ที่ผ่านมาฉันได้รับความรู้มากมายจากการที่เป็นนักศึกษาระดับ ป.บัณฑิต ของ ม.ราชภัฎเชียงใหม่ ซึ่งในวิชาจิตวิทยาสำหรับครู ฉันได้รับการเสี้ยมสอนว่า ครูที่ดีต้องมีคุณสมบัติ คือ

  1. ปิโย น่ารัก ลูกศิษย์เห็นแล้ว น่าเข้าไปปรึกษา

  2. ครุ น่าเคารพ กระทำตนสมกับฐานะ ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งใจ และปลอดภัย

  3. ภาวนีโย น่ายกย่อง

  4. วตฺตา จ รู้จักพูดรู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี

  5. วจนกฺขโม อดทนต่อถ้อยคำแสลงใจ

  6. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อน ให้เข้าใจง่าย

  7. โน จฏฐาเน นิโยชเย ไม่ชักนำหรือชักจูงศิษย์ไปในทางเสื่อมเสีย

ฉันคิดว่าครูคนใดทำได้แบบนี้คงเป็นครูที่ดีได้อย่างแน่นอน

       วันนี้ฉันได้รับคำบอกกล่าวที่ฉันรอคอยมานาน คือ ทางท่านผู้อำนวยการโรงเรียนได้กล่าวถึงการที่คุณครูจะต้องพูดจากับนักเรียนให้ไพเราะ และหลีกเว้นจากการใช้อารมณ์หรือการขว้างปาสิ่งของที่ใกล้ตัวใส่นักเรียน เพราะเป็นพฤติกรรมที่ครูอันเป็นที่เคารพและที่คาดหวังของผู้ปกครอง ไม่ควรกระทำ ฉันรอฟังถ้อยคำเหล่านี้มานาน แม้วันนี้ฉันต้องมาเรียนหนังสือ โดยไม่ได้ไปเข้าประชุม แต่ก็ถือว่าสิ่งที่แฟนฉันนำมาบอกกล่าวนับเป็นนิมิตหมายอันดีที่บอกได้ว่าสิ่งที่ฉันทำทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดกฎของความเป็นครูเลยแม้แต่น้อย

 

ฉันผิดเหรอ....ที่ไม่ด่านักเรียน

ฉันผิดเหรอ.....ที่ไม่ตีนักเรียน

 

