การใช้ชีวิตให้มีความสุขในแต่ละวันของชีวิต หากขาดความเข้าใจความรู้สึกของตัวเองแล้ว ช่างเป็นความยากลำบากยิ่งที่จะทำให้ความสุขเกิดขึ้นได้ เพราะใจที่บอบช้ำและมีบาดแผลแห่งความเจ็บปวดที่คอยกระตุ้นให้ปวดร้าวนั้น ช่างเป็นความโหดร้ายของชีวิตยิ่งกว่าอะไรดี

ยิ่งเมื่อความบาดหมางทางอารมณ์เกิดขึ้นแก่คนที่อยู่ร่วมกันและทำให้ไม่เข้าใจกันด้วยแล้ว ยิ่งเป็นความทรมานกว่าการเจ็บปวดคนเดียว เพราะต้องอยู่ร่วมกันเสมือนว่าไม่รัก ร่วมเคียงข้างทั้งที่ความอึดอัดเกาะกุมใจ เป็นเงาแห่งความบอบช้ำที่ตามทิ่มแทงไม่รู้จบ จึงทำให้ชีวิตมีบาดแผนทางอารมณ์อยู่เรือยมา

แต่ถ้าเรารู้จักวางความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างถูกวิธี วางทิฐิที่คอยเป็นนายบงการชีวิตให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม เพื่อรับฟังเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่งที่พยายามอธิบายข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและเรา บางทีเรื่องที่คิดว่าเลวร้ายก็อาจมีทางคลี่คลายได้ เพราะทิฐิที่ถูกวางลงย่อมเปิดโอกาสให้ใจเปิดกว้าง และมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่หลังบาดแผลที่เจ็บปวดนั้นเสมอ

ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรหันกลับมามองข้างหลังบ้าง หันกลับมามองจุดเริ่มต้นของคนที่เรารักและเคยเคียงข้างกัน ถือว่า เป็นการย้อนอดีตที่ดีงามเพื่อทำปัจจุบันที่ว้าวุ่นให้สงบลง และทำอนาคตที่จะก้าวไปให้มีอุปสรรคน้อยลงกว่าที่เคยเป็น ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างระหว่างคนที่เรารักและรักเราด้วยความเข้าใจ

 

ผู้เขียนได้อ่านหนังสือเรื่อง "ความโกรธ" ที่เขียนท่าน ติช นัท ฮันท์ พระภิกษุชาวเวียดนาม มีเรื่องหนึ่งที่สะท้อนให้คนเราได้ศึกษาความรู้สึกของตัวเองและคนที่เรารัก โดยผ่านการย้อนอดีตที่ดีงามเพื่อนำมาเป็นครูสอนปัจจุบันและทำอนาคตที่ก้าวไปให้ดีขึ้น

เรื่องที่ว่านี้กล่าวถึง สามีและภรรยาคู่หนึ่งที่เป็นทุกข์เพราะความเข้าใจผิดต่อกัน จนเกิดเป็นความขมึงเกลียวทางอารมณ์ กระทั่งเกือบถึงจุดแตกหักทางความรู้สึก แต่เขาและเธอก็สามารถแก้ไขให้ผ่านไปได้ โดยการอาศัยการถอยหลังกลับไปทบทวนอดีตที่งดงาม แล้วนำมาเป็นจุดเริ่มต้นในการก้าวไปสู่อนาคตของชีวิตใหม่ร่วมกัน

ในเนื้อหานั้นกล่าวถึงชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งที่มีความรักต่อกัน หลังการดูใจจนเชื่อมั่นในรักแล้ว ทั้งคู่จึงตกลงแต่งงานกัน ในช่วงที่เป็นแฟนกัน ชายหนุ่มและหญิงสาวต่างเขียนจดหมายรักถึงกันหลายฉบับ ทุกถ้อยคำในจดหมายคือการสื่อความรักที่บริสุทธิ์และงดงามของเขาและเธอ จนมีความรู้สึกว่าโลกนี้คงไม่มีความทุกข์สำหรับพวกเขาอีกแล้ว

