1. ภาษาสันสกฤต มีอายุเก่าแก่มากกว่า 3,000 ปี

นี้น่าจะเป็นการกำหนดอายุที่น้อยที่สุดแล้ว เพราะพุทธศาสนาเกิดขึ้นเมื่อ 2500 กว่าปีมาแล้ว และภาษาสันสกฤตที่ใช้บันทึกพระเวทมีมาก่อนหน้านั้นไม่น้อยกว่า 500 ปีอย่างแน่นอน

 

2. วรรณคดีภาษาสันสกฤตที่เก่าที่สุดคือ ฤคเวท

ในสมัยโบราณไม่นิยมการเขียน คัมภีร์พระเวทสืบทอดโดยผ่านการท่องจำ และเรียนจากครูสู่ลูกศิษย์ สำนักของตัวเอง (เพราะฉะนั้นคัมภีร์จึงมีสาขาเฉพาะตามสำนักด้วย)

 

3. ภาษาสันสกฤต กับภาษาบาลี เป็นคนละภาษา

ภาษาสันสกฤตเก่ากว่าภาษาบาลีสักหน่อย ลักษณะคำศัพท์แตกต่างกัน แต่โครงสร้างทางไวยากรณ์คล้ายกัน โดยรวมๆ แล้ว ถือว่า ภาษาสันสกฤตมีความซับซ้อนกว่า และมีความแตกต่างกัน 3 ชั้น ตามอายุ ภาษาที่พระสวดในปัจจุบัน คือภาษาบาลี ไม่ใช่ภาษาสันสกฤต

 

4. ภาษาสันสกฤต มีอยู่ในภาษาไทยมากกว่า  2,300 คำ

คำที่มีรูปตรงกันทั้งบาลีสันสกฤตราว 1,500 คำ (ก็เลยไม่ทราบว่ามาจากภาษาไหนกันแน่) และเป็นศัพท์บาลี 2,600 คำ  (จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2542)

 

5. ร่องรอยภาษาสันสกฤตปรากฏในแผ่นดินไทยมาหลายศตวรรษแล้ว

ภาษาสันสกฤตปรากฏในจารึกที่พบในประเทศไทยมาตั้งแต่ต้นๆ พุทธกาล เช่น จารึกบนเหรียญเงิน ราวพุทธศตวรรษที่ 12 พบที่นครปฐม,  จารึกบนตราประทับที่ควนลูกปัด จังหวัดกระบี่ หรือจารึกวัดศรีเมืองแอม จังหวัดของแก่น (มีเนื้อหาหลายบรรทัด) ก็เก่าแก่พอๆ กัน

 

6. ปัจจุบันมีการศึกษาภาษาสันสกฤตในประเทศไทยน้อยกว่าภาษาบาลีหลายเท่า

เพราะภาษาบาลีมีใช้ในพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยสงฆ์ และวัดต่างๆ จึงมีการเรียนการสอนภาษาบาลีกันทั่วประเทศ มีตำราภาษาบาลีเป็นพันๆ เรื่อง ส่วนภาษาสันสกฤตนั้น อาจมีไม่ถึงร้อยเรื่อง อุๆๆๆ

แต่ต่างกันครับ ในต่างประเทศ มีการศึกษาภาษาสันสกฤตกันกว้างขวาง โดยเฉพาะเว็บไซต์ภาษาสันสกฤตมีเยอะมาก เรียกว่า นั่งเรียนอยู่กับบ้านก็มีวัตถุดิบมากพอ มากกว่าภาษาบาลีเป็นสิบๆ เท่า

 

7. วรรณคดีสันสกฤตที่รู้จักกันดีได้แก่...

