เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก 2553
หนึ่งปีผ่านไป นับจากวันผู้ลี้ภัยโลกปีที่แล้ว วันเดียวกับที่ผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงที่หนองบัวส่งสัญญาณผ่านสื่อมาว่า พวกเขาได้รับทราบจากทหารไทยว่าพวกเขาจะถูกส่งกลับภายในไม่กี่วัน หลังจากที่เพิ่งข้ามชายแดนมาได้เพียงราว 2 สัปดาห์
ปี 2553 คนกรุงเทพฯไม่น้อย ได้มีประสบการณ์การใช้ชีวิตท่ามกลางสงครามและความหวาดกลัวเป็นครั้งแรก เพื่อนคนหนึ่งเล่าว่า เธอต้องลุกลี้ลุกลนคว้ากระเป๋าถือกับแลปท็อปหนีออกจากอพาร์ทเมนต์ใกล้แยกดินแดงไปอาศัยอยู่ในที่ทำงานที่อยู่ในระยะที่ยังได้ยินเสียงปืนและระเบิดตลอดเวลา ยามเสียงสงบลงบ้าง เธอพยายามแวะเวียนไปดูว่าบ้าน แต่ก็ได้แต่มองบ้านในระยะห่าง เข้าไปไม่ได้ ค่ำคืนก็ได้แต่ภาวนาให้ไฟที่ไหม้ตึกถัดจากบ้านเพียงราว 40 เมตรไม่ลามมาเผาทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอมี
ถึงตอนนี้ คนไทยเราคงจะเข้าใจสภาพจิตใจของมนุษย์ด้วยกัน ที่ต้องหนีกระสุนปืนและลูกระเบิด ลนลานข้ามแดนมาหาถิ่นปลอดภัยในเมืองไทยมากขึ้น
ผู้ลี้ภัยในความหมายที่เข้าใจได้ง่าย ๆ และตรงกับมาตรฐานสากล คือคนที่หนีออกจากประเทศเกิด ด้วยความหวาดกลัวการประหัตประหาร ความรุนแรง สงคราม และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันแผ่กว้าง ผู้ลี้ภัยที่ว่าจะอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยหรือไม่ จะอยู่ในประเทศไทยด้วยสถานะใดหรือไม่มี หรือจะถูกเรียกว่าอะไรก็ตาม ก็ย่อมมีสิทธิและศักดิ์ศรีของคนลี้ภัย ด้วยข้อเท็จในตัวมันเอง
ประเทศไทยเราให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยมาแสนนานนับแต่ยุคสงครามอินโดจีน ปัจจุบันนี้เรายังมีผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่าที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในค่ายพักริมขอบแดนกว่าแสน (รวมผู้มีทะเบียนและไม่มีเป็น 139, 239 คน, เมษายน 2553, TBBC) อีกส่วนหนึ่งกระจัดกระจายตามหมู่บ้านหรือปะปนอยู่ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติในเมือง รวมถึงผู้ลี้ภัยไทใหญ่ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้มีค่ายพักทางการ นอกจากนี้ ผู้ลี้ภัยจากนานาประเทศอื่นทั้งใกล้และไกลก็ยังมาแสวงหาความคุ้มครองที่นี่
ผู้ลี้ภัยทุกคนที่ดิฉันรู้จัก มีความรักและผูกพันกับประเทศนี้ไม่มากก็น้อย แล้วแต่ประสบการณ์และจำนวนปีที่ใช้ชีวิตร่วมกับคนไทย แม้แต่คนที่มีประสบการณ์ย่ำแย่กับการปฏิบัติของรัฐไทยก็ยังอดรู้สึกผูกพันกับเมืองไทยไม่ได้ เพราะอย่างน้อยที่สุด มันได้กลายเป็นบ้านหนึ่งของเขาไปแล้ว แม้ใครหลายคนจะไม่อยากยอมรับให้พวกเขานับที่นี่เป็นบ้านก็ตาม
