232. ความดันโลหิตสูง-ต่ำ อันตรายเงียบ

"ความดันโลหิตผิดปรกติ" ซึ่งมีทั้ง" ต่ำ-สูง"

   ความดันโลหิต เป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของสุขภาพร่างกายโดยข้อมูลของหน่วยศึกษา ฝ่ายพยาบาลโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ระบุไว้ว่า ความดันโลหิต เป็น"เครื่องแสดงสมรรถภาพของระบบไหลเวียนโลหิต และการทำงานของหัวใจ "ความดันโลหิต คือ แรงดันที่เกิดจากหัวใจบีบตัว เพื่อดันโลหิตในหัวใจและหลอดเลือดแดงใหญ่ออกไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย


                


   ในทางการแพทย์  การวัดค่าความดันโลหิต จะวัดเป็นตัวเลขสองค่า เช่น 120/70 - 120/80   มิลลิเมตรปรอท โดยค่าความดันโลหิตของคนปรกติขณะพักอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอายุ เพศ เชื้อชาติ สภาพอากาศรอบตัว อริยาบท รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ 


  แต่ถ้าค่าเกิดต่ำหรือสูง เกินไปร่างกายจะมีปัญหาค่าความดันโลหิตต่ำ หมายถึงภาวะที่มีความดันโลหิตต่ำกว่า 90/50 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งสาเหตุก็มีทั้งที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เกิดจากการปรับตัวของร่างกายไม่ทันเมื่อเปลี่ยนอริยาบท และเกิดจากโรคหรือความผิดปรกติอื่นๆ ของร่างกาย  ได้แก่ พักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดอาหาร โลหิตจาง หรือมีการสูญเสียโลหิตจากสาเหตุต่างๆเช่น แผลในกระเพาะอาหาร ริดสีดวงทวาร


    ทั้งนี้ เมื่อความดันโลหิตต่ำร่างกายจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย วิงเวียนศรีษะ หน้ามืด เป็นลมบ่อย หน้ามืดเวลาเปลี่ยนอริยาบท อย่างรวดเร็ว เช่น จากนอนเป็นนั่ง ประเด็นคือ "ความดันโลหิตต่ำเกินไปมีอันตราย " จะทำให้ โลหิตไหลเวียนเลี้ยงอวัยวะสำคัญของร่างกายไม่ทัน ซึ่งอันตรายโดย เฉพาะกับเซลล์ของสมอง  กล้ามเนื้อหัวใจ ไต ถ้าความดันโลหิตลดต่ำลงมากๆ จะทำให้อวัยวะสำคัญขาดออกซิเจน อาจทำให้เป็นลม ช็อก และ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้


   คำแนะนำสำหรับผู้มีปัญหาความดันโลหิตต่ำก็คือ รับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้ครบ 5 หมู่ นอนพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งเปลี่ยนอริยาบทท่าทางร่างกายอย่างช้าๆ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวได้ทันและป้องกันมิให้เกิดอาการหน้ามืด


   " ความดันโลหิตสูง "ค่าตั้งแต่140/90 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นไปนี่ก็"อันตราย "ซึ่งแต่ละปีมีคนไทยป่วยด้วยสาเหตุนี้เป็นหลักแสน เช่นปี 2551 ปีเดียว มีผู้ป่วยด้วยสาเหตุนี้ 494,809 คนเสียชีวิต 2,463 คน 


   ทั้งนี้ นิตยา พันธุเวทย์ สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรคระบุไว้ว่า ... ทั่วโลกต่างก็รณรงค์ ป้องกันความดันโลหิตสูง ถึงขั้นมีการกำหนดวันรณรงค์ ความดันโลหิตสูงโลก วันที่ 17 พฤษภาคม ของทุกปี เพราะมีผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงเป็นจำนวนมากและขยายจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี  โดยขณะนี้พบ ประมาณ 1.5 ล้านคน และเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตปีละ  7 ล้านคน ขณะที่ คนไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูงประมาณ 11 ล้านคน ผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ในเกือบทุกๆ 5 คน จะมี 1 คนที่ป่วยเป็นโรค "ความดันโลหิตสูง"


     โรคความดันโลหิตนี้ "เป็นเพชฌฆาตเงียบ" การดำเนินโรคจะค่อยเป็นค่อยไป ช่วงแรกจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่เป็นแล้วจะ"ไม่มียารักษาให้หายขาด" และถ้าไม่ควบคุมความดันโลหิตให้มีค่าใกล้เคียงค่าปรกติเป็นเวลานาน จะทำให้เป็น"โรคหัวใจขาดเลือด โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคไตวาย ตามมาได้


    อย่างไรก็ตาม กับโรคความดันโลหิตสูงก็สามารถจะป้องกันได้ โดยกรมควบคุมโรคแนะนำ เคล็ดลับจัดการความเสี่ยง คือ"ลดเค็ม เพิ่มพัก คุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย" เลือกรับประทานอาหารที่มีรสชาดพอเหมาะ ไม่เค็ม ไม่หวาน มันน้อย ใช้เครื่องเทศ -สมุนไพร ปรุงอาหารแทนเกลือ  เพิ่มการรับประทานผักหลายสี หลายชนิด เพิ่มผลไม้สดที่ไม่หวาน   ถั่วแทนขนมกรุบกรอบ รับปะทานมังสวิรัติอย่างน้อยสัดาห์ละครั้งจะยิ่งดี และในแต่ละวันควรรับประทานอาหารครบ 3 มื้อ ในปริมาณพออิ่ม พอเหมาะกับการใช้พลังงานของร่างกาย


   นอกจากนี้ ต้องคุมน้ำหนักให้เหมาะสมตามวัยและคุมรอบเอว โดยเพศชาย น้อยกว่า 36 นิ้ว เพศหญิง ควรน้อยกว่า 32 นิ้ว ออกกำลังกาย วันละ 30-60 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ และเพิ่มกิจกรรมทางกายให้มีความกระฉับกระเฉง เลี่ยงการใช้เครื่องอำนวยความสะดวกเสียบ้างเช่น รีโมต ลิฟต์ เป็นต้น

 "โรคความดันโลหิต "แม้ไม่ดังแต่ก็ "ประมาทมิได้"

 นี่คืออีกภัยร้ายทำลายสุขภาพ..อย่างเงียบเชียบ     

 

ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 10 มิถุนายน 2553 สกู๊ปหน้า1 และขอบคุณภาพเครื่องวัดความดันจากอินเตอร์เน็ต   

ด้วยความปรารถนาดี  กานดา แสนมณี