บรรยากาศวัยเด็ก นิทานอีสบ

สิ่งที่ผมประทับใจในการเรียน

หลายครั้งหลายคราขณะที่ผมไปบรรยายในสถานที่ต่างๆ คำถามหนึ่งที่มักจะถูกถามอยู่เสมอคือชีวิตวัยเด็กนั้นเคยประทับใจอะไรบ้าง คำตอบที่ผมมักจะยกเป็นตัวอย่างตอบอยู่เสมอก็คือ ในช่วงเรียนหนังสือระดับประถม ได้มีสิ่งที่ประทับใจตราตึงและมีคุณค่าสำหรับตัวผมในเวลาต่อมาหลายประการคือ

หนึ่ง...นิทานเช้าตรู่ ผมและเพื่อนๆ นักเรียนวัยเด็กๆ ชอบไปโรงเรียนแต่เช้ามืด เพราะครูประจำชั้นจะไปโรงเรียนแต่เช้าและคอยนั่งเล่านิทานให้ฟังทุกเช้า (นิทานอีสบ) ที่มักลงท้ายด้วยประโยคทองที่ว่า“นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...”ครั้นเมื่อผมเติบใหญ่ขึ้นถึงได้เข้าใจว่านี่คือกุศโลบายของครูที่ต้องการให้นักเรียนไปโรงเรียนแต่เช้า รวมทั้งเป็นการสอน “จริยธรรมด้วยนิทาน” ไปในขณะเดียวกัน ทุกวันนี้การทำหน้าที่ของครูในลักษณะนี้หาได้ยากมากแล้ว

สอง...เรียนรู้หน้าเสาธง ช่วงหน้าเสาธงแม้จะร้อนด้วยไอแดด แต่ครูใหญ่มักจะให้ครุผลัดเวียนกันมาพูดให้เด็กๆ ฟังเสมอ ส่วนมากมักจะเป็นข่าวคราวที่น่าสนใจในประเทศและต่างประเทศ ครูที่มาเล่ามุขเด็ดๆ และน้ำเสียงชวนฟังเป็นส่วนใหญ่ (แสดงว่ามีการเตรียมมาเป็นอย่างดี) มาถึงทุกวันนี้ผมพิจารณาได้ว่า แตกต่างกันมาก เพราะครูมักจะใช้เป็นช่วงเวลากล่าวโทษหรือทำโทษเด็กหน้าเสาธง เป็นถ้อยคำที่ไม่ชวนฟัง หนักกว่านั้นคือต่อว่าเด็กส่วนน้อยแต่ให้เด็กส่วนใหญ่ยืนตากแดดฟังไปด้วย

สาม...เขียนไทย คัดไทย เรียงความ ย่อความ ถือได้ว่าเป็นชั่วโมงแรกของการเรียน ที่เด็กๆรุ่นผมได้ซึมซับรับเอาไว้ ได้ฝึกฝนเป็นเวลาทองของวัน จึงไม่แปลกที่เด็กๆ เขียนภาษาไทยได้ดี ลายมือพอใช้ได้ เรียงความเล่าเรื่องเป็นและจับประเด็นได้ ผมจึงเสียดายแทนคนรุ่นใหม่ที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่กับภาษาไทยที่ผิดๆ ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ด้วยความสุขเช่นนั้น

สี่...ท่องจำสิ่งจำเป็น การได้ท่องสูตรคูณ ท่องพยัญชนะ รวมถึงท่องบทอาขยาน นับเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการต่อยอดการเรียนรู้ในระดับต่อๆ ไป รวมทั้งได้ซึมซับถึงความงดงามของวรรณคดี ความสละสลวยของภาษาไทย แต่น่าตกใจยิ่งนักที่กลับถูกบั่นทอนด้วยประโยคของคนมากอำนาจที่ว่า “ให้ยกเลิกการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองเสียที” ซึ่งถูกตีความไปว่าห้ามไม่ให้เด็กท่องจำใดใดเลย...รับรู้แล้วก็เหนื่อยใจแทนระบบการศึกษาไทย

ห้า...สั่งสอนก่อนลงโทษ ครูยุคผมนั้นก่อนจะลงโทษเมื่อเด็กทำผิด จะใช้เวลาอย่างมากในการรับฟังเด็กว่าทำไมทำอย่างนั้นอย่างนี้ จากนั้นจะใช้เวลาอธิบายให้เด็กรู้ว่าทำเช่นนั้นผิดอย่างไร หากผิดภายนอกโรงเรียนแล้วถูกตำรวจจับจะเป็นเช่นไร การพูดคุยกันเช่นนี้ได้ประโยชน์สองสถานคือ หนึ่ง ครูได้พูดคุยกับเด็ก คุยไปและได้ระงับอารมณ์โกรธของครูลง การลงโทษด้วยอารมณ์จึงไม่มี สองเด็กได้ประโยชน์คือได้รู้ว่าตนเองผิด เข้าใจถึงการได้รับโทษและได้มีโอกาสปรับเปลี่ยนตนเอง

นี่คือห้าประการในเบื้องต้นที่ผมขออนุญาตถ่ายทอดออกมาไว้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อว่าสถานศึกษาหรือครูท่านใดจะนำกลับไปรื้อฟื้นมาปฏิบัติ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะสนใจนำไปเป็นนโยบายหนึ่งในกระทรวงศึกษาก็ไม่ว่ากัน เพราะสิ่งเหล่านี้นับเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเด็กทั้งในด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคมและจริยธรรม แก่เด็กๆ ของเราที่อ่อนต่อโลกความเป็นจริงกันเหลือเกิน

.............................................