จากประสบการณ์ในการนำนักเีัรียนเข้าค่ายธรรมะหลายๆครั้งที่ผ่านมา ผมพบว่าเด็กจะมีธรรมได้ด้วยการปฏิบัติครับ การสอนเด็กให้มีธรรม ด้วยการสอน การสั่ง การเทศน์ เด็กก็ได้แต่ฟัง แต่ไม่ได้ปฏิบัติ แต่ถ้าให้เด็กปฏิบัติจริง เด็กจะได้ธรรมโดยไม่ต้องสอนครับ ต่ายธรรมะค่ายหนึ่ง สามวันสองคืน ก็เน้นการฟังเทศน์ ฟังธรรม สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม คุณครูเล่าให้ฟ้งว่าสิ่งเด็กได้จากการเข้าค่ายธรรมะในครั้งนี้จริงๆ คือ จิตอาสาจากการทำความสะอาดห้องน้ำวัด เด็กบางคน อยู่บ้านเป็นคุณหนู ไม่เคยทำอะไรเลย พอให้เขาทำความสะอาดห้องน้ำวัด เขามีความภูมิใจในตัวเอง กลับไปเล่าให้พ่อแม่ฟังด้วยความภาคภูมิใจ ผมเองตอนเป็นผู้บริหารโรงเรียน พาเด็กเข้าค่ายธรรมะ ผมก็ให้เด็กเขาหุงข้าวหุงปลากันเองครับ แบ่งหน้าที่กันให้ดี ปรากฏว่าเด็กเขาชอบมากครับ และในการสอนธรรมะ ก็สอนด้วยการให้เขาปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ แล้วให้เขาช่วยกันคิดว่ากิจกรรมดังกล่าว มีคุณธรรมอะไรแฝงอยู่ เขาก็คิดกันได้ครับ และการสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผมสอนโดยการห้ามเด็กพกเงินมา ใครอยากกินขนม อยากกินไอติม ให้เบิกจากเงินค่ากับข้าวกองกลางของกลุ่ม ปรากฏว่าไม่มีใครกินขนมครับ ผมจัดค่ายแบบนี้ บางคนบอกว่านี่ไม่ใช่ค่ายธรรมะ ครับ ผมว่าค่ายธรรมะสำหรับเด็ก น่าจะเป็นค่ายที่เน้นการปฏิบัติธรรม มากกว่าการสอนธรรม ครับ เด็กจึงจะเกิด โยนิโสมนสิการ เพราะการปฏิบัิติธรรม เป็นการดึงศักยภาพของเด็กออกมา เป็นการเรียนธรรมแบบ Active learning ขณะที่การสอนธรรม เป็นการกดศักยภาพของเด็กเอาไว้แทบจะไม่เกิดโยนิโสมนสิการ เป็นการเรียนแบบ Passive learning
ก็มองได้หลายแง่นะคะท่านรอง
ในมุมกลับกัน เด็กหลายคน เข็ด/กลัวกับค่ายธรรมะ
จิตอาสา เป็นเรื่องของจิตสำนึก 3 วันอาจไม่ช่วยอะไร
เพราะเวลาที่เหลือทั้งหมด..ไม่เคยพบเจอกับเรื่องเหล่านั้นเลย
สอนให้เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงเด็กจะได้ธรรมโดยอัตโนมัติคะ
การสอนให้รู้แต่ไม่ได้ทำจึงไม่ได้มรรคผลอันใดคะ
ด้วยเหตุนี้ "คนที่มีธรรมจึงดีกว่าคนที่รู้ธรรม" นะคะ
* ก็มองได้หลายแง่นะคะท่านรองในมุมกลับกัน เด็กหลายคน เข็ด/กลัวกับค่ายธรรมะ
(ครับ ประเด็นนี้เห็นด้วยครับ เด็กหลายคนเข็ดและกลัวค่ายธรรมะมากๆๆๆ)
* จิตอาสา เป็นเรื่องของจิตสำนึก 3 วันอาจไม่ช่วยอะไรเพราะเวลาที่เหลือทั้งหมด..ไม่เคยพบเจอกับเรื่องเหล่านั้นเลย
(ครับ 3 วันได้ไปเจอจิตอาสาบ้างก็ยังดีครับ ส่วนที่เหลือค่อยว่าอีกที)
ขอบคุณครับ
* สอนให้เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงเด็กจะได้ธรรมโดยอัตโนมัติคะ
(ครับ ลงมือปฏิบัติจะได้ธรรมโดยอัตโนมัติ)
* การสอนให้รู้แต่ไม่ได้ทำจึงไม่ได้มรรคผลอันใดคะ
(ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้นจริงๆครับ)
* ด้วยเหตุนี้ "คนที่มีธรรมจึงดีกว่าคนที่รู้ธรรม" นะคะ
คนที่มีธรรมจึงดีกว่าคนที่รู้ธรรม
ขอบคุณครับ