ฉันไม่ได้มาอวดอ้างตัวเองว่าเป็นครูที่ดีนะ แต่ฉันกำลังจะบอกว่า ฉันเองได้ทำตามที่ฉันได้รับการเสี้ยมสอนมาและเลือกเอาสิ่งที่ดีที่มีผู้รู้ที่แนะนำมาปฏิบัติ ฉันเคยบอกหลายต่อหลายคนแล้วว่า ฉันด่าใครไม่เป็น แม้แต่นักเรียนเองฉันก็เคยบอกแล้วว่า ฉันเติบโตมาจากครอบครัวที่ไม่มีใครด่าว่ากัน เมื่อฉันทำผิดแม่ก็จะทำโทษอย่างมีเหตุผล ค่อยพูดค่อยจากัน การตีแต่ละครั้งแม่จะตีอย่างมีเหตุผลเสมอ ไม่ใช่อะไรก็เฆี่ยนตี  ทุกวันนี้ฉันมีความคิดที่ขัดแย้งกับครูหลายท่านกับการทำโทษเด็ก และควบคุมพฤติกรรมโดยการเฆี่ยนตี แต่ฉันทำอะไรไม่ได้ ต้องเก็บกดเอาไว้จนแทบจะเป็นโรคจิตอยู่แล้ว (ขอให้ฉันได้ระบายบนบล็อกนี้เถอะนะคะ ไม่อย่างนั้นคงเป็นโรคประสาทตาย)  เวลาฉันไปโรงเรียนทุกวัน แต่ละวันฉันเหมือนกับคนโรคจิต ประมาณว่า ใจหนึ่งอยากไปสอนนักเรียนทั้งด้านวิชาการและคุณธรรมจริยธรรม อีกใจหนึ่งไม่อยากไปโรงเรียนเพราะกลัวถูกตำหนิ ฉันมีความคิดอยากลาออกหลายครั้งมากเพราะ ฉันควบคุมชั้นเรียนไม่ได้ มีแต่คนมาบอกว่าฉันต้องด่า และดุนักเรียน ด่าทุกอย่างที่ขวางหน้า และต้องตีนักเรียนพวกเขาจึงจะจำ แต่ฉันคิดว่าการทำโทษด้วยการตีและการดุด่าเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของผู้เรียน คงไม่มีนักเรียนคนใดอยากมีบรรยากาศในการเรียนที่ตลบอบอวลไปด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่มาจากครู และคงไม่มีแม่คนใดที่เมื่อลูกหิวข้าว แล้วแม่เอาของเน่าเสียมาป้อนให้ลูกกิน ก่อนที่จะให้กินของดี ใช่ไหมคะ? นักเรียนก็เหมือนกัน พวกเขามาโรงเรียนหวังจะมาเรียนรู้โดยมีคุณครูเป็นผู้ถ่ายทอด แล้วหากผู้ที่เขาคาดหวังไม่เป็นไปตามหวัง พวกเขาจะยังอยากมาโรงเรียนหรือ? บางทีนักเรียนนิ่งเงียบฟังครูสอน ไม่ได้แปลว่าพวกเขาตั้งใจเรียนเสมอไป แต่อาจมาจากการถูกบังคับ โดยที่สมองอาจไม่เปิดรับการเรียนรู้เลยก็ได้ (ใครคิดเหมือนฉัน โปรดให้ความเห็นหน่อย) เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ฉันได้เปิดใจกับนักเรียนและถือว่าเป็นคำขอร้องจากครูอ่อนหัดอย่างฉัน ครูที่ใครๆก็เรียกว่า "ใจดีเกินไป" ฉันขอให้เด็กๆ ช่วยตั้งใจฟัง และไม่เล่นกันเมื่อฉัน home room ในแต่ละวัน เพราะทุกวันนี้เด็กคุยแข่งฉันเหลือเกิน จนถูกตำหนิหลายครั้ง จนสถานการณ์บีบบังคับให้ฉันต้องตีเด็ก แต่ฉันจะตีเฉพาะคนที่ทำผิดจริงๆ ตีที่ฝ่ามือบ้าง ก้นบ้าง ตามเหมาะสม เช่น เมื่อมีคำสั่งให้ฉันตีเด็กที่ไม่ร้องเพลงชาติตอนเข้าแถว หรือเล่นในแถว เขา สั่งให้ฉันตี 4 แส้ ฉันก็แอบตี 1 แส้ และเลือกตีเฉพาะคนที่เล่นจริงๆ (ฉันจำหน้าและชื่อ นักเรียนได้ทุกคน) ฉันจะไม่ตียกห้อง เพราะเด็กบางคนที่ไม่ได้ทำผิด แต่ถูกตีไปด้วยนั้นเขาจะได้รับตราบาปไป และรู้สึกไม่ดีแน่ๆเพราะตัวเองไม่ผิดทำไมถึงถูกตี (ฉันคิดอย่างนั้นนะ) ดังนั้นเวลาที่ต้องทำโทษโดยการตี ฉันจะพิจารณาเป็นกรณีไป  ส่วนการพูดจานั้นฉันจะไม่ด่าว่านักเรียน ฉันคิดเสมอว่าเราต้องพูดอย่างไพเราะกับเด็ก เพราะเราเป็นแม่แบบของเขา ถ้าเราเองพูดไม่เพราะ เด็กก็จะพูดไม่เพราะตามไปด้วย ฉันท่องจำจนขึ้นใจกับคำกล่าวที่ว่า "สอนผู้อื่นเช่นไร พึงทำตัวเช่นนั้น"  การแต่งตัวก็เช่นกันถ้าเราแต่งกายถูกระเบียบ และเรียบร้อยมิดชิด เด็กนักเรียนก็ยึดเราเป็นแม่แบบ ฉันรู้สึกภูมิใจที่ว่า นักเรียนหญิงในห้องฉันแต่งกายเรียบร้อยไม่โป๊ (สังเกตเห็นได้ในวันที่มารับเงินพร้อมผู้ปกครอง ซึงไม่ได้แต่งชุดนักเรียนมา) และมีเด็กหญิงหลายคนบอกว่าหนูจะยังไม่มีแฟนตอนเรียน เหมือนกับที่ครูสอนค่ะ เพราะเราเป็นเด็กจึงไม่ควรและไม่เหมาะสม ฉันได้ฟังแล้วรู้สึกดีมากๆ อย่างน้อยเราก็สามารถรักษาเด็กดีๆเอาไว้ได้ ความท้อแท้เริ่มเปลี่ยนเป็นแรงฮึดสู้ขึ้นอีก เมื่อฉันสามารถสร้างความเป็นผู้นำให้เกิดกับ ด.ช.สรวิศได้ จากเด็กตัวโตที่ชอบเล่นในแถว และแกล้งเพื่อน เปลี่ยนมาเป็นผู้นำที่ดี เริ่มจากคำชมที่ฉันชื่นชมเขาทุกวัน ว่าเขามีบุคลิกภาพผู้นำ ดูสง่าผ่าเผย และเหมาะกับเป็นแบบอย่าง จากคำชมทุกๆวันเหมือนค่อยๆตุ๋นเขาทีละนิด จนมาวันนี้เขาช่วยฉันควบคุมชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี เขาจะสั่งเพื่อนเงียบเมื่อฉันเข้าห้องมา และบอกเพื่อนเสมอว่า เกรงใจครูหน่อย ครูของเรานะ......เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นักเรียน ม.1/2 เงียบผิดปกติ โดยเป็นการนิ่งที่ปราศจากรังสีอำมหิต....ฉันถามว่าทำไมแปลกจังเลยวันนี้...พวกเขาตอบว่า สงสารครู กลัวครูลาออก และกลัวครูโดนด่า....ฉันซึ้งมากๆ และคิดในใจว่าขอให้เป็นอย่างนี้ไปตลอดก็คงจะดี ฉันจะได้มีกำลังใจมาโรงเรียน.....