แต่ครั้นเวลาพัดผ่านไปให้ทั้งคู่ได้ครองรักกันอยู่นานวัน ยิ่งเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ภรรยากลับมีความรู้สึกว่าสามีของตนเริ่มเย็นชากับตัวเองประหนึ่งว่าตีตัวออกห่าง ไม่แสดงออกถึงความรักอย่างเช่นอดีตที่ผ่านมา ยิ่งเมื่อสามีต้องทำงานมากขึ้น ใจของเธอยิ่งระแวงว่า คนรักของตนจะไปมีใหม่ ใจที่คอยระแวงและทิฐิที่ก่อตัวขึ้น ก็เข้าไปกระตุ้นความรู้สึกให้เกลียดชังสามีของตนเอง กระทั่งว่าไม่ยอมที่จะเปิดใจรับรู้เกี่ยวกับชายคนรักของตน

เมื่อเหตุการณ์ขมึงเกลียวไปด้วยบรรยากาศแห่งความไม่เข้าใจมากขึ้น ทั้งสองต่างเป็นทกข์และความรู้สึกที่ปิดกั้นใจของแต่ละคน ทำให้ทั้งคู่ไม่ยอมรับฟังเหตุผลของกันและกัน ประหนึ่งว่า อยู่ใกล้แต่ความรักกลับโบยบินไปอย่างไม่มีเยื่อใย ทำให้ทั้งคู่เริ่มไม่มองหน้ากันและพูดคุยกัน

กระทั่งวันหนึ่งสามีต้องออกไปธุระเรื่องงาน และด้วยความรู้สึกบอกตัวเองว่าไม่อยากอยู่บ้าน ห่างกันบ้างก็ดี บางครั้งอะไรที่มันเลวร้ายอาจจะดีขึ้น และเขาคิดว่าความสุขที่ได้จากการเดินทางคงช่วยให้จิตใจของเขาดีขึ้น ตอนที่สามีบอกว่าต้องไปประชุมนั้น ผู้เป็นภรรยาก็เพียงเอ่ยวาจาที่แสดงถึงความเย็นชาว่า

"ถ้าคุณมีธุระ ก็ไปทำเถอะ"

ฝ่ายชายคุ้นเคยกับคำพูดประโยคนี้ จนเป็นเรื่องปกติระหว่างเขาและภรรยา ทว่าหลังจากทำธุระที่ต้องรับผิดชอบ ปรากฎว่า ฝ่ายชายต้องอยู่ต่ออีก 2 วัน งานที่ได้รับมอบหมายจึงจะเสร็จ เขาจึงโทรไปบอกภรรยาว่า

"ผมต้องอยู่ต่ออีกสัก 2 วันนะ เพราะยังมีเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จ"

ฝ่ายภรรยาก็รับรู้อย่างง่ายดาย และเย็นชาต่อเรื่องดังกล่าว เพราะเธอคิดว่าถึงเขาจะกลับมาบ้าน ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นแต่อย่างใด

หลังวางหูโทรศัพท์ ฝ่ายหญิงก็คิดว่าอยู่ว่าง ๆ ทำความสะอาดบ้านบ้างก็ดี อย่างน้อยก็ทำให้ตัวเองฟุ้งซ่านน้อยลง เธอเริ่มจุดตู้เสื้อผ้าของตัวเองและได้พบวัตถุสิ่งหนึ่งเข้า เป็นสิ่งที่เธอเก็บไว้และไม่ได้เปิดดูมานาน สิ่งนั้นก็คือ "กล่องจดหมาย" ของสามีที่เขียนถึงเธอสมัยแรกรัก

 

เธอรู้สึกสนใจเป็นพิเศษเพราะไม่ได้เปิดดูมานาน จึงเปิดกล่องออกและหยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาอ่าน ขณะที่อ่านจดหมายอยู่นั้น ความรู้สึกของหญิงสาวได้กลับไปทบทวนอดีตที่ผ่านมาระหว่างเธอกับสามี ข้อความในจดหมายช่างหวานซึ้งกินใจ เป็นถ้อยคำแห่งความรักและความเข้าใจอย่างแท้จริง

เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก ดุจพื้นดินที่แห้งผากที่ถูกชโลมให้ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำฝน เธออ่านจดหมายเหล่านั้นจนเพลิน มารู้ตัวอีกทีก็มีจดหมายแห่งรักผ่านสายตาของเธอทั้งหมด 46 - 47 ฉบับ

