เกษตรศาสตร์เพื่อคุณ

สร้างอาชีพและลดต้นทุนการผลิตด้วยการขยายพันธุ์มะนาวเชิงการค้า

  ศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขร้อน  สถาบันวิจัยและพัฒนากำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นครปฐม

             ปัจจุบันราคาผลมะนาวจะขยับราคาสูงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม  ถึง เมษายน   จึงเป็นช่วงที่มีการผลิตมะนาวนอกฤดู ทำให้เกษตรกรมีความต้องการซื้อหากิ่งพันธุ์มะนาวที่มีคุณภาพเป็นจำนวนมาก  แต่การเตรียมกิ่งพันธุ์มะนาวให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรนั้นจะต้องมีการวางแผนการผลิตกิ่งพันธุ์มะนาว เทคนิคและวิธีการผลิตกิ่งพันธุ์มะนาว   ให้ได้ต้นมะนาวที่สมบูรณ์สามารถให้ผลผลิตได้ดีตามความต้องการของตลาด อีกทั้งเกษตรกรยังสามารถลดต้นทุนในการสร้างสวนมะนาวโดยสามารถขยายพันธุ์มะนาวได้ด้วยตนเอง  ดังนั้นการเพิ่มทักษะการขยายพันธุ์มะนาวให้แก่เกษตรกรตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนการผลิตกิ่งพันธุ์มะนาว เทคนิคและวิธีการผลิตกิ่งพันธุ์มะนาว   จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเกษตรกรสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปเผยแพร่และสร้างอาชีพให้แก่ครัวเรือนและชุมชนได้ต่อไป

            ความต้องการกิ่งพันธุ์มะนาวมีความสัมพันธ์กับราคาผลผลิตมะนาวตามท้องตลาด ซึ่งความต้องการกิ่งพันธุ์มะนาวจะมีปริมาณมากตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ถึงเดือนพฤษภาคมหลังจากนั้นความต้องการกิ่งพันธุ์มะนาวจะลดลง อย่างไรก็ตามเกษตรกรก็สามารถนำกิ่งพันธุ์มะนาวที่เหลือจากการจำหน่ายมาดูแลรักษากิ่งพันธุ์มะนาวจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเพิ่มขึ้นด้วย การผลิตกิ่งพันธุ์มะนาวให้ได้ตามความต้องการของตลาดนั้นจำเป็นจะต้องมีการวางแผนการผลิตและกิ่งพันธุ์มะนาวที่จำหน่ายนั้นจะต้องมีคุณภาพและเพียงพอกับความต้องการของตลาด

การขยายพันธุ์มะนาว เป็นวิธีการเพิ่มปริมาณของกิ่งพันธุ์มะนาวให้มากขึ้นส่วนการเพาะเมล็ดนั้นมะนาวนั้นไม่นิยมเพราะจะมีการกลายพันธุ์แต่ยังมีการเพาะเมล็ดมะนาวเพื่อให้ได้ต้นตอที่แข็งแรงและมีรากแก้ว  เพื่อใช้เป็นต้นตอในการขยายพันธุ์

การตัดชำกิ่งมะนาว  การตัดชำ คือ การตัดส่วนส่วนของกิ่งพันธุ์มะนาวที่มีสภาพต้นที่สมบูรณ์ แล้วนำมาชำไว้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดรากและยอด พัฒนาเป็นพืชต้นใหม่ โดยที่ต้นใหม่มีลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการและจะช่วยร่นระยะเวลาในการออกดอกติดผลให้เร็วขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการเพาะเมล็ด มะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งปักชำใช้เวลา  1-2 ปี  ก็จะให้ผลผลิต ส่วนการเพาะเมล็ดอาจใช้ระยะเวลามากกว่าการปักชำจึงไม่เหมาะสำหรับการผลิตมะนาวเชิงการค้า

วิธีการตัดชำกิ่ง 

 1.  เมื่อตัดกิ่งพันธุ์มะนาวมาแล้วควรพ่นน้ำให้แก่กิ่งพันธุ์มะนาวเป็นระยะ เพื่อช่วยลดการคายน้ำ

2.   เตรียมกิ่งขนาดยาวโดยทั่วไปประมาณ  6 – 9   นิ้ว ขนาดของกิ่งประมาณ  1   นิ้วโดยรอยตัดควรอยู่บนข้อและใกล้กับข้อให้มากที่สุด

