ม.วลัยลักษณ์
อาทิตย์ที่แล้วผมได้มีโอกาสกลับไปที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) อีกครั้ง นับเป็นครั้งที่สอง สำหรับโครงการอบรมภาคปฏิบัติจิตตปัญญาศึกษาสำหรับนักศึกษาแพทย์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อปีที่แล้วได้ไปทำให้นักศึกษาแพทย์รุ่นหนึ่ง (The Legend) ก็มีความทรงจำดีๆมากมายกลับมา เดือนที่แล้วได้อ่านบทความจากพี่เต็มศักดิ์
ที่ได้ไปสอนมรณวิทยา (Thanatology) แก่นักศึกษารุ่นหนึ่งนี้ ได้อ่านสิ่งที่เขาสะท้อนและคิดก็ปลื้มใจและเกิดความหวังลึกๆว่า กรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่สิ้นคนดี ประเทศเรายังมีศักยภาพอีกเยอะ เป็นข่าวดีท่ามกลางข่าวท้าทายสุขภาพจิตทั่วไปในตอนนี้
ครั้งนี้เราไปแบบเต็มทีมยิ่งกว่าครั้งก่อน คือเพิ่มพี่วิธาน ฐานะวุฑฒ์อีกคน นัยว่าอ.มยุรี วศินานุกร (หรือเราเรียกท่านว่า "แม่มะ" คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มวล.) เจาะจงขอ "เชิญ" มาให้ได้ ปีที่แล้วก็เชิญแต่ด้วยความสับสน (ของพี่วิธาน) เลยอดมาด้วยความขัดข้องทางเทคนิก ปีนี้ถูกจองตัวล่วงหน้าอย่างพอเพียง (ประมาณ 12 เดือนล่วงหน้า) เราเลยได้มากันครบเครื่อง 4 หน่อ กับหมอวรวุฒิ โฆวัชรกุล และ อาจารย์พัฒนา แสงเรียง กระบวนกรภาคเหนือสามคน (เชียงราย แพร่ และเชียงใหม่) มาพักที่เซนทารา โนโวเทล ก่อนหนึ่งคืน แล้วรถ มวล. มารับตอนเช้า ซึ่งทำให้เพิ่งรู้ว่าโรงแรมนี้มีสองแห่งในหาดใหญ่ (ผมอยู่หาดใหญ่มายี่สิบกว่าปียังไม่รู้เลย!!) เพราะตอนเช้าให้คนขับรถมารับที่ รร. ปรากฏว่าไปรอกันคนละโรงแรม เสียเวลาไปพักใหญ่โทรหากัน ต่างฝ่ายต่างก็บอกว่ารออยู่หน้าโรงแรม ทำไมหากันไม่เจอ คนต่างถิ่นทั้งสองฝ่าย โทรหาผม ผมก็บอกว่ามีอยู่ที่เดียวนั่นแหละ (คิดว่างั้นจริงๆนะ) แต่สุดท้ายก็ค่อยๆหาทางมาเจอกันจนได้ แล้วรถก็มารับผมที่ ม.อ. ออกเดินทางไป มวล.ทันที
ก็เลยได้ความรู้ใหม่อีกประการ คือ รถของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จะติดตั้ง GPS ทุกคัน และมีข้อบังคับห้ามขับเกิน 100 km/hr อะไรทำนองนี้แหละ ก็เลยทำความเร็วไม่ได้ เพราะทุกคันจะมี log ของความเร็วรถบันทึกให้ตรวจสอบตลอดเวลา ก็เป็นมาตรการความปลอดภัยที่น่าประทับใจ (ของ ม.อ. ผมเคยนั่งจากหาดใหญ่ไปพังงา ใช้เวลา 3 ชม.เท่านั้น!! น้องฝ่ายแพทยศาสตร์ที่นั่งไปด้วยลงรถปุ๊บ อาเจียนอยู่ข้างทางนั่นเอง เพราะคนขับเข้าโค้งกระบี่-พังงาแทบจะไม่ชะลอเลยแม้แต่โค้งเดียว ส่วนผมรู้ฝีมือคนขับอยู่แล้ว เลยนั่งหลับมาตลอดทาง) เราก็เลยถึง มวล.ช้ากว่ากำหนดการไปหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ เดินหน้าเจี๋ยมเจี้ยมไปหาแม่มะ รายงานตัวว่ามาช้า และพบว่าน้องๆนักศึกษารวมทั้งอาจารย์ใหม่บางท่านมารออยู่แล้วที่ห้องกิจกรรม อาคารกีฬาและสันทนาการ
เป็นระเบียบเรียบร้อย (วันแรกก็เงี้ย!!)
