เรื่องเล่าจากมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

หล่อวาดิ
ถึงแม้อากาศกลางฤดูร้อนจะอบอ้าวแค่ไหน แต่ผู้ลี้ภัยก็ออกมาใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างหน้าค่ายผู้ลี้ภัย (แค้มป์) แม่หละกันทั้งวัน จนคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างผม อดสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขาจะเดินทางไปไหนกัน...
เมื่อผมมาสังเกตดู ผู้ลี้ภัยก็มีวิถีชีวิตเหมือนพวกเราที่อยู่ข้างนอก พวกเขาต้องเดินทางไปเยี่ยมญาติ ไปตลาด ไปทำธุระที่หน่วยงานราชการหรือองค์กรต่าง ๆ แต่ด้วยพื้นที่พันกว่าไร่ และเส้นทางที่วกวนทำให้การเดินทางไปยังส่วนต่าง ๆ ของแค้มป์ต้องใช้เวลานาน ผู้ลี้ภัยจึงเลือกที่จะใช้ถนนใหญ่หน้าแค้มป์ในการเดินทางแม้จะผิดกฎหมายที่ห้ามผู้ลี้ภัยออกมานอกรั้วลวดหนามก็ตาม แต่ถึงใช้ถนนใหญ่พวกเขาก็ยังต้องเดินเท้าไกลถึงสี่กิโลเมตรเพื่อไปยังอีกฝั่งหนึ่งของแค้มป์ ครั้นจะรอรถสองแถวประจำทางก็ใช้เวลารอนาน มอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างพวกผมจึงกลายเป็นตัวเลือกที่จะช่วยให้ผู้คนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและประหยัดเวลา
กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะแม่หละบริการที่ผมเป็นสมาชิก ได้รวมตัวกันแล้วขึ้นทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะกับกรมขนส่งทางบกเมื่อปี พ.ศ. 2537 พร้อมเปลี่ยนป้ายทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์เป็นป้ายเหลือง โดยมีรถที่ไปขอขึ้นทะเบียนทั้งหมด 38 คัน ในจำนวนนี้มีคนปกาเกอะญอสัญชาติไทยนำรถไปขึ้นทะเบียน 8 คัน แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ขับเป็นอาชีพหลัก บางคนขับเฉพาะช่วงว่างเว้นจากการทำไร่ทำนา เวลาที่ไม่ว่างก็ให้ผู้อื่นเช่าเสื้อประจำตัวผู้ขับขี่จักรยานยนต์สาธารณะ (เสื้อวิน) พร้อมรถป้ายเหลืองไปขับแทนในอัตราเดือนละสี่พันห้าร้อยบาท
ตอนที่กลุ่มแม่หละบริการยังไม่ได้ไปขอจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะพวกเราเคยมีปัญหาขัดแย้งกับรถโดยสารสาธารณะสายแม่หละ-แม่สอด เนื่องจากไปวิ่งทับเส้นทางเดินรถของเขา แต่หลังจากจดทะเบียนแล้วก็ได้มีการหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างและผู้ขับรถโดยสาร ปัญหาต่าง ๆ ก็ลดลง โดยกำหนดให้ช่วงเวลา 09.30 – 15.30 น. มอเตอร์ไซค์รับจ้างจากหน้าแค้มป์จะไม่สามารถส่งผู้โดยสารไปยังหมู่บ้าน บ้านแม่หละยาง, แม่หละไทย,แม่ออกฮู และบ้านแม่ออกผารูจะไปส่งได้ก็ต่อเมื่อรถโดยสารประจำทาง สายแม่หละ-แม่สอด คันสุดท้ายได้วิ่งไปก่อน จึงจะสามารถส่งผู้โดยสารไปยังจุดหมายได้แต่ช่วงเวลาดังกล่าวมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากทั้งสี่หมู่บ้านสามารถรับผู้โดยสารไปยังแค้มป์ได้
วิถีชีวิตของวินมอเตอร์ไซค์ที่นี่ก็มีความเสี่ยงเหมือนกับคนที่อาศัยชายแดนทั่วไป ครั้งหนึ่งเพื่อนวินมอเตอร์ไซค์ในกลุ่มถูกปล้นรถแล้วฆ่า ทำให้หลายคนเลี่ยงที่จะมารอรับผู้โดยสารแต่เช้าหรือส่งผู้โดยสารไปในพื้นที่ไกล ๆ หากมีความจำเป็นต้องไปก็จะใช้วิธีการบอกให้กับเพื่อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างด้วยกันให้รู้ว่าจะไปส่งผู้โดยสารที่ไหน หรือไม่ก็แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารก่อนไปส่งผู้โดยสาร
