เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ

การเดินทาง สู่ภายใน ตามแนวทางของโยคะ
- ๒.๑ -

วีระพงษ์ ไกรวิทย์ (ครูโต้)
และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี (ครูจิ)
โยคะสารัตถะ ฉ.; ก.ค.'๕๒

“ปตัญชลีให้คำอธิบายประสบการณ์ทางจิตจากการฝึกโยคะขั้นสูงไว้ค่อนข้างละเอียด บางช่วงบางตอนอาจมีคำอธิบายที่จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์การฝึกโยคะ(จิต) หรือใช้ความรู้ความเข้าใจทางทฤษฎีที่สะสมมาในระดับหนึ่ง จึงจะพอทำความเข้าใจได้ สำหรับผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการฝึกจิตหรือมีความรู้ทางทฤษฎีมากนัก อาจใช้ข้อเขียนของปตัญชลีเหล่านี้เป็นแผนที่สำหรับการเดินทางค้นหาประสบการณ์ในการฝึกจิตของตนเองต่อไปในอนาคต” (ความในใจของผู้แปลและเรียบเรียง)

ตอนที่แล้วได้พูดถึงการเดินทางเข้าสู่ภายในของโยคะผ่านกระบวนการฝึกสมาธิด้วยการฝึกโยคะขั้นสูงที่เรียกว่าธารณา ธยานะ และสมาธิ ซึ่งการเดินทางเหล่านี้เป็นกระบวนการที่สามารถรู้และอธิบายรายละเอียดทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ โดยผ่านการตระหนักรู้ใน ๔ ส่วน คือ วิตรรกะ (ภาวะอารมณ์หรือความคิดที่ไม่ดีปรากฏขึ้น) วิจาระ (ภาวะที่ความคิดมีเหตุผลมากขึ้น) อานันทะ (ภาวะที่ความคิดทางเหตุผลต่างๆ สิ้นสุดลงเกิดปีติสุข) และอัสมิตา (ภาวะที่ยังมีตัวตนอยู่) ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจากวิตรรกะไปสู่วิจาระ ไปสู่อานันทะ ไปสู่อัสมิตา และก้าวพ้นอัสมิตาไปสู่ขอบเขตที่เหนือคำบรรยายใดๆ จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ผู้ฝึกไม่สามารถบังคับให้เกิดได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คืออภยาสะหรือการฝึกกระบวนการของสมาธิเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจนบรรลุถึงสภาวะที่ต้องการ

ในบทที่ ๑ ประโยคที่ ๑๘ กล่าวเป็นภาษาสันสกฤตว่า “วิรามะ ปรัตยยาภยาสปูรวะห์ สัมสการเศโษนยะห์” แปลว่า สภาวะหรือขั้นที่ก้าวข้ามมาด้วยจิตเหนือสำนึกภายหลังจากที่ก้าวพ้นจากอัสมิตา (ความมีตัวตน) เกิดขึ้นจากการหยุดการปรุงแต่งของจิต และยังคงทิ้งผลที่เหลือบางอย่างไว้ให้กับผู้ปฏิบัติ

ตามที่ปตัญชลีกล่าวถึงสภาวะที่ไม่สามารถอธิบายได้นี้ว่า มันเป็นประสบการณ์ที่ถอดถอนการทำงานทั้งหมดของสมอง(ความคิด) เหลือไว้แต่เพียงผลของการปฏิบัติ ในสภาวะนี้ผู้ฝึกจะเป็นอิสระจากความอยาก ความปรารถนา และความหิวกระหายต่างๆ คำที่ใช้เรียกสภาวะนี้คือวิรามปรัตยยะ ในขั้นนี้ผู้ฝึกจะก้าวหน้าไปอย่างมาก หากเปรียบเทียบกับประสบการณ์ทั่วไปที่ใกล้เคียงกับวิรามปรัตยยะก็คือ ในภาวะก่อนนอนหลับเมื่อความคิดหยุดทำงาน จิตจะสงบลง เป็นชั่วขณะหนึ่งที่ความรู้สึกว่ามีตัว “ฉัน” หายไป ผู้ซึ่งอยู่ในภาวะวิรามปรัตยยะจะอยู่ในภาวะที่เป็นกลาง ไม่เป็นบวกหรือลบ สภาวะนี้เกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติไม่ได้มีการตั้งใจบังคับให้เกิดขึ้น

คำว่า “ปูรวะ” มีได้ ๓ ความหมาย การแปลความประโยคที่ ๑๘ นี้ด้วยความหมายที่ต่างกันจะให้ผลที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะตัดสินใจว่าการแปลความด้วยความหมายใดจึงจะถูกต้องตามแนวคิดของปตัญชลี อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราจะใช้ความหมายของปูรวะอันที่ไม่ถูกต้องและทำให้แปลความประโยคนี้ผิดไป แต่นั่นก็ไม่ได้มีความสำคัญหรือเป็นอันตรายมากนักเพราะสภาวะที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนั้นความจริงเป็นเพียง “ประสบการณ์ที่ผ่านเลยไปแล้ว”