ห้องกิจกรรม โอ่โถง เหมาะเจาะมาก
สามกระบวนกรเก๊กหน้าอยู่ (เพิ่งวันแรก)
อุปกรณ์สำคัญในการทำกิจกรรม
หลายชิ้น หลายวัตถุประสงค์
แม่มะบอกว่า น้องๆปีนี้มาจากสามจังหวัด คือนครศรีฯ ตรัง และภูเก็ต ก็มากันไกลพอสมควรทีเดียว มาอยู่ในชุมชนเล็กๆ น่ารัก (ในเนื้อที่กว่า 9,000 ไร่!!) มีฝูงวัว ฝูงควายกินหญ้าใต้ต้นไทรให้สัมผัส ให้ชมเป็นระยะๆ แต่ละอาคาร แต่ละตึก อยู่กันสันโดษ มีซากจักรยานให้เห็นประปราย (เห็นว่าปีแรกที่เปิด มหาวิทยาลัยเขาแจกจักรยานให้นักศึกษาด้วย แต่มันใหญ่เกินจริงๆ ตอนหลังเลยใช้รถเครื่องกันหมด) เป็นมหาวิทยาลัย clean จริงๆ ไม่มีบ้านไหน อาคารไหนสูบบุหรี่ ร้าน 7/11 ใน campus ก็จะไม่มีขายของอบายมุขทั้งปวง อาคารสันทนาการนี่ก็มีอุปกรณ์กีฬาครบครัน ทั้ง fitness ทั้ง aerobic (แบบมีกระจกเต็มทั้งผนังฝั่งนึงเลยทีเดียว) ห้องเต้นรำ ห้องดนตรี
เราบอก ground rule แก่น้องๆ คือ ไม่มีกฏ ไม่มีเกณฑ์ ใครใคร่เข้าเข้า ใครใคร่ออกออก ขอให้ผ่อนคลาย สบายๆ มีสมาธิกับการฟัง ฟังให้ดีๆ ฟังอย่างลึกซึ้ง (ฟังอย่างเสมือนว่าเกิดมาเพื่อจะได้ยินเรื่องนี้!!) สามคืนสี่วันจะผ่านไปเหมือนฝัน คือเร็วมาก (หลายคนทำหน้าไม่เชื่อ! บางคนเตรียมตัวจะมานั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมกันเลยทีเดียว ฮึ ฮึ)
ปกติเราไม่ค่อยได้ทำกับเด็กๆเท่าไหร่ แต่ มวล.นี่นับว่าเป็น model ที่เราทำกับกลุ่มผู้เข้าร่วมอายุน้อยที่สุด แต่ก็มีความหมายและท้าทาย เพราะเป็นนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ กำลังจะได้จบเป็นคุณหมอ (คอหมุน!) ในอีกไม่กี่ปี ใครจะไปรู้ บางคนอาจจะได้เป็นคนรักษาเราเอง หรือลูกของเราในอนาคตก็ได้ ลึกๆเราก็อยากทราบเหมือนกันว่า workshop จิตตปัญญาศึกษานี่ ถ้าเราปลูกฝังไปตั้งแต่ตอนต้นๆ จะเกิดดอกออกผลอย่างไรในระยะยาว
สำหรับนักเรียนแพทย์ เราตั้งใจไว้แล้วว่าเราจะไม่เน้นที่ฐานความคิด หรือสมองส่วนหน้า เพราะพวกนี้คิดจนเจียนจะหงอกก่อนวัยไปหมดแล้ว หัวโตตัวลีบ แต่เราตั้งใจจะเน้นที่ฐานกายและฐานใจ ซึ่งจากประสบการณ์ก่อนๆ เป็นอะไรที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสฝึกและใช้กันมากเท่าที่ควร ทั้งรุ่นเดอะ รุ่นเด็ก
เอ้า! เหยียด..... (กร๊อบ แกร๊บ กรุ๊บ กริ๊บ!!)