ชอบจังเลยค่ะ ให้ทำดีมีค่ากว่าธรรมดี
เออน่ะ จริง ๆ ด้วยค่ะท่านรอง
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
สวัสดีค่ะอาจารย์
ถ้าทำดีด้วย ฟังธรรมด้วยควบคู่กันไปคงจะดียิ่งขึ้น
ขอบคุณสาระดีๆที่นำมาฝากค่ะ
ครับ คงต้องควบคู่กันไป ทั้งทำดี และ ฟังธรรม
ขอบคุณครับ
ธรรมะสวัสดี ท่านอาจารย์
พระอาจารย์ว่า เรื่องเข้าค่ายธรรมะของนักเรียนนั้น
ก็เห็นด้วยกับ "การเรียนธรรมะแบบธรรมชาติ"
แต่ก็คงมีองค์ประกอบหลายอย่างที่เป็นข้อจำกัด
ที่สำคัญจึงอยู่ที่ว่า "เราจะทำความเข้าใจหรือพูดคุยกันอย่างไร"
สำหรับผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบ (ผู้บริหาร/ครูผู้รับผิดชอบ/พระวิทยากร/ฯลฯ)
ไม่ให้การจัดค่ายเป็นแค่ "พิธีกรรม" ของระบบการศึกษาในปัจจุบัน
ที่เราคิดว่าต้องจัด "ให้เสร็จ" แล้วก็ "เสร็จ" จริงๆๆ
โดยที่ไม่มีผลที่เกิดขึ้นเลย แล้วทำอย่างไร เมื่อเข้าค่ายธรรมะ
เด็กได้ข้อคิด เรียนรู้ และลงมือปฏิบัติ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขา
เราจะได้ไม่บ่นกันว่า "เข้าค่ายธรรมะมาก็เปลี่ยนแค่ ๗ วัน ๑๐ วัน ๑ เดือน"
แล้วก็เป็นเหมือนเดิม พระอาจารย์ก็กำลัง "เรียนรู้และตอบโจทย์ข้อนี้อยู่เหมือนกัน"
แต่อย่างไร ค่ายธรรมะก็ยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรทำ
เจริญพร
* ไม่ให้การจัดค่ายเป็นแค่ "พิธีกรรม" ของระบบการศึกษาในปัจจุบันที่เราคิดว่าต้องจัด "ให้เสร็จ" แล้วก็ "เสร็จ" จริงๆๆโดยที่ไม่มีผลที่เกิดขึ้นเลย
(ครับ เสร็จในรูปแบบ เสร็จตามกำหนดการ เด็กแทบไม่ได้อะไรไปเลยก็มีครับ ได้ไปเหมือนกัน ได้ความเบื่อหน่ายครับ)
* แล้วทำอย่างไร เมื่อเข้าค่ายธรรมะเด็กได้ข้อคิด เรียนรู้ และลงมือปฏิบัติ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขา
(ครับ ประเด็นนี้ ผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่เราน่าจะมาสังคายนากันสักทีนะครับ)
เพราะ เราจะได้ไม่บ่นกันว่า "เข้าค่ายธรรมะมาก็เปลี่ยนแค่ ๗ วัน ๑๐ วัน ๑ เดือน"
แล้วก็เป็นเหมือนเดิม )
* พระอาจารย์ก็กำลัง "เรียนรู้และตอบโจทย์ข้อนี้อยู่เหมือนกัน"
(ผมถามท่านผู้รู้หลายท่าน ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนครับ ผมก็เลยมาคิดของผมเองว่า การเข้าค่ายธรรมะ ควรเป็นค่ายแบบ Child centered และ เป็นการเรียนธรรมะ แบบ Active learning หรือ Action learning เพื่อให้เด็กเกิด โยนิโสมนสิการ จากการปฏิบัติครับ)
(เพราะเด็ก ต้องการเคลื่อนไหว ต้องการเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมครับ การสอนธรรมะโดยการบอก โดยการเทศน์ ผมว่าน่าจะเรียนรู้ได้น้อยครับ)
* แต่อย่างไร ค่ายธรรมะก็ยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรทำ
(ครับ ผมก็เห้นว่าเป็นสิ่งที่ควรทำครับ แต่ทำอย่างไร ไม่ให้เด็กเบื่อหน่าย และ เด็กซึมซาบธรรมะ)
ขออนุญาตเพิ่มเติมครับ ผมนำมาจากบันทึกเรื่องการศึกษาแนวพุทธ เห็นว่าน่าสนใจดีและน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนุ่งของการเข้าค่ายธรรมะ