รัฐไทย จนบัดนี้ ก็ยังไม่ยอมรับว่าเรามีผู้ลี้ภัยในประเทศไทย เราจัดให้คนกลุ่มหนึ่งได้อยู่ใน "พื้นที่พักพิงชั่วคราว" (ซึ่งชั่วคราวมา 26 ปีแล้ว) โดยความช่วยเหลือทั้งหมดมาจากองค์กรมนุษยธรรมต่างประเทศ และให้สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) มีบทบาทให้ความคุ้มครอง โดยหลักแล้ว ผู้ลี้ภัยไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาทำงาน และโดยหลักแล้ว พวกเขาจะไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการดำรงชีวิตเพราะได้รับความช่วยเหลืออยู่ สถานะพวกเขาเป็นเพียงผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายที่อยู่รอการส่งกลับตามมาตรา 54 ของพ.ร.บ.คนเข้าเมือง เมื่อออกจากพื้นที่พักรอการส่งกลับซึ่งก็คือค่ายผู้ลี้ภัย ก็ต้องถูกจับกุมเนรเทศ
อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง ผู้ลี้ภัยบางคนก็ออกมารับจ้างในไร่นาชาวบ้านหรือกระทั่งทำงานบ้านทำสวนให้เจ้าหน้าที่รัฐ นั่นเพราะ ในความเป็นจริง (อีกเช่นกัน) เป็นที่รู้กันดีว่า ผู้ลี้ภัยไม่ได้อยู่โดยไม่ต้องใช้จ่ายใด ๆ ไม่มีองค์กรเอกชนใดจะสามารถหางบประมาณมาครอบคลุมทุกสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งพึงต้องการ ไม่มีมนุษย์คนใดอยู่ได้ด้วยอาหารปันส่วนที่แม้ปริมาณและคุณค่าโภชนาการเพียงพอ ก็จะเป็นแบบเดียวกันทั้งปีโดยไม่มีเนื้อสัตว์ผักสด การเข้าโรงเรียนในค่ายก็ไม่ได้ปราศจากค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ในฐานะมนุษย์สามัญคนหนึ่ง พ่อแม่ย่อมไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่ปรารถนาจะให้ลูกได้กินขนมหรือมีของเล่นบ้าง หนุ่มสาวไม่อาจอยู่โดยไม่ปรารถนาจะทาแป้งทานาคาบนใบหน้าหรือมีเสื้อใหม่สวยสมวัย หากจะบอกว่า คนลี้ภัยควรเจียมตัว ไม่ต้องปรารถนาจะกินขนม แต่งตัว ฟังเพลง ดูหนัง สื่อสารกับพี่น้องเพื่อนฝูงภายนอก ฯลฯ ก็คงต้องถามตัวเองว่า เราสามารถจะดำรงอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้หรือไม่ ชั่วคราวอาจจะได้ แต่คงไม่ใช่หลายปี หรือกว่ายี่สิบปีเช่นนี้ บางคนอาจมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะที่จริงผู้ลี้ภัยก็ได้ออกไปทำงานอยู่บ้าง แต่เมื่อการทำงานนี้ไม่มีกฎหมายรองรับ พวกเขาจึงอยู่ในสภาพที่จะถูกจับกุมรีดไถเมื่อไรก็ได้
นี่คือสุขและทุกข์ของผู้ลี้ภัยในค่ายที่ดำเนินมาเนิ่นนานไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับผู้ลี้ภัยนอกค่าย พวกเขาอาจอยู่ในสภาพเสรีกว่า ทว่าก็ต้องหวาดกลัวกับการถูกจับกุมคุมขัง เพราะไม่มีกฎหมายใดรองรับแม้กระทั่งผู้ที่ผ่านการพิจารณาจาก UNHCR แล้วว่าเป็นผู้ลี้ภัยจริง บางคนต้องอยู่ในห้องกักตรวจคนเข้าเมืองเพื่อรอจนกว่าจะมีประเทศที่สามยอมรับเสียด้วยซ้ำ
หากจะถามถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งที่งดงามและดำมืดภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา เราคงจะต้องย้ำเตือนตัวเองถึงความน่ารักและไม่น่ารักของประเทศไทยที่ได้เป็นมาอยู่มาก่อนหน้า ทุกสิ่งที่เกิดในปีนี้ ล้วนเป็นผลพวงหรือภาคต่อก็สิ่งที่ได้ดำเนินมาตลอด