                                       

  3.   กิ่งจะต้องมีข้อจำนวน ประมาณ 3 - 5 ข้อ และมีใบอยู่ 4-8 ใบ

                                      

4. โคนกิ่งควรตัดเป็นรูปปากฉลามหรือฝานบวบ จะมีรอยแผลช้ำบริเวณรอยตัดให้ใช้คัดเตอร์ตัดรอยช้ำออกซ้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกราก

                                      

5.ใช้คัดเตอร์กรีดบริเวณโคนกิ่งในแนวตั้งความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร 4 รอยโดยกรีดบริเวณโคนกิ่งประมาณ 0.5-1 เซนติเมตรจะช่วยให้การออกรากของกิ่งปักชำดียิ่งขึ้น

                                   

6.หลังจากนั้นนำกิ่งมะนาวแช่ลงในน้ำที่ผสมสารป้องกันเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย เพื่อไม่ให้เชื้อราและเชื้อแบคทีเรียเข้าทางรอยแผล ( ใช้สเตร๊พโตมัยซิน ซัลเฟต+ออกซีเททราไซคลิน ไฮโดรคลอไรด์ ในอัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร แช่นาน 30 นาที ซึ่งจะช่วยในป้องกันกำจัด โรคแคงเกอร์ที่ติดมากับกิ่งพันธุ์มะนาวได้เป็นอย่างดี)

 

                                     

 

7.นำกิ่งพันธุ์จุ่มลงในสารเร่งการเกิดรากจำพวก NAAและ IBA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกรากของกิ่งพันธุ์มะนาว

( ใช้ IBA 0.3% W/V 300 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร นานประมาณ 20-30 วินาที )

                                   

8. หลังจากเตรียมกิ่งพันธุ์มะนาวเสร็จแล้ว ใช้ไม้ที่มีขนาดเล็กหรือเท่ากับขนาดของกิ่งปักชำ แทงลงในวัสดุปลูกก่อนนำกิ่งลงปักชำ เพื่อป้องกันการเกิดรอยช้ำบริเวณแผล

                                             

9.  ฝังกิ่งลึก  ½  ส่วน ของความยาวกิ่ง และที่สำคัญคือต้องกดบริเวณโคนกิ่งให้แน่น

 

10.  ใช้วัสดุพรางแสง ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก และต้องบังกระบะปักชำไม่ให้มีลมมาปะทะเพื่อไม่ให้กิ่งปักชำขยับและลดการคายน้ำของกิ่งพันธุ์มะนาว                                           

11.สังเกตดูว่าวัสดุเพาะชำหรือน้ำที่จับบริเวณใบมะนาวแห้งเกินไปหรือไม่ ถ้าแห้งเกินไปควรตั้งเวลาการพ่นน้ำให้ถี่ขึ้น

            45 - 60 วันหลังจากปักชำไปแล้ว กิ่งพันธุ์มะนาวจะออกรากครับ

            เห็นไหมครับว่า รากจะเกิดบริเวณที่เรากรีดแผลเอาไว้เลยครับ

ลองทำกันดูน่ะครับ

หรือ

ถ้าไม่เข้าใจต้องการความรู้เพิ่มเติม

ก็เข้ารับการฝึกอบรมได้เลยครับ

คลิกhttp://gotoknow.org/blog/samart9/357023

รูปแบบการใช้สารการควบคุมการเจริญเติบกับกิ่งปักชำ

วิธีการใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตมีหลายวิธีโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 วิธีได้แก่

            1.เทคนิคการจุ่มเร็ว (Quick dip method)เทคนิคการจุ่มเร็วเป็นที่นิยมใช้เนื่องจากเป็นวิธีที่รวดเร็วและสามารถทำให้กิ่งปักชำจำนวนมากได้รับสารพร้อมๆกันปริมาณที่ได้รับก็ใกล้เคียงกันอีกด้วยวิธีนี้จำเป็นต้องใช้สารเร่งรากที่พอเหมาะโดยนำปลายกิ่งจุ่มในสารเร่งรากประมาณ 20-30 วินาทีการเพิ่มประสิทธิภาพการออกรากสามารถทำได้โดยกรีดบริเวณโคนกิ่งประมาณ 0.5-1 เซนติเมตรจะช่วยให้การออกรากของกิ่งปักชำดียิ่งขึ้น               

