ความขัดแย้งไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ผู้บริหารต้องสร้างคุ้นเคยและนำความขัดแย้งมาใช้ในการบริหารอย่างชาญฉลาดและสร้างสรรค์
การบริหารความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์
ผู้บริหารต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งตลอดเวลา เนื่องจากผู้บริหารต้องทำงานกับคน ซึ่งมีพื้นฐานของชีวิตชีวิต ความต้องการ ความรู้สึกนึกคิด ประสบการณ์ ลักษณะนิสัย ความพอใจที่แตกต่างกัน ธรรมชาติของความแตกต่างจึงทำให้เกิดความขัดแย้งกัน เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้ง ผู้บริหารไม่สามารถเพิกเฉยได้ อย่าปล่อยให้ความขัดแย้งทำลายความก้าวหน้า จงแปรมันเป็นพลัง แล้วนำมันกลับมารับใช้การบริหารให้สำเร็จ
ความหมายของความขัดแย้ง
วันชัย วัฒนศัพท์และรัตนาพร วัฒนศัพท์ (2548 : 24) ได้ให้ความหมายของความขัดแย้งว่า ความขัดแย้งเป็นสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลสองฝ่ายที่มีปฏิสัมพันธ์กัน เกิดความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกันในการตัดสินใจที่จะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้บรรลุเป้าหมายของตนและสภาพการณ์นั้นไม่สามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความพึงพอใจ หรือพฤติกรรมของฝ่ายหนึ่งไปยับยั้ง สกัดกั้นหรือสร้างความคับข้องใจให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง
ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความขัดแย้ง
ชาญชัย อาจินสมาจาร(2543 : 2) ได้กล่าวถึงความเชื่อผิดๆ เกิดขึ้นเมื่อเราขาดความเข้าใจ ทำให้ทำงานภายใต้ความเข้าใจและมีมุมมองที่เป็นอคติ ต่อความขัดแย้ง 5 ประการคือ การมีความขัดแย้งคือสัญญาณของการบริหารที่แย่ เป็นความวิตกที่ต่ำต่อองค์การ ความโกรธเป็นลบและการทำลาย ความขัดแย้งถ้าปล่อยทิ้งไว้จะแก้ปัญหาตัวมันเอง ความขัดแย้งต้องถูกขจัด

ก่อนจะขัดแย้งก็มองวัวคู่นี้
สาเหตุของความขัดแย้ง
เอดวาร์ด เดอร์ โบโน่ (Edward de Bono : 1987 อ้างถึงใน
เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ 2534 : 56 – 58) ได้แสดงความเห็นว่าความขัดแย้งเกิดจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการ ดังนี้ คือ
1. คนมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน เนื่องมาจาก อารมณ์ สภาพแวดล้อม ความจำกัดในการมอง เหตุผลเฉพาะหน้า มองกันคนละมุม การมีข้อมูลคนละอย่าง การมองไม่เต็มรูป ประสบการณ์ การคาดคะเน การรับรู้
2. คนมีความต้องการสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน เพราะว่าคนแต่ละคนมีแบบฉบับ(Style) ของแต่ละคน มีหลักการ(Principles) ของแต่ละคน ซึ่งเกิดจากความเชื่อ ค่านิยมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จึงสะท้อนให้เห็นถึงเหตุผลในการกระทำหรือในการคิดที่ไม่เหมือนกัน
3. คนมีแบบของความคิดเห็นไม่เหมือนกัน
การตอบสนองต่อความขัดแย้ง
วันชัย วัฒนศัพท์(2542 : 140) ได้กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่ตอบสนองต่อความขัดแย้ง พฤติกรรมของบุคคลเมื่อเผชิญกับความขัดแย้ง 5 ประการดังนี้
1. การเอาชนะ(Competition) มุ่งเอาชนะ พฤติกรรมความร่วมมืออยู่ในระดับต่ำ ไม่คำนึงถึงความสูญเสียของผู้อื่น แสดงออกคุกคาม ข่มขู่ เพื่อชัยชนะในที่สุด
2. การร่วมมือ ( Collaboration) มุ่งเอาชนะในระดับสูงและแสดงพฤติกรรมการร่วมมือในระดับสูงด้วย เป็นพฤติกรรมที่จะให้เกิดความพอใจทั้งแก่ตนและบุคคลอื่น ให้เกิดการชนะ - ชนะ ทั้งสองฝ่าย
3. การประนีประนอม(Compromising) เป็นมิติการเอาใจตนเองและเอาใจผู้อื่น มุ่งเจรจาให้ทั้งสองฝ่ายพอใจบ้าง เป็นลักษณะหากจะได้บ้างก็ควรจะเสียบ้าง พบกันครึ่งทาง ซึ่งอาจเกิดความพอใจน้อยกว่าพฤติกรรมความร่วมมือ
