ผมต้องดื่มเหล้าครั้งแรกก็ตอนที่รับน้องนั่นหล่ะครับ ในตอนนั้นมันต้องทำหล่ะครับ เพราะสถานะการณ์บังคับให้คิดว่าเลือกดื่มดีกว่าเลือกขัดแย้งกับรุ่นพี่ครับ เป็นโรงเรียนชายล้วนด้วย คงนึกภาพออกนะครับว่า การขัดแย้งกับรุ่นพี่ในโรงเรียนชายล้วนนั้นรุนแรงเพียงไร การเข้าไปในสังคมที่มีวัฒนธรรมการดื่มสุราตั้งแต่ตอนนั้นทำให้ผมก็ดื่มสุราบ้างจนถึงดื่มหนักมากเวลาไปเที่ยวเรียกว่า จนเช้าพระออกบิณฑบาตรเราก็ออกจากผับสวนทางกันเลยครับ น่าสังเวชใจจริง ความจริงเมื่อเราไปดื่มเหล้าแล้วหลายอย่างก็ตามมา เช่น ผู้หญิง เพื่อน ความสนุก เป็นต้น ทำให้เราติดเพราะเป็นสิ่งแปลกใหม่จากชีวิตธรรมดา ยิ่งเมื่อจบออกมาทำงาน... เมื่อเราประสพความสำเร็จอย่างสูงยิ่งทำให้เรามีคนที่เข้ามาหาเรามากก็ทำให้ยิ่งต้องมีเรื่องต้องสังสรรค์มาก สุราก็มากตามมาด้วย จนกระทั่งมีครอบครัว..... การดื่มก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ เนื่องจากต้องใช้เวลาดูแลครอบครัวมากขึ้น ภรรยาเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ(ต้องขอขอบคุณเธอเป็นอย่างมากด้วย) และได้ซึมซับวัฒนธรรามใหม่ในการดูแลตัวเอง การรักษาสุขภาพ และการใช้ชีวิตจากแม่ยาย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตัวเราอย่างมาก(ขอบคุณแม่ดาอย่างสูงเหมือนกันครับ) จนกระทั่ง.... 29 ธันวา 48 ผมป่วยเป็นไข้หวัด หลังจากไปฝึกอบรมฯ และสังสรรค์ จนพักผ่อนน้อย เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเนี่องจากรักษาเองที่บ้านอาการหนักเกินไปจนคิดว่าคงต้องไปหาหมอดีกว่า เพราะกังวลว่าอาจจะเป็นโรคอื่นเพราะไข้สูงมากมาหลายวัน ขณะนอนป่วยอยู่คนเดียวในห้องพัก วันที่ 01 มกรา 49 ก็นอนคิดว่าอันที่จริงเราก็ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว(เนื่องจากเป็นไวรัสตับอักเสบบีครับ) แล้วเรายังไปเที่ยวกินเหล้าอีก เราอยากอยู่กับครอบครัวนาน ๆ มันคงจะอยู่ได้นานขึ้นอีกนะ(เอาสัก 100 ปี พอครับ) หากเราหันมาดูแลตัวเอง เลิกเหล้าซะตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่า...... นับแต่วันนั้นจนถึงวันที่เขียนก็เป็นเวลาเกือบครึ่งปีแล้วที่ไม่ได้ดื่มสุราอีก ก็ยังคงไปสังสรรค์กับเพื่อนเหมือนเดิม แต่งดเหล้า ช่วงแรกก็หาพวกชา ขิง มาดื่มแทนช่วงนั่งโต๊ะทานกัน ก็ดีไปอีกแบบเมื่อก่อนออกมาสังสรรค์ดื่มเหล้าเสียสุขภาพ เดี๋ยวนี้ออกมาสังสรรค์ดื่ม เครื่องดื่มสมุนไพรดีกับสุขภาพแทนอีก ตั้งแต่ต้นปีมารู้สึกว่าแข็งแรงขั้นมาก ร่างกายสมบูรณ์ขั้นและรู้สึกดีที่ไม่ได้ดื่มแล้วครับ.... ขอเป็นอีกแรงที่สนับสนุนการไม่ดื่มสุราครับ