ด้วยเหตุว่าภายหลังจากอัสมิตาได้ถูกถอดถอนไปหมดแล้ว สิ่งใดก็ตามที่จิตรับรู้นั้นไม่สามารถเรียกว่า “ประสบการณ์” ได้ อย่างน้อยที่สุดประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกับประสบการณ์ธรรมดาที่เราเข้าใจกันโดยทั่วไป ประสบการณ์ธรรมดานั้นสามารถอธิบายได้อย่างน้อยก็เพียงบางส่วนเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจได้บ้าง แต่ประสบการณ์ของขั้นอันยะ(ที่ก้าวพ้นอัสมิตา) นี้ไม่สามารถอธิบายได้ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ดังนั้นในสภาวะหรือขั้นอันยะนี้จึงปรากฏขึ้นหลังจากการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างสมบูรณ์ด้วยการหยุดประสบการณ์ธรรมดาใดๆ ทั้งหมด(รวมทั้งความคิดเหตุผล) หรือการหยุดความพึงพอใจใดๆทางจิตใจ

ถ้าคำว่า “ปูรวะ” ได้รับการแปลความว่า “ตามด้วย” ดังนั้นการหยุดประสบการณ์หรือความพึงพอใจใดๆ ในจิต (หรือความเป็นอิสระจากความอยาก ความปรารถนา และความหิวกระหายต่างๆ) จะถูกเข้าใจว่าเกิดขึ้นทีหลัง หรือเกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการเดินทางผ่านขั้นอันยะแล้ว ในกรณีนี้คำว่าวิรามปรัตยยะถูกเข้าใจว่าเป็นวฤตตินิโรธะ แต่ความจริงแล้วคำว่าวิรามปรัตยยะและวฤตตินิโรธะนั้นมีความหมายที่แตกต่างกัน คำว่าวิรามปรัตยยะนั้นคือวฤตตินิโรธะอย่างสมบูรณ์หรือการหยุดการปรุงแต่งของจิตอย่างสมบูรณ์ ซึ่งคำในภาษาสันสกฤตเรียกว่า สรรววฤตตินิโรธะ ส่วนคำว่า วฤตตินิโรธะ เป็นการหยุดการปรุงแต่งเพียงบางส่วนหรือเกิดขึ้นเมื่อวฤตติ(การปรุงแต่งของจิต) ถูกควบคุมเพียงบางส่วน แต่การปรุงแต่งของจิตทั้งหมดยังไม่ได้ถูกกำจัดออกไปอย่างสมบูรณ์

ปูรวะอีกความหมายหนึ่งมีความหมายเหมือนคำว่า ปูรวกะ ทั้งสองคำนี้แปลว่า “มาก่อน” หากวิรามปรัตยยะมาก่อนขั้นอันยะ หมายความว่าวิรามปรัตยยะ(การหยุดประสบการณ์/ความพอใจของจิต) จะต้องทำติดต่อกันไปตลอดการเดินทางไปสู่ขั้นอันยะซึ่งเป็นโยคะภายใน ดังนั้นปูรวะในความหมายที่สามนี้จึงหมายถึง “ไปพร้อมกันกับ” ซึ่งเป็นการปฏิบัติต่อเนื่องไปในระหว่างขั้นอันยะ

อาจมีคำถามขึ้นมาว่า การเดินทางภายในผ่านขั้นอันยะนี้คุ้มค่าหรือไม่หากที่สุดแล้วมันนำไปสู่ภาวะที่ความเข้าใจและประสบการณ์ของคนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้ จริงๆ แล้วการฝึกโยคะภายในนี้ไม่ได้สูญเปล่าหากแต่ทำให้ผู้ฝึกได้รับประสบการณ์บางอย่างซึ่งแตกต่างและอยู่ในระดับที่สูงกว่าซึ่งไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ และยังทิ้งความประทับใจหรือผลบางอย่างให้กับผู้ฝึก เมื่อผู้ฝึกเดินทางเข้าถึงและก้าวข้ามขั้นนี้ไป เมื่อสิ้นสุดการฝึกแล้วกลับไปสู่จิตสำนึกขั้นปกติเขาก็ยังได้รับผลที่ค้างอยู่จากประสบการณ์ที่เหนือขั้นปกติ ในแง่หนึ่งเขาจะมีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นไปอย่างถาวรและจะดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ถ้าอภยาสะหรือการฝึกซ้ำๆ ยังคงดำเนินต่อไปวันแล้ววันเล่าจนกระทั่งบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดของโยคะนั่นคือ ไกวัลยะ ด้วยเหตุนี้การฝึกโยคะภายในขั้นอันยะนี้จึงไม่ไร้ค่า ดังวลี “สัมสการเศษะห์ อันยะห์” ที่บ่งบอกว่าผลของการฝึกยังคงหลงเหลืออยู่

 

(อ่านเพิ่มเติม)
ตำราโยคะดั้งเดิม ;
การเดินทางสู่ภายในตามแนวทางของโยคะ
-๒.๒-


  

 
มูลนิธิหมอชาวบ้าน

2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขต บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com