึงสามารถสมัครขอลี้ภัยไปประเทศที่เปิดรับ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฟินแลนด์ ฯลฯ โดยเลือกประเทศได้ เมื่อผู้ลี้ภัยสมัครไปประเทศที่สามจะมีกระบวนการสัมภาษณ์โดย เจ้าหน้าที่สถานทูตของประเทศที่สมัครไป และมีการตรวจร่างกายว่าไม่เป็นโรคติดต่อ ถ้าเป็น จะต้องรักษาให้หายก่อนไป คนที่ยังไม่มีทะเบียน ถือว่าไม่มีตัวตน ไม่สามารถสมัครไปประเทศที่สามได้

การดินทางไปประเทศที่สามของผู้ลี้ภัยจะดำเนินไปตามค่ายที่กำหนดก่อน ไล่เรียงไปเรื่อย ๆ เช่นปัจจุบัน จะเน้นการดำเนินการที่ค่ายผู้ลี้ภัยแม่ลามาหลวงและแม่ละอูนและจะพิจารณาผู้สมัครในค่ายผู้ลี้ภัยนั้น ๆ ว่า ใครมีความจำเป็นต้องไปก่อน เช่น หญิงที่ถูกละเมิดและไม่ต้องการอยู่ในสังคมนี้, คนที่มีปัญหาทั้งกับพม่าและกองกำลังชนเผ่า, คนที่มีครอบครัวไปอยู่ที่นั่น และต้องการไปสมทบกับครอบครัว บุคคลเหล่านี้ก็จะได้ไปประเทศที่สามก่อน

การสมัครไปประเทศที่สาม ปกติเป็นกระบวนการค่อนข้างนาน แต่ถ้ากรณีมีภรรยาไปก่อน หากสามีได้มีทะเบียนเมื่อไหร่ ก็จะได้รับการยอมรับจากประเทศนั้นให้ไปอยู่อาศัยได้ และอาจจะใช้เวลาดำเนินการน้อยกว่าคนอื่น ๆ แต่ก็ยังถือว่ายาวนานอยู่นั่นเอง