ดังที่เคยบอกกล่าวเล่าแจ้งไปบ้างแล้วว่า ในทุกเช้าของวันอังคารและวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ ในทีมงานจะมานั่งคุยกันในเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตและการงาน เบื้องต้น กำหนดเวลาไว้ประมาณ 09.00-09.30 น.
ก็ไม่มีอะไรมากครับ แค่อยากให้คนในบ้านเดียวกันที่ตื่นนอนแล้วได้มาพบหน้าพบตากันเท่านั้นเอง มีอะไรก็เล่าให้กันฟัง ทั้งความฝันเมื่อคืน และความเป็นจริงที่กำลังจะออกไปเผชิญของวันนี้ –
ผมมีความเชื่อเสมอมาว่า องค์กรที่ดีจะต้องถูกสร้างด้วยแนวคิด “คนบ้านเดียวกัน” องค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ดี ต้องเป็นองค์กรที่มี "ชีวิตชีวา" ...มีความเป็นพี่เป็นน้อง มีการสอน มีการลงโทษ และการเยียวยาด้วยมิตรภาพของคนบ้านเดียวกัน
ผมบอกย้ำกับทีมงานว่า เช้าไหนผมมีราชการอื่นใดที่ไม่สามารถมานั่งคุยด้วย ก็ขอให้ทุกคนพูดคุย “เจ๊าะแจ๊ะศาสตร์” ตามประสา “คนบ้านเดียวกัน” ได้เลย จริงๆ มันก็ไม่มีอะไรหรอก มันก็แค่กุศโลบายที่อยากให้แต่ละคนได้คุยงานกัน โดยไม่ติดยึดอยู่กับ “ผู้นำ” เสมอไป
ครับ, ผมอยากให้พวกเขาเรียนรู้ความเป็นผู้นำด้วยตนเอง อยากให้พวกเขาเปิดใจในเรื่องราวต่างๆ ให้กันและกันได้ร่วมรับรู้ เพื่อยืนยันให้รู้ว่า...ในองค์กรของเราเป็นเหมือนบ้าน-บ้านที่เราใช้นิยามเดียวกัน ...และพร้อมที่จะช่วยเหลือกันด้วย “หัวอกเดียวกัน”
และเวทีที่ว่านี้ ผมได้แต่คิดว่า นอกจากกลวิธีแห่งการซึมซับมิตรภาพของกันและกันแล้ว ผมก็เชื่อว่าอย่างน้อย ก็ได้รู้แหละว่า ที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง ดีแค่ไหน มีอะไรบกพร่องบ้าง...หรือตอนนี้กำลังทำอะไร... และอนาคตจะทำอะไร-เพื่อให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในงานนั้นๆ ร่วมกัน
สำหรับวันอังคารที่ผ่านมา สิ่งที่น้องๆ ได้คุยกันภายใต้เวลาอันน้อยนิดนั้น พวกเขามีเจ้าภาพในการสรุปประเด็นและรายงานมาให้ผมได้ร่วมรับรู้ (จริงๆ แกล้งไม่เข้าร่วมในระยะนี้ เพื่อให้แต่ละคนสนุกกับการไม่มีหัวหน้า และจำลองตัวเองเป็นหัวหน้าไปก่อนก็เท่านั้นเอง) ซึ่งสิ่งที่สื่อสารมา พวกเขาก็คล้ายกับติดสไตล์ของผมไปอย่างไม่ผิดเพี้ยน นั่นคือ “หยิบปัญหาขึ้นมาตั้ง เพื่อรวมพลังแก้ไข” ...(ยืนยันครับว่ามันเป็นวิธีการทำงานในแบบเราๆ คือ "ปัญหาเก่าห้ามเกิด..ปัญหาใหม่ไม่ว่ากัน" ไม่ใช่การทำงานแบบมองโลกแง่ร้าย-หรอกนะครับ)
และนี่คือ สิ่งที่พวกเขาได้เปิดอก “เปิดเปลือย” กันในวันนั้นก็คือเรื่อง “มาสาย” ดังว่า
...เนื่องจากสภาพปัจจุบัน มีบุคลากรในกลุ่มงานมาทำงานสายจนทำให้การดำเนินงานในช่วงเช้า และการกำหนดการประชุมกลุ่มงานในทุกๆ วันอังคาร และวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ล่าช้าไปด้วย กระทบต่อการสรุปงานและเตรียมความพร้อมในเรื่องต่างๆ จนเกิดความล่าช้าขึ้น จึงได้หาทางออกร่วมกันดังนี้
