การเดินทางไปเที่ยวประเทศลาวนั้น คราวก่อนฉันเคยไปที่เชียงแสน เชียงของโดยนั่งเรือข้ามแม่น้ำโขง ส่วนเวียงจันทน์และสะหวันนะเขตก็ไปหลายครั้ง  จำได้ว่าจะต้องใช้หนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชนเท่านั้น  ครั้งนี้หนังสือเดินทางและบัตรประชาชนไม่ได้นำติดตัวมาด้วย คุณปรีดาบอกว่าใช้บัตรข้าราชการได้สำหรับทำบัตรผ่านแดน 

         เมื่อฉันและพี่ลีไปถึงจุดที่ศูนย์โอท็อปสำนักงานอำเภอเมืองหนองคาย  ฉันเห็นเจ้าหน้าที่กำลังเรียกผู้มาติดต่อเป็นหมายเลข  ฉันและพี่ลีมองหาจุดที่รับหมายเลขไม่พบ  จึงถามชายหนุ่มคนหนึ่งว่า "รับหมายเลขได้ที่ไหน แต่เขาไม่ตอบ" เดาว่าเขาคงเป็นคนชาติลาว จึงพยายามมองหาอีกและชะโงกหน้าไปที่หน้าต่างถามเจ้าหน้าที่  เขาจึงส่งหมายเลขมาให้ ๑ หมายเลขและกำชับว่า "มาด้วยกันให้ใช้หมายเลขเดียวกัน  พร้อมกับแนะนำให้ไปติดต่อที่ช่อง ๒-๔" 

          ฉันและพี่ลีก็ไม่ทราบว่าช่อง ๒-๔ อยู่ที่ไหน  ไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลย  สักครู่ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ถ่ายเอกสารตะโกนบอกให้เปิดประตูเข้าไปด้านใน ทำให้มองเห็นเจ้าหน้าที่นั่งประจำเป็นตู้ ๆ เช่นเดียวกับที่เราไปทำหนังสือเดินทาง  ส่วนพี่ลีและคุณปรีดามีหนังสือเดินทางไม่ต้องทำอะไร 

         ภายหลังที่ฉันส่งบัตรประจำตัวข้าราชการแล้ว  ประมาณ ๑ นาทีฉันเห็นเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมาให้ฉัน  แต่ฉันไม่รับเพราะฉันส่งบัตรข้าราชการ  เมื่อเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าถูกแล้วจึงรับมาดู อันที่จริงก็คือสำเนาบัตรประชาชนของฉันจริง ๆ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ป้อนข้อมูลเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักของฉันลงไปนั่นเอง   เมื่อได้สำเนาแล้วต้องเสียเงิน ๔๐ บาท และนำสำเนานั้นไปถ่ายเอกสารอีกครั้งจ่ายอีก ๒ บาท  ส่วนหนังสือเดินทางไม่ต้องเสีย  ปรากฏว่าหนังสือเดินทางของพี่ลีมีอายุเหลือน้อยกว่า ๖ เดือน  พี่ลีจึงต้องมาทำเช่นเดียวกับฉัน 

         การผ่านด่านตามช่องทางมีความสะดวก  และต้องซื้อบัตรโดยสารรถประจำทางคนละ ๒๐ บาทสำหรับข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาว  เป็นรถมินิบัสธรรมดาเหมือนกับที่วิ่งรับผู้โดยสารที่สุวรรณภูมิแต่ไม่ติดแอร์ 

        ก่อนไปขึ้นรถมีพนักงานขับรถตู้เข้ามาทักทาย  เสนอรับบริการนำเที่ยว  ปกติราคาวันละ ๑๒๐๐  บาทแต่วันนี้ยังไม่มีผู้โดยสารเลยลดให้ ๙๐๐  บาทในขณะที่เรายังไม่ตัดสินใจเพราะต้องรอคุณปรีดา เขาจึงลดให้อีกคิดเพียง ๘๐๐  บาทพวกเราจึงตอบตกลงทันที  พนักงานนำพวกเราไปขึ้นรถข้ามสะพาน  ก่อนไปขึ้นรถเสียเงินให้พนักงานคนนั้นอีกคนละ ๔๐ บาท  เห็นเขานำไปส่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายลาว  เมื่อถึงฝั่งลาวแล้วก็ไม่ได้ตรวจอะไร  รอให้พนักงานคนนั้นนำรถตู้มารับเข้าไปในเวียงจันทน์หรือกำแพงนคร 

         พวกเราได้สนุกกับการอ่านป้ายต่าง ๆ ที่เป็นภาษาลาว  ส่วนพนักงานขับรถตู้อ่านภาษาไทยออก  เนื่องจากเขาเรียนจบปริญญาตรีและเคยมาทำงานที่อุดรธานี  สังเกตว่าครั้งนี้เห็นถนนในเวียงจันทน์มีรถหนาแน่นขึ้นมากกว่าที่เคยเห็นมาเมื่อหลายปีก่อน

ภาพทุกภาพถ่ายขณะที่รถกำลังแล่น