ขณะอ่านจดหมายที่สามีเขียนไว้ในอดีตอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักนั้น ทำให้ภรรยารู้ว่า ความบาดหมางที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและเธอนั้น เป็นเพราะเธอมีแต่ความหวาดระแวงในตัวเขา ไม่มั่นใจในรักที่เขามอบให้ จึงก่อให้เกิดความรู้สึกเลวร้ายชีวิตของทั้งคู่

เมื่อครั้งอ่านจดหมายจบลง เธอสามารถที่จะเรียกสามีว่า "ที่รัก" ได้อีกครั้ง และได้ฟื้นฟูความรู้สึกที่จะแก้ไขตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวจึงได้เขียนข้อความถึงสามี เพื่อบอกเล่าอดีตที่ดีงามระหว่างคนทั้งสองว่า ทำให้เธอและเขามีความสุขเพียงใด เธอกล่าวขอโทษสิ่งที่ผิดพลาดไป และขอเริ่มต้นแก้ไขสิ่งที่ผิดนั้น

หลังเขียนจดหมายเสร็จ เธอได้นำไปวางไว้ที่โต๊ะทำงานของสามี เมื่อฝ่ายชายกลับมาบ้าน และเห็นข้อความในจดหมายที่ภรรยาเขียนไว้ว่า

"ที่รัก ฉันมีส่วนรับผิดชอบต่อความทุกข์ของเราทั้งสอง เรามาเริ่มต้นกันใหม่เถอะนะ เรามาช่วยกันฟื้นฟูความสัมพันธ์ของสองเรา ช่วยกันทำให้ความสงบปรองดองและความสุขอย่างเช่นอดีตกลับมาเป็นความจริงอีกครั้งเถอะ"

 

ฝ่ายชายหลังได้อ่านข้อความของภรรยา เขารู้สึกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นในใจตน ความรู้สึกดี ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในหลั่งไหลออกมา และทำให้เขารู้สึกว่า ภรรยาที่อยู่ต่อหน้า คือ คนที่มีคุณค่าเหลือเกิน ทั้งสองได้หันหน้ามาคุยกันอีกครั้งหนึ่ง และฟื้นฟูชีวิตให้มีความสุขอย่างเช่นอดีตที่ผ่านมา

เมื่ออ่านเรื่องราวชีวิตของคนทั้งสองจบลง ผู้อ่านมองเห็นอะไรในเรื่องนี้บ้านไหม ?

สิ่งหนึ่งที่คนทั้งสองบอกผ่านมายังพวกเราก็คือ "การเรียนรู้ที่จะแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้กลับมาเป็นความงดงามได้อีกครั้งหนึ่ง" เพราะหากเรารู้จักทบทวนความผิดพลาดของตัวเราและคนที่เรารักได้ ยอมรับที่จะแก้ไขสิ่งผิดให้กลับมาเป็นความถูกต้อง ย่อมทำให้บรรยากาศของชีวิตดีขึ้นได้ อย่างน้อยเราก็ชื่อว่าได้เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ "ยอมรับ" ในการแก้ไขตนเองด้วยใจที่เปิดรับ

การย้อนกลับไปทบทวนชีวิตในวันวาน เพื่อนำมาสู่การแก้ไขเหตุการณ์ร้าย ๆ ในปัจจุบัน เปรียบเสมือนการถอยหลังเพื่อตั้งหลักให้กับชีวิต เพื่อทบทวนความผิดพลาดที่ผ่านมา และทบทวนสิ่งที่ควรจะปลูกให้มีชีวิตของเราและคนที่เรารัก เพื่อให้อดีตที่งดงามนั้นเป็นครูสอนปัจจุบันและอนาคตให้เกิดความดีงามร่วมกัน

การถอยหลังเช่นนี้ จึงเป็นการถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง และเต็มเปี่ยมไปด้วยความงดงามอย่างทรงคุณค่าสำหรับชีวิตของเราทุกคน

 

โปรดถามตัวเองให้ชัดและลงมือแก้ไขสิ่งที่ค้างอยู่ในใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 

 

ชุติปัญโญ.  ทำใจเสียบ้าง แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น.  พิมพ์ครั้งที่ 9.  กรุงเทพฯ: ใยไหม, 2550.