... กำหนดให้ในแต่ละวัน หากสมาชิกลุ่มงานท่านใดมาสายเกินเวลากำหนดให้สมาชิกท่านอื่นโทรศัพท์ตามเพื่อให้รู้สารทุกข์สุขดิบ หรือเพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้นในการมาทำงาน และหากสมาชิกท่านนั้นยังไม่มาทำงานด้วยเหตุผลอันไม่สมควร จะให้ไปตามถึงที่ห้องพัก และดำเนินการภายในตามสมควร...หรือถ้าไม่มา ก็ให้แจ้ง เพื่อคนอื่นจะได้ทำงานแทน...
นี่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่เขาหยิบมาคุยกัน ผมยังไม่วิเคราะห์ว่าปัญหานี้ใหญ่ หรือสำคัญจนต้องเป็นวาระแห่งทีมหรือยัง แต่ก็เคารพว่า สำหรับพวกเขานั้น มันต้องมีปมและมีเหตุบางประการแหละถึงได้หยิบขึ้นมาถกคิดกัน
ก็ไม่เป็นไรครับ, ให้เขากำหนดกฎกติกากันบ้างก็ดี ...เผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น และมีวัฒนธรรม หรือนิยามอันเดียวกันอย่างที่ตั้งใจ
แต่สำหรับวันนี้ หลังการประชุม ผมลองตามงานดูว่าเวทีเล็กๆ ในแบบฉบับคนบ้านเดียวกันนั้น ได้เป็นพื้นที่ทาง "ใจ" สู่การขับเคลื่อนงานได้แค่ไหน และช่วยในการเปิดเปลือยการทำงานแบบพี่แบบน้องได้กี่ก้าวแล้ว...
จากนั้น ผมก็ตรวจทานความคิดเรื่องงานอีกรอบ พร้อมๆ กับการมอบหมายให้แต่ละคนได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ...
พร้อมๆ กับการ ฝากเรื่องคิดแนวเปรียบเปรยให้กับทีมงานได้เก็บไปคิด ประมาณว่า...
- ทุกคนทำงานร่วมกัน ด้วยนิยามเดียวกัน คือ “บ้านเดียวกัน” งานของแต่ละคน คือภาระงานของเราทุกคน
- อยากให้แต่ละคนเปิดใจให้คนรอบข้าง เพราะการเปิดใจ คือ การเปิดพื้นที่ชีวิต
- อยากให้แต่ละคนเสมือนเดินเข้าไปเคาะประตูใจของเพื่อน เพื่อขอนุญาต “ปลูกดอกไม้คนละต้นไว้ในพื้นที่อันเป็นหัวใจของแต่ละคน” โดยคนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ ก็ให้ทำหน้าที่ดูแลรดน้ำพรวนดินดอกไม้ของเพื่อนให้งอกงามขึ้นมาในตัวตนของตัวเอง จะเป็นปุ๋ยสูตรใด น้ำที่รดจะมีความเข้มข้น หรือสะอาดแค่ไหน ก็อยู่ที่ตัวตนของแต่ละคนที่เติมแต่ง หรือเติมเติมลงสู่ดอกไม้แต่ละต้น
แน่นอนครับ เรื่องปลูกดอกไม้ไว้ในตัวตนของเพื่อนร่วมงาน ยังเป็นแค่โจทย์ที่ฝากให้ทุกคนไปคิดและขบคิด วันอังคารหน้า ผมคงมีโอกาสและเวลาเฉลยมันด้วยตนเอง ว่าจริงแท้นั้น มันหมายถึงอะไรบ้างในวิถีแห่ง “ชีวิตและการงาน” ตามนิยาม “คนบ้านเดียวกัน”
หรือบางที โชคดีหากพวกเขาสามารถตีโจทย์นั้นได้ก่อนการเฉลยของผม-ผมก็ถือว่า ประสบความสำเร็จแล้ว คงเหลือก็แต่กระบวนการนำไปใช้และติดตามเท่านั้นเอง ว่าจากนี้ไปต้องลงแรงเช่นใด เพื่อให้ดอกไม้แต่ละต้นของแต่ละคน เติบโตงอกงามในพื้นที่ของแต่ละคนได้อย่างใจหวัง
แต่ที่แน่ๆ มันเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาตน พัฒนางาน และพัฒนาองค์กร ล้วนๆ ...