หลายเรื่องที่รู้จักกันดี เช่น มหาภารตะ, รามายณะ, เวตาล, ศกุนตลา, ภควัทคีตา, หิโตปเทศ, ปัญจตันตระฯลฯ ปัจจุบันมีการแปลเป็นภาษาไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายเรื่อง

 

8. กามนิต วาสิฏฐี ไม่ใช่วรรณคดีสันสกฤต

http://ecx.images-amazon.com/images/I/51-yW2KYRAL._SL500_AA300_.jpg

 

กามนิต หรือ Der Pilger Kamanita (นักแสวงบุญชื่อ กามนีต) ฉากในเรื่องนั้นเป็นอินเดีย แต่ผู้แต่งคือกวีรางวัลโนเบล ชาวเดนมาร์ก (Karl Adolph Gjellerup) แต่งเป็นภาษาเยอรมัน เมื่อผ่านสำนวนแปลเป็นไทยแบบกลิ่นอายคัมภีร์ศาสนา ทำให้คนอ่านเข้าใจว่าเป็นหนังสือแปลจากอินเดีย

 

9. คัมภีร์พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ใช้ภาษาสันสกฤตบันทึก

มีคัมภีร์พุทธศาสนาจำนวนมากที่บันทึกไว้เป็นภาษาสันสกฤต แต่โดยมากเป็นแนวคิดในฝ่ายมหายาน มีภิกษุมหายานได้แปลออกเป็นภาษาอื่น โดยเฉพาะภาษาทิเบต และภาษาจีน ซึ่งปัจจุบันมีหลายเรื่องที่ต้นฉบับภาษาสันสกฤตหายไปแล้ว เหลือแต่ฉบับภาษาจีน แต่ยังคงปรากฏชื่อภาษาสันสกฤตอยู่เท่านั้น

http://www.schoyencollection.com/Pre-Gutenberg_files/ms2548.jpg

(http://www.schoyencollection.com/Pre-Gutenberg_files/ms2548.jpg)

10. แม้ภาษาบาลีจะเป็นภาษาหลักในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท แต่ศัพท์เกี่ยวกับพุทธศาสนาจำนวนไม่น้อย ก็ใช้ศัพท์สันสกฤต

เช่น ธรรมะ, ศาสนา, ศรัทธา, พุทธบริษัท ฯลฯ

 

11. พจนานุกรมภาษาสันสกฤตเล่มแรก มีปรากฏขึ้นเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว

พจนานุกรมภาษาสันสกฤตเล่มแรก คือ อมรโกศ เขียนโดยอมรสิงห์ เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 4-7 แต่มีลักษณะเป็นหนังสือรวมคำศัพท์ มากกว่าอธิบายคำศัพท์

 

12. พจนานุกรมภาษาสันสกฤต-ไทยเล่มแรก มีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6

เมื่อ พ.ศ. 2469 จัดทำโดย ร้อยโท หลวงบวรบรรณรักษ์ เป็นพจนานุกรม 3 ภาษา สันสกฤต ไทย อังกฤษ นับเป็นพจนานุกรมภาษาสันสกฤตเล่มเดียวในประเทศไทยในขณะนี้

Ste-dict_001

13. ภาษาสันสกฤต มีพัฒนาการแตกต่างกัน 3 สมัยหลัก

สมัยแรกคือสมัยพระเวท มีลักษณะไวยากรณ์ที่หลากหลาย สมัยต่อมาคือสมัยคลาสสิก มีไวยากรณ์ที่เป็นระเบียบ รัดกุม พบในงานกวีนิพนธ์ส่วนใหญ่ และสมัยหลังคือ สันสกฤตผสม มีคำศัพท์และไวยากรณ์ร่วมของภาษาบาลีหรือภาษาปรากฤต

 

14. ภาษาสันสกฤต มีศัพท์สอดคล้องภาษาอังกฤษหลายคำ

ภาษาสันสกฤต มีรากศัพท์จากสมัยโบราณ เรียกว่า โปรโต-อินโดยูโรเปียน ซึ่งแตกสาขาออกมามากมาย เช่น กรีก ละติน เปอร์เซีย  ภาษาอังกฤษรับคำศัพท์มาจากกรีกและละติน ทำให้ภาษาอังกฤษมีศัพท์จำนวนมากสอดคล้องกับศัพท์ภาษาสันสกฤต ทีนี้ ภาษาไทยนำศัพท์ภาษาสันสกฤตมาใช้ ทำให้ศัพท์ภาษาไทยหลายคำตรงกับศัพท์อังกฤษไปโดยอัตโนมัติ

