ท่านรู้สึกต่อ
"ความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่ในสังคมไทย"
อย่างไร? แค่ไหน?
*****************
องค์ประกอบหนึ่งของแผนปรองดองแห่งชาติของนายกฯอภิสิทธิ์ที่หลายฝ่ายเห็นพ้องว่ามีความสำคัญ เป็นอันดับแรกสุดในการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคม คือ องค์ประกอบข้อที่ 2 ได้แก่ "ปฏิรูปประเทศรอบด้าน ทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม การผลักดันรัฐสวัสดิการ"
ในข้อที่ 2 นี้ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม คือประเด็นหลัก ผู้รู้ลงความเห็นว่า "ความไม่เป็นธรรมทางสังคม"นี้ เป็นมูลเหตุสำคัญของความขัดแย้งในสังคม ถ้าความไม่เป็นธรรมทางสังคมยังคงดำรงอยู่ และหากยิ่งเพิ่มขนาดและความซับซ้อนของความไม่เป็นธรรมเพิ่มขึ้น ในอนาคต สังคมอาจลุกเป็นไฟ และในสภาวะเช่นนั้นประชาชนชั้นล่างของสังคม จะถูกใช้เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ของคู่ขัดแย้งเพื่อช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายปรารถนา
ลองฟังความเห็นของรองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ จากภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าฟัง เชิญครับ
1.
2.
3.
4.
ถ้าหากมันเป็นอย่างเช่นที่ว่านั้น พวกเรา ชาวไร่ ชาวนา และผู้ขายแรงงาน คือคนกลุ่มแรกที่จะถูกกระทำให้ย่อยยับอับปรางไป ดังที่เราก็เห็น ๆกันอยู่ในสถานการณ์ขัดแย้งในคราวนี้
"ความไม่เป็นธรรม" จึงควรได้รับความสนใจจากทุกฝ่ายในสังคม ช่วยกันขจัดปัดเป่า ให้มันลดน้อยถอยลงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ตามความเชื่อในแนวที่กล่าวมานี้ เชื่อว่า "ความไม่เป็นธรรม"ยิ่งมีน้อยเท่าใด ความอยู่เย็นเป็นสุขในสังคมน่าจะมีมากเท่านั้น
แต่การจัดการกับ "ความไม่เป็นธรรม" นี้ ใคร ๆ ก็เห็นพ้องกันว่าเป็นเรื่องยาก
รองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้เหมือนกันว่า
ความไม่เป็นธรรมในสังคมเป็นปัญหาโลกแตก
มีมาตั้งแต่มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคม
มีคนได้ ย่อมมีคนเสีย
มีคนได้น้อย ย่อมมีคนได้มาก
มันเป็นสัจธรรมที่เราต้องยอมรับ
สัจธรรมนี้กลับกลายเป็นวาทกรรมของคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการยกระดับความคิดของตนว่าเหนือกว่าคนอื่น
เลยนำวาทกรรมนี้มากล่าวอ้างเพื่อให้ตนเองดูดีว่ารักความยุติธรรม
ผมเองผ่านห้วงเวลานั้นมานานแล้ว สมัยเป็นนักศึกษาทำกิจกรรม
ก็มักจะนำวาทกรรมนี้มากล่าวอ้างเสมอๆ และได้ผล
อดีตเคยเป็นผู้นำนักศึกษา มักจะอ้างถึงความไม่เป็นธรรมของกรรมกรและชาวไร่ชาวนามาทำกิจกรรมทางการเมือง
ในวันนี้พบสัจธรรม เป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง ดังกฎธรรมชาติที่นำมาเป็นตัวอย่างข้างต้น
ไม่มีใครเกิดมาแล้วจะมีความเป็นธรรมในสังคมเท่าเทียมกัน
เท่าเทียมกันตามที่แสวงหามันไม่มีในโลกของความนึกคิด
แต่มนุษย์เราสามารถทำให้ใกล้เคียงความเท่าเทียมกันได้ด้วกฎของสังคมและความมานะของตนบวกกับความสามารถเฉพาะตนและต้นทุนครอบครัว
ไม่มีหรอกที่ความเป็นธรรมจะลอยมาเฉยๆ
เพราะเรามีต้นทุนทางสังคมที่ต่างกัน
จะมีใครสักกี่คนที่มีองค์ประกอบครบแล้วนำมานะตนไปสู่จุดความเป็นธรรมที่สมบูรณ์
เราจะหนีความไม่เท่าเทียมกันได้ด้วยความขวนขวายของตนเท่านั้น
การเรียกความเท่าเทียมในสังคมที่ถูกออกแบบมาทั่วทั้งโลกอย่างนี้
เหมือนการยอมจำนนกับชีวิตโดยไม่คิดจะทำอะไร
สวัสดีคุณประดิษฐ์ อัตถาการ
1. ความไม่เป็นธรรมในสังคมเป็นปัญหาโลกแตก มีมาตั้งแต่มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคม มีคนได้ ย่อมมีคนเสีย
มีคนได้น้อย ย่อมมีคนได้มาก
2. ไม่มีใครเกิดมาแล้วจะมีความเป็นธรรมในสังคมเท่าเทียมกัน
3. มนุษย์เราสามารถทำให้ใกล้เคียงความเท่าเทียมกันได้ด้วกฎของสังคมและความมานะของตนบวกกับความ
สามารถเฉพาะตนและต้นทุนครอบครัว
4. ไม่มีหรอกที่ความเป็นธรรมจะลอยมาเฉยๆ
" การเรียกร้องความเท่าเทียมในสังคมที่ถูกออกแบบมาทั่วทั้งโลกอย่างนี้ เหมือนการยอมจำนนกับชีวิตโดยไม่คิดจะทำอะไร "
16:28