แลพม่าบนแผ่นฟิล์ม

ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง 'เลือดสุพรรณ' (2524)
เขียน : ตรีเดช ไชยหา
เมื่อจรดปากกาเขียนบทความนี้คำกล่าวของอาจารย์ขจัดภัย บุรุษพัฒน์ (2540 : 20) ที่ว่า ภาพความเข้าใจของ “พม่า” ในสำนึกรับรู้ของคนไทยส่วนใหญ่ ล้วนไม่น่าชื่นชมนัก แวบขึ้นมาในหัวผู้เขียน ‘พม่า’ ในบริบทดังกล่าวคือความเข้าใจผิดของคนไทยส่วนใหญ่ ที่เหมารวมกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในประเทศพม่าเป็นชาวพม่าไปเสียหมด
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศพม่าส่วนใหญ่มาจากสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นเพลงปลุกใจ หนังสือ ตำราเรียน ละคร รวมถึงภาพยนตร์ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวสถานการณ์ภายในประเทศพม่าว่ายังคงมีการต่อสู้ของกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มต่าง ๆ กับรัฐบาลทหาร ความเข้าใจของคนไทยจึงยังผูกติดกับสื่อดั้งเดิมที่ว่าในประเทศพม่ามีเพียงชาวพม่าเท่านั้น โดยเฉพาะภาพยนตร์ซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักแขนงหนึ่งที่สามารถรับข้อมูลได้ทั้งภาพและเสียง จึงมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้ชมอย่างมาก
เมื่อครั้งผู้เขียนเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่อง ‘บางระจัน’ กับครอบครัว ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราววีรประวัติของชาวบ้านบางระจันที่ต่อสู้รักษาดินแดนอันเป็นบ้านเกิดจากการรุกรานของข้าศึก นั่นคือชาวพม่านุ่งโสร่ง โพกหัว มือกวัดแกว่งดาบ กระโจนฟาดคมอาวุธใส่ร่างของฝ่ายตั้งรับชาวบางระจัน ผู้เขียนยังจำฉากที่ดุเดือดเลือดกระเซ็นได้ไม่รู้ลืม ช่างน่ากลัวและตื่นตาตื่นใจไปคราวเดียวกัน เมื่อออกจากโรงภาพยนตร์พ่อปรารภกับผู้เขียนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างได้สมจริง โดยเฉพาะฉากต่อสู้ฆ่าฟันที่ให้เห็นคอหลุดออกจากบ่า เลือดกระเซ็นพุ่งคาวคลุ้งท่วมจอ เมื่อรวมกับการรับรู้เดิมที่คนพม่าในอดีตเข่นฆ่าชาวอยุธยา เผาเมืองลอกทองคำไปเสียสิ้น เหลือเพียงซากปรักหักพังวายวอด ยิ่งทำให้ความรู้สึกที่มีต่อชาวพม่า (ในภาพยนตร์) คือเกลียดและเคียดแค้นเพิ่มขึ้นไปอีก ผู้เขียนเชื่อว่าสมาชิกครอบครัวที่ร่วมดูหนังในวันนั้นก็ไม่คิดต่างกัน
.jpg)
ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง 'ศึกบางระจัน' (2509)
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้เขียนเกิดและเติบโตที่จังหวัดอุบลราชธานีจึงไม่คุ้นเคยหรือเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพม่ามากนัก จะรับรู้ตัวตนของพวกเขาโดยผ่านการรับชมสื่อต่างๆ เท่านั้น ต่อเมื่อผู้เขียนได้ศึกษาในระดับอุดมศึกษา อคติที่มีต่อชาวพม่าก็ค่อย ๆ จางลง คำกล่าวของพ่อก็เริ่มแผ่วเบา เนื่องจากผู้เขียนมีความสนใจเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น และได้ลงเรียนวิชาความสัมพันธ์ของประเทศเพื่อนบ้าน วิชานี้ได้สร้างความเข้าใจในขนบธรรมเนียม หลักปฏิบัติตามครรลอง ลัทธิ ความเชื่อของเจ้าผู้ปกครองนครยุคโบราณ ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับประวัติศาสตร์ร่วมสมัยและการรับรู้เดิมเมื่อตอนเป็นเด็ก
ความเข้าใจนั้นทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำการวิจัยเพื่อจบการศึกษาในระดับปริญญาโทของผู้เขียน โดยมุ่งทำเข้าใจภาพของชาวพม่าที่นำเสนอผ่านภาพยนตร์ว่ามีลักษณะอย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านในมิติต่าง ๆ และเพื่อให้ผู้ชมรู้เท่าทันสื่อสู่การปรับทัศนคติที่เคยมีให้กว้างขึ้น
การศึกษาในครั้งนี้ผู้เขียนได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ภาพทุกฉากทุกตอนจากภาพยนตร์ทั้งหมด 6 เรื่อง โดยภาพยนตร์ทั้งหมดมีฉากและเนื้อหาเกี่ยวกับชาวพม่า เป็นการเลือกแบบเจาะจง เพราะภาพยนตร์บางเรื่องที่ผู้เขียนศึกษาไม่มีให้ชมแล้วเนื่องจากภาพยนตร์สูญหายหรือชำรุด ภาพยนตร์ที่ใช้ในการศึกษาได้แก่เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก (2484) ศึกบางระจัน (2509) ผู้ชนะสิบทิศ ตอนบุเรงนองลั่นกลองรบ (2510) เลือดสุพรรณ (2424) บางระจัน (2543) และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวมหาราช ตอนประกาศอิสรภาพ (2550)
ผลการวิจัยสามารถแบ่งตัวแสดงที่ปรากฏเป็นชาวพม่าได้ 5 กลุ่มหลักคือ กลุ่มกษัตริย์ กลุ่มแม่ทัพ-นายกอง, กลุ่มนักรบ, กลุ่มข้าราชบริพาร และกลุ่มไพร่ราษฎร์
กลุ่มกษัตริย์ กลุ่มแม่ทัพ-นายกอง และกลุ่มนักรบ ส่วนใหญ่มีลักษณะของตัวแสดงเดียวกัน ไม่มีความแตกต่างด้านการแต่งกายมากนัก กล่าวคืออยู่ในวัยผู้ใหญ่ มีลักษณะใบหน้าคมเข้ม ไว้หนวด ผมยาว นิสัยใจคอคับแคบ โหดเหี้ยม พูดจาแข็งกร้าว แต่งกายด้วยเสื้อผ่าหน้าติดกระดุมแขนสามเป็นแบบแขนสามส่วน ปล่อยชายยาว นุ่งโสร่ง ใส่ผ้าโพกหัว ส่วนอีกสองกลุ่มที่เหลือคือ กลุ่มข้าราชบริพาร และกลุ่มไพร่ราษฎร์ จะมีปรากฏลักษณะที่หลากหลายทั้งด้านเพศและวัย ส่วนใหญ่ที่พบเป็นเพศหญิง อยู่ในวัยสาวรุ่น มีใบหน้าเรียวเล็ก เกล้าผมมวยสูง นิสัยใจคอกว้างขวาง สุขุม พูดจาอ่อนหวาน แต่งกายด้วยผ้าถุง สวมเสื้อแขนยาวแบบบางทับอีกชั้นหนึ่ง