         2.เทคนิคการแช่กิ่งปักชำ (Prolonged soaking method)เทคนิคนี้ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากใช้เวลาในการปฏิบัตินานโดยนำกิ่งปักชำแช่ลงในสารเร่งรากความเข้มข้นต่ำนาน 10-24 ชั่วโมงหลังจากนั้นจึงนำกิ่งลงไปปักชำ วิธีการนี้ใช้เวลานานอีกทั้งอาจเกิดการแพร่กระจายในช่วงแช่สารเคมี

        3.การใช้สารเคมีในรูปผง (Powder method)วิธีนี้รูปแบบการเจริญเติบโตจะอยู่ในรูปผงโดยการนำกิ่งปักชำจุ่มลงในน้ำให้มีความชื้นหลังจากนั้นนำกิ่งปักชำจุ่มลงในสารเคมีแล้วแคะสารเคมีส่วนเกินที่ติดอยู่ออกแล้วจึงนำกิ่งลงปักชำ วิธีนี้ไม่เหมาะที่จำทำในเชิงการค้าเนื่องจากในแต่ละครั้งสามารถนำกิ่งปักชำจุ่งสารได้ในปริมาณน้อย อีกทั้งกิ่งปักชำก็ได้รับสารเร่งรากที่ไม่เท่ากัน

ปัจจัยที่จะทำให้กิ่งตัดชำออกรากดี

                การเลือกกิ่ง  ควรจะเลือกกิ่งที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
                  1. เลือกกิ่งที่มีอาหารมาก  เพราะอาหารภายในกิ่งจำเป็นในการเกิดรากและการเจริญของกิ่งสำหรับการตัดชำกิ่งแก่ไม่มีใบ   อาหารจะสะสมอยู่ภายในกิ่ง  ซึ่งกิ่งที่แก่มาก (ไม่เกิน ๑ ปี) อาหารยิ่งสะสมอยู่ภายในกิ่งมาก การเกิดรากและ แตกยอดก็จะง่ายขึ้น
                 2. อายุของต้นพืชที่จะนำมาตัดชำควรเลือกกิ่งจากต้นที่มีอายุน้อย (นับจากเพาะเมล็ด)เพราะกิ่งจากต้นที่มีอายุน้อยจะออกรากได้ง่ายกว่ากิ่งที่นำมาจากต้นที่มีอายุมากๆ

                   3. การทำแผลโคนกิ่ง  แผลโคนกิ่งจะช่วยให้กิ่งมีเนื้อที่ที่จะเกิดรากได้มากขึ้น นอกจากจะช่วยให้กิ่งเกิดจุดกำเนิดรากได้ง่ายแล้วยังช่วยให้กิ่งดูดน้ำและฮอร์โมนได้มากขึ้นอีกด้วย
                 4. การใช้ฮอร์โมนและสารบางอย่างช่วยการออกราก  ฮอร์โมนช่วยให้กิ่งตัดชำออกรากดีขึ้น  ช่วยให้เกิดรากมาก ออกรากไวและรากเจริญได้เร็ว สารฮอร์โมนสังเคราะห์ที่เป็นตัวสารเคมีที่ใช้ผสมอยู่ในชื่อฮอร์โมนการค้าต่างๆ มักจะมีสารฮอร์โมนอยู่สองชนิด คือไอบีเอ(IBA)หรือชื่อเต็มคือ กรดอินโดลบิวไทริค (indolebutyric acid) และ เอ็นเอเอ (NAA) หรือชื่อเต็มคือกรดแนฟทาลีนอะซีติก (naphthaleneacetic acid) สารฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้เป็นสารที่เสื่อมช้าคือไม่สูญเสียง่าย  แต่ในการใช้มีข้อที่ต้องคำนึงถึงก็คือ การใช้ฮอร์โมนกับพืชใด ควรจะรู้ความเข้มข้นที่แน่นอนและให้พอเหมาะกับพืช        

