บันทึกนี้ดัดแปลงจากการสนทนาระหว่างเพื่อนผู้สนใจหลักธรรมในพุทธศาสนา
ชาวพุทธได้รับการสั่งสอนให้มีอุเบกขา (การวางเฉย) ตามหลักพรหมวิหาร 4 ถ้าเราวางเฉยกันหมด แล้ว เราไม่กลายเป็นคนนิ่งดูดายหรือ ?

พรหมวิหาร 4 นั้น ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

เมตตา คือการปรารถนาให้เขามีความสุข ในกรณีที่เขาอยู่เป็นปกติสุข

กรุณา คือ ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ ในกรณีที่เขาประสบทุกข์ยาก

มุทิตา คือ การพลอยชื่นชมยินดีเมื่อเขาประสบความสำเร็จ ช่วยเหลือ สนับสนุนให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป

อุเบกขา คือ การวางใจเป็นกลาง เพราะตระหนักว่าทุกคนต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเอง

เช่น หากเขาทำผิด ก็ต้องปล่อยให้เขารับผิด ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ควรเป็นโดยไม่เข้าไปแทรกแซง

รวมไปถึง การไม่ก้าวก่ายชีวิตเขามากเกินไป จนอาจทำให้เขาอ่อนแอลงในอนาคต ปล่อยให้เขาจัดการตนเองตามความสามารถ เราเพียงพร้อมให้ความช่วยเหลือหากมีเหตุอันสมควร

การวางเฉยของอุเบกขาจึงไม่ได้หมายถึงการการไม่ทำอะไรเลย หากหมายถึงได้กระทำในสิ่งที่ควรทำแล้วจนสุดความสามารถ (อันที่จริงองค์ธรรมพรหมวิหาร 4 เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจ ไม่เกี่ยวกับการกระทำแต่มีองค์ธรรมเช่น สังคหวัตถุ 4อันประกอบด้วย ทาน,ปิยวาจา,อัตถจริยา และ สมานัตตามารับช่วงต่อไป ความรู้สึกทางใจตามพรหมวิหาร จึงแสดงออกมาทางการกระทำตามสังคหวัตถุ)ตามที่ได้กระทำด้วย เมตตา กรุณา และมุทิตาแล้ว

แต่เมื่อทำแล้วไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ หรือเห็นว่าทำแล้วอาจเกิดผลเสียมากกว่า ก็ต้องวางใจเป็นกลาง ปล่อยทุกอย่างไปตามธรรม (สมบัติของอุเบกขา)

การวางเฉยยังมีอีกลักษณะหนึ่ง คือวางเฉยเพราะไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี เฉย โดยที่ไม่ได้ทำอะไร เฉยแบบนั้น เรียก เฉยโง่, เฉยเมย, เฉยแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว คือ อัญญานุเบกขา นั้น จัดเป็นวิบัติของอุเบกขา

การวางเฉย ตามหลักพรหมวิหาร 4 จึงมี 2 ลักษณะดังกล่าว

โยนิโสมนสิการคืออะไร?

โยนิโสมนสิการ คือการคิดแบบสืบสวนต้นเค้า ว่าเหตุปัจจัยใด เมื่อเกิดแล้วเป็นเหตุให้ เหตุการณ์ หรือเวทนา หรือธรรมใดๆเกิดขึ้นโดยไม่เอาความรู้สึกตามตัณหาและอุปาทานของตนเข้าไปจับ โดยพิจารณาด้วยว่าหากจัดการด้วยปัญญา ผลจะออกมาเป็นอย่างไร หรือหากจัดการโดยไม่ใช้ปัญญา ผลจะออกมาเป็นอย่างไร

หากใช้โยนิโสมนสิการบ่อยๆ ชาวพุทธไม่กลายเป็นคนครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาหรือ?

ไม่อยากให้ใช้คำว่า ครุ่นคิด เพราะคำนี้ชวนให้เข้าใจว่าเป็นการนำไปสู่ความทุกข์ แต่อยากให้ใช้คำว่า พิจารณา

เพราะเมื่อพิจารณาจนเห็นเหตุที่เกิด เห็นทั้งคุณและโทษของสิ่งต่างๆบ่อยๆ จิตจะค่อยๆปล่อยวางจากความยึดถือมั่นหรือวางใจเป็นกลางต่อสิ่งนั้น

ดังนั้น เมื่อพบเหตุการณ์อย่างนั้นอีกในอนาคต เราจะค่อยๆทุกข์เพราะเหตุการณ์นั้น หรือเวทนานั้นๆน้อยลงไปเรื่อยๆตามอำนาจของการมองเห็น

โยนิโสมนสิการ จึงเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดสัมมาทิฏฐิ (อันทั้งหมดประกอบด้วย ศีล หรือความประพฏติอันดีงาม สุจริต,สุตะ หรือความรู้จากการเล่าเรียน การได้รับคำแนะนำ, สากัจฉา หรือการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้, สมถะ หรือการเจริญสมาธิ และวิปัสสนา หรือการใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งต่างๆตามสภาพความเป็นจริง) ให้เกิดอุเบกขา อันนำไปสู่ความสงบของจิต

.................................

อ้างอิง

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรม (ฉบับเดิม) กองทุนอริยมรรค 81/44 ซอยเพชรเกษฒ 47 แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพ

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ธรรมะสำหรับผู้สูงอายุ ธรรมสภา 1 / 4-5 ถนนบรมราชชนนี แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