ภาพแสดงตัวละคร กลุ่มกษัตริย์ กลุ่มแม่ทัพ-นายกอง และกลุ่มนักรบ จากภาพยนตร์เรื่อง 'พระเจ้าช้างเผือก' (2484)

ภาพแสดงตัวละคร กลุ่มข้าราชบริพาร และกลุ่มไพร่ราษฎร์ จากภาพยนตร์เรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ตอนบุเรงนองลั่นกลองรบ (2510)
งานวิจัยชิ้นนี้สามารถสรุปได้ว่าผู้สร้างภาพยนตร์ไทย ยังคงนำเสนอสรรค์ภาพชาวพม่าตามแบบฉบับผู้ร้ายในอดีต ทั้งการคัดเลือกตัวแสดง การรังสรรค์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย กริยาท่าทางตามแบบพิมพ์เดียวกันกับภาพยนตร์ในยุคสมัยแรกของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย
ยุคเริ่มต้นของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเป็นเวลาเดียวกันกับยุคที่ผู้นำประเทศพยายามรวมคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียว ผู้นำประเทศฝ่ายบริหารสมัยนั้นจึงนำสื่อแขนงนี้มาเป็นเครื่องมือสนองต่อลัทธิชาตินิยม (Nationalism) เช่นปรากฏของภาพยนตร์เกี่ยวกับการต่อสู้รุกรานของชาวพม่านุ่งโสร่ง โพกผ้า ในมือถือดาบยาววิ่งไล่ฟาดฟัน ปัจจุบันภาพเหล่านั้นก็ยังคงได้รับการถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์แนวประวัติศาสตร์ อิงพงศาวดารอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นภาพศัตรูของคนไทยเรื่อยมา
ตัวแสดงพม่าทั้งหมดมีลักษณะไม่ซับซ้อน ผู้ชมสามารถเข้าใจและรับรู้ได้ง่ายว่าตัวแสดงนั้นมีบทบาทเป็นฝ่ายผู้ร้าย การแสดงก็สะท้อนภาพการเป็นผู้ร้ายทั้งภายในจิตใจ และการแสดงออก สีหน้า ท่าทาง ตลอดจนวิถีทางวัฒนธรรม อันมีลักษณะความเป็นผู้ร้ายอย่างชัดเจน
ชาวพม่าจากฝีมือผู้สร้างภาพยนตร์ชาวไทยจึงกลายมาเป็นภาพเหมารวม (Stereotype) ของชาวพม่าในที่สุด ภาพนี้ยังรวมไปถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งโดนยัดเยียด ให้กลายเป็นผู้ร้าย “ชาวพม่า” ไปด้วย นี่คือต้นเหตุของกำแพงบาง ๆ ในจิตใจที่คนไทยมีต่อประชาชนจากประเทศพม่า ซึ่งเกิดขึ้นเพียงเพราะอคติและความเข้าใจผิด ๆ ที่สื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะภาพยนตร์ไทยได้ปลูกฝังคนไทยเรื่อยมา