แล้วหนึ่งปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น? ในส่วนที่พอจะยิ้มกันได้ เพื่อนหลายคนเล่าให้ฟังว่า ความร่วมมือระหว่างราชการท้องถิ่นกับองค์กรเอกชนและ UNHCR ในการให้ความคุ้มครองทางกฎหมายต่อผู้ลี้ภัยก้าวหน้าได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าหน้าที่มีความเข้าใจมากขึ้นที่จะรับแจ้งความและดำเนินการ รวมทั้งออกใบอนุญาตให้ผู้เสียหายและพยานออกมาสถานีตำรวจหรือศาลโดยสะดวก ผู้ลี้ภัยหลายคนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม บางคนสู้คดีจนได้ค่าชดเชยความเสียหาย นี่คือสิ่งที่เมื่อราว 5 ปีก่อนจะไม่เกิดขึ้น
ต.ค. 2552 สำนักทะเบียนกลางมีหนังสือสั่งการเรื่อง"การแจ้งเกิดและตายสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยในกลุ่มผู้ลี้ภัยในศูนย์พักพิงชั่วคราว" ซึ่งเป็นเรื่องต่อเนื่องมาจากพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎรปีพ.ศ. 2551 นี่หมายความว่า ลูกของผู้ลี้ภัยในค่ายจะได้รับการจดทะเบียนการเกิด มีสูติบัตร ได้รับการรับรองว่ามีตัวตน มีสถานะบุคคลในประเทศไทย ต่างจากพ่อแม่ของพวกเขาที่มีเพียงบัตรประจำตัวของ UNHCR/มหาดไทยซึ่งไม่มีความหมายหรือสถานะใด ๆ ตามกฎหมายไทยเลย ถึงแม้ในทางปฏิบัติ ท้องถิ่นจะยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ดิฉันก็ยังเชื่อว่า นี่คือก้าวสำคัญก้าวแรกที่จะยอมรับตัวตนของผู้ลี้ภัย (เด็ก) ในประเทศไทย
ข่าวดีมี.ค. 2553 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ผู้มีปัญหาสถานะหลายกลุ่มได้เข้าถึงหลักประกันสุขภาพ แน่นอนว่าตรงนี้ไม่เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในค่ายที่ได้รับการบริการสุขภาพจากองค์กรมนุษยธรรมต่างประเทศอยู่แล้ว แต่นับว่าเป็นประโยชน์กับกลุ่มเด็กนักเรียนที่มีทะเบียนประวัติชัดเจนซึ่งส่วนหนึ่งเป็นลูกหลานของผู้ลี้ภัยนอกค่าย นโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้มีปัญหาสถานะบุคคลและแรงงานข้ามชาติ ล้วนส่งผลต่อผู้ลี้ภัยกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายพักด้วยกันทั้งสิ้น
แต่ ในหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่ได้มีแต่รอยยิ้ม ทุกข์สาหัสที่สุดแห่งปี เห็นจะเป็นการที่ผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงที่ค่ายหนองบัวและอุสุทะ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ถูกกดดันให้กลับถิ่นฐานทั้งที่จำนวนไม่น้อยไม่เต็มใจและอยู่ในความหวาดกลัว ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้คือคนกว่าสามพันที่อพยพเข้าประเทศไทยเมื่อราวสองสัปดาห์ก่อนวันผู้ลี้ภัยโลกปีที่แล้ว มาอยู่ในที่พักชั่วคราวขนานแท้ (เพราะพื้นที่พักพิงทางการทั้ง 