ในเวลาที่เราได้หยุดพัก หรือได้พ้นออกไปจากสภาพแวดล้อมที่เราเคยชิน  การทบทวนใคร่ครวญถึงเรื่องที่ผ่านมามักจะปรากฏขึ้นชัดเจนกว่าปกติ  และเมื่อเป็นครูไปได้สักระยะหนึ่ง  บทสนทนาระหว่างกัน หรือในห้วงคำนึงของเราก็มักจะถูกยึดครองด้วยเรื่องของเด็กเป็นส่วนใหญ่  จนดูราวกับว่า “ครูมีเด็กเป็นสรณะ” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเด็กๆ พาให้เราได้กลับไปพบกับตัวของเราเองเมื่อนานมาแล้ว

 

คำกล่าวนี้คงไม่เกินจริงเราหากได้เข้าไปอยู่ในห้วงคำนึงของครูสักคนในวันที่เป็นวันหยุดของเธอ...ครูแคท – คัทลียา รัตนวงศ์  เล่าถึงวันหยุดของเธอให้ฟังว่า

 

 “วันหยุดสุดสัปดาห์ของครูมือใหม่ทำอะไรดี? สุดสัปดาห์นี้ได้มีโอกาสไปต่างจังหวัดเพื่อทำบุญสร้างพระประทานวัดแถวบ้านเกิด  พื้นที่ที่ความทรงจำในวัยเยาว์ถูกเก็บเอาไว้มากมาย

 

ฉันตื่นขึ้นมาบนรถไฟตอนเช้าวันเสาร์ด้วยอาการอ่อนเพลีย หลังจากที่นอนหลับบ้างไม่หลับบ้างมาตลอดทั้งคืน เพราะลักษณะของเบาะนั่งไม่เหมาะสำหรับการนอนของคนร่างเล็กเลย 

 

พอลืมตาตื่นขึ้นมามีอะไรบางอย่างผุดขึ้นมาในความคิด ...

 

ฉันรู้สึกอยากอ่านหนังสือซึ่งจริงๆ ก็เป็นปกติอยู่แล้ว  แต่คราวนี้เรื่องที่อยากอ่านกลับไม่ใช่เรื่องที่ฉันเคยชอบ กลายเป็นเรื่องที่เด็กๆ ในชั้น ป.๓/๑ อยากรู้เสียนี่  แต่แรงจูงใจที่อยากจะอ่านก็ไม่ใช่การอ่านเพื่อที่จะเอาไปสอน  แต่เป็นความรู้สึกอยากรู้เรื่องนั้นจริง ๆ จะได้เอาไปเล่าให้เพื่อนๆ ตัวน้อยฟัง 

 

ตอนนั้นรู้สึกอยากไปห้องสมุดใหญ่ๆ  อยากไปร้านหนังสือ  รู้สึกว่าห้องสมุดในโรงเรียนเล็กจัง  รู้สึกอยากลุกขึ้นมาต่ออินเตอร์เน็ตแล้วหาข้อมูลเดี๋ยวนั้น...แล้วกลับมาอ่านๆๆรู้สึกว่าทำไมความรู้ที่เรามีอยู่มันน้อยจังเลย  อยากรู้...อยากรู้...ให้มากกว่านี้

 

เมื่อได้วนเวียนอยู่กับความอยากอยู่สักพักก็รู้สึกตัวขึ้นมา  แล้วก็เกิดคำถามกับตัวเองว่า   นี่เราไม่ได้รู้สึกแบบนี้นานแค่ไหนแล้ว?  ครั้งสุดท้ายคือเมื่อไหร่กันนะ?  

 

ความอยากรู้อยากเห็นที่มีมากขนาดนี้  เคยเกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อนานมาแล้ว คุ้นๆ ว่าตั้งแต่สมัยเรียนป.๓ หรือ ป.๔  จำได้ว่าตอนนั้นขยันอ่านหนังสือจนหนังสือในห้องสมุดของโรงเรียนวัดบ้านนอกๆ ไม่มีเหลือให้อ่าน เลยต้องอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบจนเกือบจำได้ทั้งเล่ม 

 

ส่วนหนังสือดีๆ ครูก็เก็บไว้ในตู้แล้วล๊อคกุญแจเรียบร้อย  ทำให้เด็กหญิงคัทลียาเกิดความเพียรที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อรอห้องสมุดเปิด  จนครูบรรณารักษ์รู้ว่าเด็กคนนี้มาเช้าเป็นประจำ เลยยก กุญแจ !!! พวงนั้นให้ถือ และได้ทำหน้าที่เปิดห้องสมุดในตอนเช้าทุกวัน (ฮ่า...สำเร็จ)

 

นอกจากมีหน้าที่เปิดแล้วก็ยังได้รับหน้าที่ในการทำความสะอาดและจัดหนังสือด้วย  แต่นั่นก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ามากกับการได้ถือกุญแจพวงนั้น  พวงที่มีกุญแจที่สามารถเปิดได้ทุกตู้ 

 

หลังจากที่ได้กุญแจพวงนั้นมา  เด็กหญิงคัทลียาก็มาโรงเรียนเช้าขึ้นกว่าแต่ก่อน  เพราะต้องมาทำความสะอาดและ...แอบ!!!เปิดตู้แล้วหยิบหนังสือแสนสนุกมาอ่านสักสองสามเล่ม (อาการเหมือนค่อยๆ ละเลียดกินไอศกรีมแสนอร่อย) ก่อนที่คุณครูจะมาถึง  และเมื่อคุณครูมาถึงห้องสมุดทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว...ตอนนั้นรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก และเป็นความสุขที่บอกใครไม่ได้ด้วย...

 

นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าโลกของการเรียนรู้ของตัวเองเปิดขึ้นแบบสุดๆ และหลังจากนั้นมาความรู้สึกแบบนี้ก็มีมาเรื่อยๆ แต่จะมากเท่าครั้งนั้นหรือไม่ไม่แน่ใจนัก  แต่เมื่อนึกย้อนกลับไป  นั่นเป็นครั้งเดียวที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนที่สุด

 

และวันนึ้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง  เมื่อทบทวนว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่  ความคิดก็ไปหยุดที่สัปดาห์ที่ ๓ ตอนที่ได้เห็นโลกแห่งการเรียนรู้ของเด็กๆ เปิดออกมา  นั่นเองที่เป็นต้นตอของความกระหายใคร่รู้ที่เกิดขึ้นมาอย่างท่วมท้น

 

ความรู้สึกนี้น่าจะเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่เด็กๆ รู้สึก  ฉันกำลังสงสัยว่าแววตาของความกระหายใคร่รู้ของครูมือใหม่ในตอนนั้นก็คงเป็นประกายเหมือนกัน และเกิดขึ้นพร้อมๆ กันกับเด็กๆ นั่นเอง เพราะเราต่างก็เป็นเพื่อนร่วมเรียนรู้ของกันและกัน

 

ถ้าเช่นนั้น...ห้วงเวลาแห่งความกระหายใคร่รู้และห้วงเวลาแห่งการเรียนรู้ของทั้งครูและศิษย์ก็จะต้องเป็นห้วงเวลาเดียวกันอย่างแน่นอน...

 

และแล้วความเป็น เรา  ก็ไม่ใช่เพียงเรื่องของพื้นที่เท่านั้น  แต่มันยังกินความรวมเอา ความรู้สึกนึกคิดและอื่น ๆ อีกมากมายที่ตอนนี้ยังระบุไม่ได้เข้าไปด้วย...”