ยุทธการหาก้อนระหว่างสะบัก!! (เจ้าตัวเครียด!)
ยุบ ย่อ ยืด เหยียด....
กระบวนการแรกคือการทำให้รับรู้ว่่าเราหนุ่มหรือแก่ขนาดไหน! อาจารย์แอ๊ดนำน้องๆทำท่าพื้นฐาน ยุบ ย่อ ยืด เหยียด ก็มีเสียงกระดูกกระเดี้ยวดังออกมาน่าหวาดเสียว ไม่ได้ดังมาจากกลุ่มอาจารย์นะ แต่ดังมาจากหนุ่มๆสาวๆนี่แหละ เราไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย (ทั้งๆที่พวกนี้ รู้ประโยชน์ของการออกกำลังกายลงลึกขนาดระดับโมเลกุลเชียวนะ แต่ว่างก็นอนซะส่วนใหญ่!) ข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อปวกเปียก ยึดติดกันเป็นแถวๆ เสียงหายใจเริ่มดัง เร็ว ผสมขาดช่วง
หลังจากนั้นเราเริ่มด้วย "การฟัง" ในกลุ่มย่อย เราไม่ได้ใช้ theme "กลับสู่วัยเยาว์" อย่างใน workshop ปกติ เพราะน้องๆเขาก็ไม่ได้พ้นวัยเยาว์มานานเท่าไร ก็เลยให้เล่าเรื่องราวแห่ง "ความสุข" สามสิบประการที่เคยมี
ออกรส ออกชาติ ออกท่าทาง
พวกเราก็นั่งฟังไป จดบันทึกไปด้วย
แต่ตาคนนี้นอนฟัง!!
หลังการฝึกฟัง สะท้อน และสำรวจตนเองว่าเราฟังดีแค่ไหน ถ้าฟังดีๆแล้วเป็นเช่นไร มีผลอย่างไรบ้างต่อคนพูดเมื่อมีการฟังดีๆ และมีผลอย่างไรต่อความสัมพันธ์ ก็เริ่ม tune in ว่า workshop นี้มันจะเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง
Relationship and Awareness Activities
คราวนี้เราต่อด้วยกิจกรรมเสริมสร้าง relationship & awareness หรือ ความตระหนักรู้และความสัมพันธ์
การเสริมสร้างสมาธินั้นต้องมาแบบเลียบๆเคียงๆ และข้อสำคัญคือการให้คนทำได้ทำจริง และสามารถสำรวจ สะท้อน สิ่งที่เกิดขึ้น "ระหว่าง" การลงมือทำ เป็นสิ่งที่ยากแต่สำคัญมาก เมื่อเราไม่ได้ใส่ใจกับ "ระหว่าง" สาเหตุมักจะเป็นเพราะอะไรๆก็มุ่งไปที่เป้าหมายปลายทาง เอา output มาตัดสินเรื่องราวทั้งหมด มีสิ่งที่เป็นแบบนี้เยอะ โดยเฉพาะค่านิยมตะวันตก เช่น การแข่งขันกีฬามาทั้งปี ก็มาฟันธงกันตอนผลสุดท้าย มี Final exam สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งแม้ว่า final results หรือผลลัพธ์สุดท้ายจะสำคัญมากก็จริง แต่เราไม่ควรจะ discredit หรือไม่ให้ความสำคัญกับส่ิงที่เกิดขึ้น "ระหว่าง" กระบวนการบ่มเพาะ หล่อเลี้ยง เพราะตอนนั้นเองที่เป็นโอกาสเดียวที่เราจะ "ดูดซับความรู้สึกแห่งกระบวนการเรียนรู้" และทำให้เกิดทัศนคติ ความรู้สึกดีๆในการค้นพบศักยภาพของตนเอง