การจัดสภาพแวดล้อมให้กับกิ่งตัดชำในระหว่างรอการออกราก
                    1. การจัดความชื้นในอากาศรอบๆ  กิ่งตัดชำความชื้นในอากาศเกี่ยวข้องกับ การตัดชำโดยที่กิ่งตัดชำเหล่านี้จำเป็นต้องรักษาใบไว้ปรุงอาหาร เพื่อช่วยการออกราก ฉะนั้นจึงต้องรักษาใบไว้ให้สดและติดอยู่กับกิ่งตลอดไป แต่การที่ใบจะสดอยู่ได้ก็จะต้องมีความชื้นในอากาศรอบๆ ใบสูงพอ น้ำจากใบจึงจะไม่คายออกมาและใบก็จะไม่เหี่ยว   เราควรฉีดหรือพ่นละอองน้ำให้จับใบอยู่ตลอดเวลาหรือเป็น ระยะ ซึ่งวิธีการหลังนี้อาจใช้คนช่วยฉีดพ่น  หรือโดยการใช้เครื่องพ่นน้ำอัตโนมัติก็ได้

                    2. แสงสว่างกับการออกรากแสงสว่างมีความจำเป็นสำหรับการตัดชำกิ่งพืชที่ต้องมีใบติด เพราะแสงสว่างจำเป็นในการปรุงอาหาร รวมทั้งสร้างสารฮอร์โมนเพื่อช่วยการออกรากของกิ่งตัดชำ การให้กิ่งตัดชำได้รับแสงมากเท่าไร ก็จะช่วยให้การออกรากดีขึ้น
                    3. วัตถุที่ใช้ในการตัดชำการออกรากของกิ่งตัดชำ จะไม่เกี่ยวกับอาหารที่มีอยู่ในวัตถุปักชำนั้น  แต่จะเกี่ยวข้องกับความชื้นและอากาศ ที่มีอยู่ในวัตถุปักชำนั้น โดยที่วัตถุปักชำแต่ละชนิดจะดูดความชื้นและมีอากาศผ่านเข้าออกได้ต่างกัน  ซึ่งจะเป็นผลให้การออกรากแตกต่างกันไปด้วย  วัตถุที่จะช่วยให้การออกรากเกิดได้ดี  จะต้องดูดความชื้นได้มาก และมีอากาศผ่านได้สะดวก สำหรับวัตถุปักชำที่นิยมใช้กันทั่วๆ ไป ได้แก่ทรายหยาบและถ่านแกลบที่ล้างด่างหมดแล้ว หรือส่วนผสมของทรายหยาบและถ่านแกลบในอัตรา1:1

สถานเพาะชำไม้ผลที่ดีควรมีลักษณะดังนี้คือ

                1.มีสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นมะนาวที่นำมาปลูก มีทิศทางและความเข้มของแสง ระยะเวลาที่ได้รับแสงที่เหมาะสม  การให้น้ำชลประทานปริมาณและความชื้นสัมพันธ์ในอากาศความเร็วและทิศทางลม ระดับอุณหภูมิโดยเฉลี่ย ความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมไปถึงการมีอยู่ของโรคและแมลงศัตรูพืช วัชพืชและศัตรูอื่นๆด้วย

                2.สถานเพาะชำสามารถปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับความต้องการของต้นมะนาวได้เช่น ต้นมะนาวที่มีช่วงอายุต่างกัน อาจมีความต้องการสภาพแวดล้อมต่างกันไปเช่นต้องการแสงมากน้อยต่างกัน ต้องการน้ำในปริมาณที่ไม่เท่ากัน หากสามารถปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในสถานเพาะชำให้เหมาะสมกับความต้องการในขณะนั้นได้ ก็จะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตแข็งแรงได้ดี

                3.มีพื้นที่เพียงพอสำหรับต้นไม้และพื้นที่ใช้งานอื่นๆและใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                4.ไม่มีปัญหาด้านกายภาพ เช่น น้ำท่วมขัง ดินเค็ม พื้นที่ลาดเทมากเกินไป มีร่มเงา ไม้ใหญ่ อันเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของต้นมะนาว

                5.ตั้งอยู่ใกล้ทางคมนาคม ขนส่งต้นไม้สะดวก มีการวางแผนผังภายในที่ดี มีที่ตั้งของหน่วยงานย่อยให้สอดคล้องกับวิธีการปฏิบัติงาน

                6.มีต้นทุนการจัดตั้งที่เหมาะสมต่อการใช้งานและมีอายุการใช้งานตามที่ต้องการและมีความต้านทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในลักษณะวิกฤติเช่น มีลมพายุ อุณหภูมิสูง หรือมีฝนตกหนัก

 

                              แล้วจะนำภาพมาเพิ่มเติมให้น่ะครับ