ตลาดคือที่ที่ผมและเพื่อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปส่งผู้โดยสารบ่อยที่สุด แม้กฎหมายจะไม่อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยทำการค้า แต่เมื่อคนต้องกินต้องใช้ สิ่งของที่องค์กรต่าง ๆ นำมาแจกจ่ายก็ไม่เพียงพอ ตลาดจึงเป็นสิ่งจำเป็นของชุมชนผู้ลี้ภัย ตลาดที่นี่เป็นตลาดสดยามเช้า เปิดขายอาทิตย์ละสามวันคือวันจันทร์ พุธ ศุกร์ คนที่มาค้าขายส่วนใหญ่เป็นคนนอกแค้มป์ บ้างมาจากอ.แม่สอด อ.แม่ระมาด บ้างก็เป็นพี่น้องชาวม้ง สินค้าที่ขายก็จะมีทั้งพืชผัก เนื้อสัตว์ อาหารสำเร็จรูป ของกินเล่น เรียกว่าตลาดข้างนอกมีอะไรตลาดในแค้มป์นี้มีขายหมด คนในแค้มป์เองก็นำสินค้ามาขายเช่นกัน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ลี้ภัยที่นับถือศาสนาอิสลามนำเนื้อวัวชำแหละเองมาขายตามหลักศาสนา ผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าที่รับของไปขายปลีกตามเซคชั่นต่าง ๆ บ้างก็เป็นคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านรอบ ๆ แค้มป์ มาจับจ่ายไปใช้เองหรือนำไปขายต่อที่หมู่บ้านของตน
นอกจากตลาดและสถานที่ต่าง ๆ ของแค้มป์แล้วผมยังได้รับการว่าจ้างให้ไปส่งผู้ลี้ภัยไปทำงานยังหมู่บ้านใกล้เคียง แม้กฎหมายไม่ให้ผู้ลี้ภัยทำงาน และห้ามออกนอกบริเวณค่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในความเป็นจริงมีผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่งออกมารับจ้างทำงานนอกค่าย เพราะไม่มีใครอยากรอรับของบริจาคฝ่ายเดียว ส่วนใหญ่ผู้ลี้ภัยจะได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในไร่สวนของชาวบ้านรอบ ๆ แค้มป์ อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมการลงแขกได้เลือนหายไปและตลาดต้องการผลผลิตมากขึ้น ชาวบ้านจึงต้องการแรงงานจากผู้ลี้ภัยทั้งปี ซึ่งก็เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย เพราะนอกจากแรงงานและค่าจ้างที่นำมาแลกเปลี่ยนกัน พวกเขายังได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอีกด้วย
การที่ค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศตั้งอยู่ใกล้ชุมชน ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ชาวบ้านในพื้นที่มีทัศนคติแตกต่างกันออกไป บ้างรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้ลี้ภัยเพราะเป็นพี่น้องชาวปกาเกอะญอด้วยกัน บ้างก็ห่วงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน บ้างก็ห่วงเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อเรามองในมุมเศรษฐกิจและการค้า ค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้คือปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจของชุมชนรอบค่ายดีขึ้น ถ้าไม่มีผู้ลี้ภัยก็คงไม่มีตลาดศูนย์กลางการค้าของชุมชนรอบ ๆ ถ้าไม่มีผู้ลี้ภัยชาวบ้านก็คงไม่มีแรงงานในไร่สวนทั้งปี และถ้าไม่มีผู้ลี้ภัยก็คงไม่มีลูกค้าให้ผมขับรถมอเตอร์ไซค์รับ-ส่งทั้งวัน
หมายเหตุบรรณาธิการ
ค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละ แบ่งการปกครองออกเป็นสามโซนได้แก่โซน เอ บี และซี คล้ายการปกครองในรูปแบบตำบลของไทยในแต่ละโซนจะประกอบด้วยเซคชั่นซึ่งคล้ายการปกครองในรูปแบบหมู่บ้านเช่นกัน ส่วนใหญ่ศูนย์ราชการและที่ทำการขององค์กรภาคเอกชนที่ทำงานกับผู้ลี้ภัยจะตั้งอยู่บริเวณโซนบี ซึ่งเป็นบริเวณใกล้กับตลาดสดที่ตั้งอยู่บริเวณโซนซี ทำให้ผู้ลี้ภัยในโซนเอที่จะมาทำธุระ หรือมาตลาดต้องเดินเท้าไกลกว่าสี่กิโลเมตร จึงมีการตั้งจุดบริการรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะขึ้นที่หน้าตลาดนอกค่ายฯ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ลี้ภัยที่จะไปยังจุดต่าง ๆ รวมไปถึงคนนอกซึ่งต้องเดินทางภายในตำบลแม่หละ ลอหว่าดิ-ผู้เขียน ก็เป็นหนึ่งในผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่นี่ด้วย