 

15. ภาษาสันสกฤตใช้ตัวอักษรใดเขียนก็ได้

ภาษาสันสกฤตมีเสียงพยัญชนะ และเสียงสระ (ไม่มีวรรณยุกต์) ในสมัยพระเวทมีเสียงสูงกลางต่ำด้วย เรามักเห็นเอกสารภาษาสันสกฤตที่เขียนด้วยอักษรเทวนาครี (เท-วะ-นา-คะ-รี) แต่อาจใช้อักษรอื่นเขียนก็ได้ เช่น อักษรทมิฬ โรมัน หรืออักษรไทย

 http://www.schoyencollection.com/religions_files/ms2162.jpg

(http://www.schoyencollection.com/religions_files/ms2162.jpg)

16. ปัจจุบันชาวไทยมากกว่าครึ่ง ใช้ชื่อเป็นภาษาสันสกฤตล้วน หรือผสมภาษาสันสกฤต

คนไทยเห็นว่า ศัพท์ภาษาสันสกฤตหลายคำมีความหมายที่ดี เป็นมงคล และกระชับ (คำสั้น แต่ความหมายเยอะ) จึงนิยมใช้สร้างศัพท์สำคัญๆ มาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะพระนามบุคคลสำคัญ เช่น พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ พระพุทธรูป ราชทินนามของขุนนาง หน่วยงาน ภายหลังใช้ตั้งชื่อ นามสกุล พบได้โดยทั่วไป

 

17. การลำดับคำศัพท์ในภาษาสันสกฤตเป็นแบบจิ๊กซอว์

คำศัพท์ในภาษาสันสกฤตนั้น เมื่อนำมาใช้ จะมีการกำหนดหน้าที่ไว้ชัดเจน ว่าตัวใดเป็นประธาน กริยา กรรมฯลฯ จึงสามารถวางตรงไหนก็ได้ในประโยค ผู้อ่านต้องหาเอาเอง ว่าประธาน กริยา กรรม และคำขยายอยู่ตรงไหน (สนุกสนานมากกกกกกก) แต่โดยทั่วไปนิยมใช้ ประธาน กรรม กริยา  และคำขยายไว้หน้าคำที่ถูกขยาย

 http://docs.gimp.org/pl/images/filters/examples/render-taj-jigsaw.jpg

18. ปัจจุบันไม่มีการใช้ภาษาสันสกฤตในชีวิตประจำวัน

แต่มีการใช้ในหมู่นักวิชาการบ้าง เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ บล็อก มหาวิทยาลัยบางแห่งในอินเดีย บังคับให้ให้นักศึกษาวิชาเอกสันสกฤต ต้องสื่อสารเป็นภาษาสันสกฤต (ป้าย, เอกสาร, จดหมาย, สนทนา) และเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาสันสกฤต (เรื่องนี้อาจารย์เล่าให้ฟังอีกทอดหนึ่ง)

 

19. มีการจัดสัมมนาวิชาการด้านภาษาสันสกฤตระดับโลก ประจำทุก 3 ปี

เรียกว่า World Sanskrit Conference (WSC) แต่ละประเทศผลัดกันเป็นเจ้าภาพ ครั้งล่าสุด เมื่อปีที่แล้ว จัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นการประชุมครั้งที่ 14  คราวหน้าครั้งที่ 15 จัดที่เดลี ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่  5-10 มกราคม 2555 มีผู้เชี่ยวชาญภาษาสันสกฤตชาวไทย ร่วมเป็นกรรมการ (convener) ในครั้งนี้ด้วย นั่นคือ ผศ.ดร.จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา จากศูนย์สันสกฤตศึกษาฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร

 

ยังมีอีกมาก แต่ว่าคนเขียนเริ่มขี้เกียจเสียแล้ว..........

ป.ล.แก้ไขแล้ว ตามคำแนะนำของพี่ดาวลูกไก่ ;)