โรงเรียนทั่วไปเขาวิชาการใช่ไหม ? แต่เรามี “วิชาชีวิต” ออกแบบให้เป็นวิถีชีวิตที่ให้การพัฒนาพฤติกรรม จิตใจ ปัญญา
หลักการคร่าว ๆ ก็คือช่วงแรกให้เขาเพลิดเพลินกับธรรมะ ไม่น่าเบื่อ ตรงกลางก็กินอยู่ดูฟังเป็น ทบทวนวิชาการให้เขาบ้าง มีการละเล่นให้เขาเรียนรู้กติกา ทำไปสี่ครั้งเกิดความอัศจรรย์ใจ เด็กที่เคยแกล้งเพื่อนดีขึ้น เมื่อก่อนจะเลิกเรียน ก็หลอกพระอาจารย์อีก เอาเป้ขึ้นมาวางบอกว่าหมดเวลาแล้ว เดี๋ยวนี้ขออยู่ต่อ เด็กที่ไม่เคยให้ความร่วมมือก็ให้ความร่วมมือ เด็กที่ไม่เก่งเรียนแย่ จะไม่กล้าแสดงออกก็กล้าแสดงออกและเรียนดีขึ้น การกราบการไหว้ดีขึ้น จนพ่อแม่สะท้อนให้ฟัง
อย่างขยะเกลื่อนวัด อาตมาก็บอกว่าดูสิ ๆ เด็ก ๆ ก็บอกว่าอะไรเหรอพระอาจารย์ เราก็ถามเห็นหรือยัง เด็ก ๆ เริ่มรู้ละ ขยะเต็มเลย อาตมาก็ถาม ขยะเต็มเลย สวยไหม เด็ก ๆ ตอบไม่สวย ไม่ดี และจะทำอย่างไรก็บงมือพากันเก็บพร้อมกัน ก็ทำได้ และก็พูดชมเชยให้กำลังใจ สร้างความรู้สึกดีว่า เป็นบุญกุศล เป็นความกตัญญูต่อวัด ศาสนาพุทธเราสอนให้ละอายชั่ว กลัวบาปใช่ไหม แต่เด็กพันธ์ใหม่จะละอายการทำดี ถ้าเราให้เด็กเก็บคนเดียวไม่มีทางเก็บหรอก อาตมาก็ลองดูกับเด็กห้องอื่นที่เดินอยู่ ก็เห็นเด็กมันดันก้นกันนะ ไม่มีใครมาเก็บ อายมาก กิเลสมันบอกว่าเป็นผู้เสียสละ สิ่งดี ๆ เธอทำเถอะ ฉันขอเป็นคนทำทีหลัง กิเลสมันหลอก
ถามว่าทำไมอาตมาไม่สั่งเลยว่า อ้าวเด็ก ๆ เก็บ ทำไมไม่ทำกัน ทำไมจึงเลวอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนั้นเขาจะมีปฏิกิริยาทันที การเรียนรู้เป็นสภาวะธรรม สติต้องพยายามให้เขาระลึกรู้ด้วยตัวของเขาเอง ถ้าเป็นสติแท้เป็นจิตที่แยกดีแยกชั่วได้เอง แล้วปัญญาจะบอกว่า คือถ้าดีต้องทำ ถ้าชั่วต้องละ สติกับปัญญาไปด้วยกันอย่างนี้ แล้วเขาจะกล้ารับผิดเมื่อทำผิดและรู้จักขอโทษ ไม่ใช่มีกฎทุกอย่างแต่เด็กฝ่าฝืนหมด
บางทีอาตมาจะเป็นตัวสติให้กับห้อง คือจะไปอยู่หลังห้องแล้วคอยดูเด็ก ๆ เวลาเขาแอบกินขนมกันในห้อง อาตมาก็จะถามว่า เมื่อกี้ตัวจริงของแต่ละคนทำอะไรบ้างเนี่ย เอ๊ะที่เอาอะไรเข้าปาก เขาเรียกว่าทำอะไรนะ เด็ก ๆ ก็จะบอกว่า กินขนมในห้อง กล้ารับผิด ต่อมา แค่เราพูดเปรย ๆ เด็ก ๆ ก็เริ่มรู้ตัว บางครั้งให้เขาเก็บขยะ แล้วบางคนไม่เก็บ กินแรงเพื่อน อาตมาก็ไปถามว่าใครกินแรงเพื่อน กินแรงเพื่อนดีไหม? ไม่ดี จะขอโทษเพื่อนไหม? ขอโทษครับ ให้ขอโทษพร้อมกัน อ้าวถามเพื่อน ยกโทษให้หรือยัง? ยัง อ้าวยังพูดไม่ดัง ขอโทษใหม่เพื่อนไม่ได้ยิน ขอโทษใหม่เด็ก ๆ ก็จะขอโทษเพื่อน นี่เป็นวิธีของพระพุทธเจ้า
เหมือนกับพระที่แสดงอาบัติต่อกัน กล้ารับผิดแล้วเปิดโอกาสให้คนชี้แนะ ให้ออกจากความผิดนั้น เป็นแรงผลักดันให้กันและกันที่จะไม่ทำผิดอีก นี่เป็นสภาวะที่ถอดรหัสมาที่พระพุทธเจ้าสอนพระภิกษุ
เมื่อทำถูกทางจะเกิดฉันทะ จะมีสติรู้ตัว จะใฝ่พัฒนาอยู่เรื่อย ๆ วางแผนไว้ว่าปีหน้าโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดสุทัศน์ฯ ถ้าทุกฝ่ายเห็นด้วย อาจจะเปลี่ยนทั้งหมด