9 แห่งติดป้ายไว้ว่า "ชั่วคราว" เช่นกัน) ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรมนุษยธรรมระดับหนึ่ง และอยู่ในการดูแลของทหารแทนที่จะเป็นมหาดไทยดังเช่นในค่ายทางการ สัญญาณการส่งกลับเกิดขึ้นเพียง 16 วันหลังจากที่พวกเขาข้ามพรมแดนมาเงียบหายไปชั่วคราว และตามมาอีกในสามเดือนถัดมา ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมผู้นำบางคน การห้ามไม่ให้ซ่อมหลังคาโรงเรียน การกำหนดกฎเกณฑ์เข้มงวดสารพัด การตรวจยึดโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ การไล่ถามซ้ำทุกวันว่าจะกลับเมื่อไร การย้ำซ้ำว่าอย่างไรเสียทุกคนก็ต้องถูกส่งกลับ การส่งกลับ 3 ครอบครัวที่ย้อนข้ามน้ำกลับมาในเพียงวันรุ่งขึ้น ฯลฯ (ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน 2553)
ผู้ลี้ภัยส่วนหนึ่งกล่าวชัดเจนว่าไม่กล้ากลับไปหมู่บ้านเดิมด้วยหวาดกลัวกองกำลังฝ่ายตรงข้ามและกับระเบิด แม้หลายฝ่ายพยายามยื่นมือเข้ามาเรียกร้องความยุติธรรมและความคุ้มครองให้ สถานการณ์ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง พวกเขาอาจไม่เคยประสงค์จะลี้ภัยระยะยาวในค่ายผู้ลี้ภัยทางการ แต่ถ้าให้เลือกระหว่างกลับสู่อันตรายกับเข้าค่าย หลายคนก็จำต้องเลือกอย่างหลัง ซึ่งอย่างไรก็ดี ทางเลือกที่จำกัดนี้ไม่ได้รับการเสนอให้แก่พวกเขา ในที่สุดพื้นที่พักพิงทั้งสองแห่งก็ปิดลงในวันที่ 1 - 2 เม.ย. 2553 ผู้ลี้ภัยจากกลุ่มหมู่บ้านที่แจ้งแต่แรกว่ากลับถิ่นฐานได้เพียงอยากรอดูข้อตกลงระหว่างคู่สงครามที่แน่ชัด ก็จำต้องกลับไปเพื่อหวังจะกลับมาอีกหากมีปัญหา หรือไม่ก็ไปหลบในป่าเขาเป็นคนพลัดถิ่นในประเทศ แต่คนนับพันของอีกหมู่บ้านซึ่งยืนยันไม่กล้ากลับแต่แรก ก็กระจัดกระจายไปหมู่บ้านอื่นในฝั่งพม่า แอบอาศัยกับพี่น้องคนรู้จักในหมู่บ้านหรือค่ายผู้ลี้ภัยฝั่งไทย หรือเข้าเมืองไปทำงาน
นี่ไม่ใช่ปรากฎการณ์ "Refoulement" (การบังคับหรือกดดันส่งกลับ) ครั้งแรกของประเทศไทย แต่ใครหลายคนคงภาวนาให้มันเป็นครั้งสุดท้าย เรามีประวัติการผลักดันผู้ลี้ภัยกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยกลับเป็นระยะ เช่น การผลักดันผู้ลี้ภัยที่กาญจนบุรีเมื่อปี 2540 การผลักดันผู้ลี้ภัยจากค่ายแม่ลามาหลวง 58 คนเมื่อปี 2551 การส่งกลับแรงงานข้ามชาติรวมทั้งชาวโรฮิงญาอย่างเหมารวมโดยไม่มีการพิสูจน์ว่ากลับได้หรือไม่ เป็นต้น
เรามีหลักประกันอะไรให้กับผู้ลี้ภัยได้บ้าง? ยังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบใด ๆ รองรับความเป็นผู้ลี้ภัยของคนนอกค่ายเลยว่าจะมี "สิทธิที่จะไม่ถูกผลักดันกลับไปสู่อันตรายในประเทศตน" อันเป็นจารีตสากลพื้นฐาน นโยบายให้แรงงานจากประเทศพม่าไปพิสูจน์สัญชาติกับเจ้าหน้าที่รัฐตนในประเทศตน อาจเอื้อประโยชน์ให้คนจำนวนหนึ่งได้ถือพาสปอร์ตและเดินทางได้โดยไม่ต้องหวั่นเกรงการจับกุม