workshop นี้ง่ายๆ จับคู่สองบ้าง สี่บ้าง ให้คนหนึ่งยกฝ่ามือห่างจากใบหน้าเพื่อนประมาณ 1 ฟุต หลังจากนั้น ไม่ว่าขยับไปทางไหน ซ้าย ขวา บน ล่าง ก็จะต้องพยายามรักษาตำแหน่งใบหน้า ให้อยู่ในรัศมีเท่าเดิมตลอดเวลา
ตอนแรกๆ ก็ลองดูแบบนิ่มๆนวลๆ
พอได้ดี ชักมัน เริ่มแกล้งเพื่อนเล่น!!
พาลงไปกลิ้งเกลือกกับพื้น!
แบบวงสี่คนยิ่งซับซ้อน
การจะติดตามฝ่ามือเพื่อนต้องใช้สมาธิจดจ่อพอสมควร และเมื่อเราทำ นำ อะไรไปกับเพื่อน พอสลับบทบาทให้เพื่อนทำบ้าง เราก็จะโดนแบบเดียวกัน ในวงสี่คนที่เราจะได้เป็นทั้งคนยกฝ่ามือนำเพื่อนคนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะต้องตามฝ่ามือของเพื่อนอีกคนหนึ่งยิ่งน่าสนใจ เพราะหากเรานำเพื่อนไปทางใดทางหนึ่งมากๆ ผลกระทบจะค่อยๆวนอ้อมมาจนกระทั่งมาถึงตัวเราในที่สุด เช่นเราลองกดเพื่อนลงไปใกล้พื้นด้วยมือขวาของเรา พอเขาก้มไป มือของเขาก็จะนำเพื่อนข้างๆลงตาม ในที่สุดตัวเราเองก็จะถูกเพื่อนฝั่งซ้ายของเราฉุดตามไปจากสิ่งที่เราทำด้วยมือขวาด้วยเช่นกัน
สิ่งนี้คือ วงจรแห่งอิทัปปัจจยตา วงจรแห่งกรรมและวิบาก (ฉบับย่นย่อ)
น่าสนใจครับ
เห็นแล้วคิดถึง อบรมจิตตปัญญาที่นครปฐมคะ :> ปวดหลังอยู่นานเชียว
ขออนุญาตถามคะ
หนูได้เริ่มอ่านหนังสือของหลวงพ่อปราโมช ที่หนูจับใจความได้คือคนแบ่งเป็น 2 จริต
ตัณหาจริต คือ ติดด้านรูปธรรม ความสวยงาม วัตถุนิยม กลุ่มนี้ควรมีสติที่อิริยาบถร่างกาย
ทิฏฐิจริต คือ ติดด้านนามธรรม อุดมการณ์ หลักการ กลุ่มนี้ควรมีสติที่ความคิด
จึงเกิดข้อสงสัยว่า..แพทย์ ซึ่งอาจารย์ว่า เป็นพวกชอบคิด...( และความทุกข์เกิดจากความคิด)
ควรมีกิจกรรมใดให้ รู้ตัว ถึง process ของการเกิดความคิดไหมคะ
ในสมดุลนั้น ผมว่าน่าจะมีสติทั้งหมดกระมังครับ กาย วาจา ใจ ควรจะสอดประสานสัมพันธ์ถึงกันทั้งหมด what we think, what we say, what we do all are in harmony, that is true happiness ตามวาทะท่านคานธี