พฤหัสบดี
๒๔ มิ.ย. ๕๓
สวัสดีครับท่านอาจารย์ แผ่นดิน
โดนใจมากๆกับกุศโลบาย "ปลูกดอกไม้คนละต้นไว้ในพื้นที่ อันเป็นหัวใจของแต่ละคน"
สวัสดีครับ พี่วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
หลังคุยเรื่องปลูกดอกไม้ฯ เสร็จ...
ทุกคน ก็ช่วยกันสะสาง 5 ส.จนเกลี้ยงเลยก็ว่าได้
เหลือเพาะผมครับที่ยัง สะสมอยู่...
บอกกับทีมว่า "เดี๋ยวตามไป" ...
เขาบอกอยากสะสางให้ แต่กลัวเอกสารหาย ....(ฮา)
เป็นทุกที่เลยนะคะ..การไม่ตรงต่อเวลาแล้วพาลเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เป็นวัฒนธรรมที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วนในองค์กร...
คิดๆๆค่ะ..หาทางออก..
อาจารย์พนัสและครอบครัวสบายดีนะคะ..ไม่ได้ทักทายกันนานนนน..มากค่ะ..^^
เป็นแนวคิดในการบริหารที่เยี่ยมมาก....ขอชื่นชมค่ะ...เห็นด้วยมากๆที่ต้องมาทำงานให้ทันเวลา...หลายองค์กร(ภาครัฐ)
คงเจอปัญหาเดียวกัน คือ...เจ้าหน้าที่มาทำงานสาย....หลัง 9 นาฬิกากันทั้งนั้นๆ เห็นทีต้องปรับปรุงตัวเอง....
แล้วเน๊าะ...
สวัสดีครับ คุณครูแอ๊ว
ผมสบายดีครับ ยังดินทาง และยังเป็นคนประเภทหอบงานมาทำที่บ้านอยู่เหมือนเดิม
ว่าด้วยเรื่องความตรงต่อเวลานั้น...
นึกถึงเพลงที่ร้องสมัยเรียนมัธยมจังนะครับ
"ตรงต่อเวลา พวกเราต้องมาให้ตรงเวลา...ตรงๆ ตรงเวลา พวกเราต้องมาให้ตรง
เวลา..เราเกิดมาเป็นคน ต้องหมั่นฝึกตนให้ตรงเวลา....ฯลฯ..."
ประมาณนั้นครับ...เคยร้องตอนเรียนประถม ผมว่ามันช่วยได้เยอะเลยทีเดียว
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณผู้ไม่แสดงตน
ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจนะครับ...