แต่กลับส่งผลร้ายต่อผู้ลี้ภัยนอกค่ายที่ไม่มีทางกล้ากลับไปสู่มือเจ้าหน้าที่รัฐที่พวกเขาหนีมา การประกาศชัดเจนว่าผู้ที่ไม่ไปหรือไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติจะต้องถูกส่งกลับ ทำให้ผู้ลี้ภัยนอกค่ายต้องแอบซ่อนตัว ผู้ที่เคยถือใบอนุญาตทำงานชั่ว คราวตัดสินใจที่จะทิ้งสถานะทางกฎหมายนี้ไปหลบซ่อนอยู่เหมือนเก่า ในขณะที่กระบวนการรับผู้ลี้ภัยใหม่ในค่ายผู้ลี้ภัยก็ปิดตัวเงียบสนิท กระบวนการนี้ที่ว่านี้หมายถึงการคัดกรองเพื่อให้ได้สถานะอันไม่เป็นทางการ (คือมีบัตรประจำตัวที่กฎหมายไม่ได้รองรับดังกล่าว) แต่จะนำมาซึ่งความช่วยเหลือความคุ้มครองที่ชัดเจน และผู้ลี้ภัยใหม่ที่ว่านี้ก็ไม่ได้หมายถึงคนไม่กี่คนที่เพิ่งเข้ามาใน "เร็ว ๆนี้" แต่หมายถึงคนกว่า 3 หมื่นที่เข้ามาหลังการคัดกรองของคณะกรรมการระดับจังหวัดในปีพ.ศ. 2548 (ตัวเลขส่วนต่างระหว่างผู้ที่อยู่ในค่ายกับผู้ที่มีทะเบียนคือ 34, 392 คน, TBBC เม.ย. 53) คณะกรรมการฯไม่ได้ประชุมอีกเลยนับจากนั้น เว้นแต่ของแม่ฮ่อง สอนซึ่งประชุมครั้งสุดท้ายไปเมื่อ 4 มี.ค. 2552 โครงการทดลองการคัดกรองในระดับอำเภอ (pre-screening pilot project) ได้เริ่มขึ้นวันเดียวกันในบางค่าย แต่ก็ไม่มีการประกาศผลใด ๆ จนบัดนี้ ผู้ลี้ภัย "ใหม่" จึงยังอยู่ในสถานะง่อนแง่นเปราะบางต่อการส่งกลับ และเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมายต่าง ๆ ได้ยาก สิทธิในการทำงานเป็นอาสาสมัครกับองค์กรมนุษยธรรมในค่ายก็ยังเป็นปัญหา เพราะถือเป็น "คนไม่มีบัตร"
แล้วหนึ่งปีถัดไปเราจะได้เห็นอะไร? ผู้ลี้ภัยคงจะยังรู้สึกขอบคุณที่ตนได้พ้นภัยประหัตประหารที่บ้านเกิดมาเสียได้ แต่เมื่อไรจะถึงเวลาที่รัฐไทยจะยอมรับความจริงว่า การไม่ยอมรับผู้ลี้ภัย ไม่ยอมคัดกรองพิสูจน์สถานะให้ชัดเจน หรือการสร้างกรอบจำกัด กดดัน ส่งกลับ ไม่ยอมให้เข้าประเทศโดยอ้างว่าทุกคนควรจะไปเรียกร้องกับรัฐบาลและกองกำลังในพม่าแทน ย่อมไม่สามารถทำให้ผู้ลี้ภัยหายตัวไปเป็นอากาศธาตุ เมื่อพวกเขาเป็นผู้ลี้ภัยที่แท้ที่กลับบ้านไม่ได้ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากทำตัวล่องหนอยู่ในประเทศไทย
หากครั้งหนึ่งเราเคยหวาดกลัว สูญเสีย กับความรุนแรงที่ตัวเองควบคุมอะไรไม่ได้เลยมาแล้ว เราคงจะตระหนักได้ถึงความจริงที่ว่า มนุษย์คนหนึ่งนั้นมีเลือดเนื้อและความปรารถนาในชีวิตที่สันติและมีศักดิ์ศรี อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราไม่ได้อยากให้เกิดขึ้น ดังเช่นการอพยพหลั่งไหลของคนลี้ภัย แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็จำต้องเดินหน้าต่ออย่างยอมรับความจริง
ดิฉันเชื่อว่า การกล้าสู้กับความจริงอย่างกล้าหาญ จะทำให้เราทั้งหลายอยู่กันได้ ด้วยความมั่นคง
พรสุข เกิดสว่าง
มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน
--------------------------