ผมว่า ก็เหมาะสมแล้วครับที่หลายภาคส่วนต้องมีการปฏิรูป...โดยเฉพาะการปฏิรูประบบราชการ ก่อนหน้านี้ ที่องค์กรมีระบบใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการลงเวลา ซึ่งก็ช่วยได้เยอะ สุดท้ายก็พังแบบไม่ต้องซ่อม ผมมองว่า, สำนึกร่วมของความเป็นคนในองค์กรสำคัญมาก เรื่องบางเรื่อง มาตรการสำคัญก็จริง แต่มันไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืนเอาซะเลย ทุกๆ เรื่อง มันอยู่ที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนเป็นที่ตั้ง
ผมเองก็ไม่สมบูรณ์พร้อม แต่ก็พยายามในทุกเรื่องเหมือนกัน...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดินมาอ่านสาระและข้อคิดที่ได้จากการทำงาน..คงมีความสุขในวันหยุดนี้นะคะ..
อาจารย์เยี่ยมเลยคะ ที่รู้จักใช้กุศลบาย มาร่วม ใช้ในบ้านเดียวกัน หัดคนอื่นได้เป็นผู้นำบ้าง เป็นความคิดที่แยบยลคะ เป็นกำลังใจในการหากุศลบาย มาบริหารงานนะคะ และการใช้กุศลบาย ปลูกดอกไม้ ในใจของคนร่วมงาน และดอกไม้ในใจฉัน ที่จะต้องหมั่นดุแลรดน้ำพรวนดิน เพื่อให้มันเจริญงอกงามอยู่ในใจของแต่ละคน คือให้ทุกคนดูแลเอาใจใส่ ต่อใจกันคะ จะใช้ปุ๋ยสูตรไหน น้ำสะอาดแค่ไหน นั่นคือสิ่งดีดี แล้วแต่ใคร จะสร้างสรรค์ เพื่อการอยู่ร่วมกัน ให้ดีที่สุด ให้ต้นไม้ ทั้งหมดที่ในพื้นที่เดียวกัน ใครจะดูแลได้ดีกว่ากันคะ หวังว่าพื้นที่ คงชุ่มฉ่ำ เขียวขจี มีดอกหรือต้นไม้สวยไปหมดนะคะ
โอกาสของคนนอกเมืองไปกทม. ไปร่วมงานแถลงข่าวกปร.ประกาศผลรางวัล รพ.หนองม่วงไข่ได้รองชนะเลิศองค์กรภาครัฐในส่วนภูมิภาคค่ะ พบว่ามีปลกต้นไม้ ในห้างสรรพสินค้าด้วยค่ะ น่าสนใจ
ปลูกต้น ดอก ไม้ ไว้ให้ ได้คิดถึงกัน จะผ่านผันไปนานแค่ไหน ก็ไม่มีวันเหงา เพราะมี ความทรงจำดีๆ ให้ได้ รฤก ขอบคุณค่ะ
..สวัสดีครับ
..ไม่เคยผิดหวังเลยครับ..ที่เข้ามา blog/pandin
..องค์กร คนบ้านเดียวกัน
..เปิดใจ คือ เปิดพื้นที่ชีวิต
..ปลูกดอกไม้ในใจ
..เหล่านี้นำไปใช้กับงาน..การใช้ชีวิต
..ขอบคุณครับ
ปลูกต้นรักได้ไหม ฮ่าๆๆมาแซว
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน หนุ่มโรมันกะติก ตลอดกาล ;)
มาเชียร์ ให้ปลูกต้นไม้กันเยอะๆ ค่ะ เพิ่งกลับมาจากบ้าน ต้นไม้ขึ้นงามเขียวขจีด้วยฝีมือคู่รักวัยดึกป๋าอี๋ ... บางคนมือขึ้น ปลูกต้นอะไรก็ ขึ้นงาม งาม เขียวขจี
แต่ปูไม่ค่อยถนัดเลยค่ะ เคยปลูกต้นกุหลาบ อิ อิ ม้วยคามือเลย ๕ ๕ ... ถนัดแต่ปลูกต้นหัวใจ ;) ... คุณแผ่นดินสบายดีนะคะ สองหนุ่มน้อยคงสนุกสนานกับการเรียน
มาร่วมปลูกต้นไม้ค่ะ.