4. การหลีกเลี่ยง (Avoiding) เป็นการไม่สู้ปัญหาและไม่ร่วมมือในการแก้ปัญหา ซึ่งสังคมไทยมักจะหลีกเลี่ยงปัญหา ดังคำพูดที่ว่า“ถ้าเป็นความกัน กินขี้หมาดีกว่า” ซึ่งจะสร้างความขัดแย้งให้รุนแรงมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยไม่ชอบการเผชิญหน้า ต่อหน้าบอกไม่มีปัญหา แต่ลับหลังก็จะใช้กระบวนการนินทา
5. การยอมให้(Accommodation) เป็นการแสดงพฤติกรรมมุ่งเอาชนะในระดับต่ำและแสดงความร่วมมือในระดับสูง เน้นการใจผู้อื่น เป็นผู้เสียสละ ดังคำกล่าวที่ว่า “เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด”
กระบวนการบริหารความขัดแย้ง
เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ ( 2534 : 116) ได้กำหนดกระบวนการบริหารความขัดแย้งเป็น 4 ขั้น ดังนี้
ขั้นที่ 1 การวินิจฉัยความขัดแย้ง โดยพิจารณาจากสาเหตุ ความสัมพันธ์ระหว่างคู่ขัดแย้ง
ขั้นที่ 2 การนิยามปัญหาความขัดแย้ง เป็นการพิจารณาธรรมชาติของความขัดแย้งว่า เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่ม
ขั้นที่ 3 การพิจารณาผลที่จะตามมาของความขัดแย้ง เป็นการพิจารณาว่าผลของความขัดแย้งที่จะเกิดมานั้นเป็นไปในทางดีหรือไม่ดี ผลที่จะเกิดในนขณะนี้เป็นอย่างไรและผลที่จะเกิดในอนาคตเป็นอย่างไร
ขั้นที่ 4 ยุทธศาสตร์ในการบริหารความขัดแย้ง เป็นการพิจารณาว่าจะใช้เทคนิคในการบริหารความขัดแย้งที่เหมาะสมกับปัญหาและสถานการณ์
หลักการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
วันชัย วัฒนศัพท์(2547 อ้างถึงในวันชัย วัฒนศัพท์และรัตนาภรณ์ วัฒนศัพท์ 2552 :63 - 64) ได้กล่าวถึงหลักการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้
1. แยกคนออกจากปัญหา ทุกปัญหาจะเกี่ยวข้องกับประเด็นเนื้อหาและประเด็นสัมพันธภาพ ด้วยการแยกประเด็นเนื้อหา คือ ปัญหา ออกจากสัมพันธภาพ ซึ่งหมายถึงบุคคล คู่กรณี ที่อาจจะมีอารมณ์มุมมองหรือความเข้าใจผิดออกไป ทำให้คู่กรณีแต่ละฝ่ายมองเห็นตัวเองแต่ละด้านผู้บริหารต้องใช้ความอ่อนโยนและเอาจริงเอาจังกับปัญหา
2. มุ่งประเด็นไปที่ผลประโยชน์หรือความต้องการของคู่กรณี ที่ไม่ใช่จุดยืน การทำความเข้าใจในความแตกต่างของผลประโยชน์และจุดยืนเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งมีแรงจูงจูงใจแฝงอยู่เพื่อแสดงจุดยืนในปัญหา
3. หาทางเลือกที่จะให้ประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย ใช้หลักการระดมสมองเพื่อหาทางเลือกที่หลากหลาย บนพื้นฐานการไม่วิจารณ์หรือประเมินความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายสำหรับการหาทางเลือกนั้น เป็นการสร้างทางเลือกที่มากที่สุด
4. วางเกณฑ์ที่สามารถวัดได้อย่างชัดเจน ทำให้ข้อตกลงมีมาตรฐาน ที่จะให้ความเป็นธรรมกับคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ซึ่งเกณฑ์กติกาจะต้องให้ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมกำหนด
ความขัดแย้งไม่ใช่สิ่งน่ากลัวอีกต่อไป เมื่อเข้าใจการบริหารความขัดแย้ง ผู้เขียนไม่ได้หวังว่าบันทึกเล็กๆ นี้จะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มเป็นสงครามแยกประชาชนไปแล้ว แต่อยากเห็นทุกฝ่ายอยู่เหนือปัญหาความขัดแย้ง โดยนำหลักการบริหารความขัดแย้งมาใช้อย่างสร้างสรรค์
เอกสารอ้างอิง
ชาญชัย อาจินสมาจาร. แปรความขัดแย้งเป็นพลังสร้างสรรค์.กรุงเทพฯ:
สร้างสรรค์บุ๊ค,2543
วันชัย วัฒนศัพท์. ความขัดแย้ง หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา. ขอนแก่น :
โรงพิมพ์ศิริภัณฑ์ ออฟเซ็ท ,2547
วันชัย วัฒนศัพท์และรัตนาภรณ์ วัฒนศัพท์. การแก้ปัญหาความขัดแย้งใน
สถานศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า,2552
เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์. ความขัดแย้ง การบริหารเพื่อความสร้างสรรค์.
กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ตะเกียง ,2534
สวัสดีค่ะ..คุณพรชัย
เรียนท่านพรชัย ....ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ เหมือนได้นั่งเรียนในชั้น กับอาจารย์ ในรายวิชา หลักในการบริ่หารการศึกษาอีกครั้งค่ะ
สวัสดีค่ะ
ตามหลังกันมา ตามพี่ครูคิมมาคะ มาอ่านเรื่องความขัดแย้ง และการบริหารการขัดแย้งคะ อ่านแล้วก็คิดตาม คิดตามแล้วก็มึนตึ๊บ เอาเถอะคะ ผู้บริหารทั้งหลาย ไม่ว่าบริหารบ้านเมือง บริหารองค์กรเรียนรู้วิธีการขัดแย้ง เถอะคะ คงจะต้องมานั่งอ่านหลักการ ของท่านพี่ หลายรอบนะคะ
-ท่านพี่ ชั่งรู้จักเอามาให้อ่าน นะคะ อยากให้หลายๆคน อ่านจังเลยคะ จะได้ลดความขัดแย้งลงบ้างคะ
-ถ้าเป็นนักศึกษาอยู่ เขาคงยกตัวอย่างมาให้อ่าน แล้วให้หาวิธีการแก้ปัญหาและความขัดแย้งมาฟรีเซ้นท์ หน้าชั้นอีกแล้ว ตอนนี้ไม่เป็นนักศึกษาแล้ว ไม่อยากใช้สมองคะ
ขอบคุณ จำเนียรวดี
ที่จริงคนไทยรักกันอยู่นะครับ แต่คนไม่กี่คนที่ทะเลาะกันแล้วเอาคนอื่นมาเป็นเหยื่อ มาเป็นเครื่องมือ
ขอบคุณปิ่นธิดา
อาจจะเป็นวิชาการไปบ้าง เพราะปกติก็เขียนบทความในลักษณะนี้เป็นความเคยชินครับ
อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานบ้างครับ
ขอบคุณคุณครูคิม
พี่เหนื่อยกับการคิดงานใหญ่ๆ จึงดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ สไตล์ครูคิมครับ
ขอบคุณ คุณสุ
ตอนนี้เป็นบัณฑิตแล้วจึงปลอดโปร่งโล่งใจไปหมด เป็นอิสระกับตนเองใช่ไหมครับ
ความขัดแย้งทางความคิด หากอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล และยอมรับเหตุผลที่ดีที่สุด นับเป็นทางออกที่ได้ทั้งสองฝ่าย
สวัสดีค่ะอ.พรชัย
ขอบคุณสำหรับบันทึกดี ๆ ที่ให้ความรู้มากมายค่ะ
(^___^)
โอ๊ะโอ..ขอบคุณบันทึกนี้ของท่านผอ.เป็นอย่างสูงค่ะ...ขัดแย้งแต่ไม่ขัดใจ..อะไรก็ผ่านไปได้ด้วยดี..อิๆคิดเองนะคะ...ระลึกถึงเสมอค่ะ....
ขอบคุณน้องบุษรา
น่ารัก ต้นน้ำชอบครับ
ขอบคุณคุณนิภารัตน์
การให้ความร่วมมือ คือ ชนะ -ชนะ
การประนีประนอม คือ แพ้ - แพ้
การยกให้ คือ แพ้ - ชนะ
ขอบคุณ คนไม่มีราก
อาจจะเป็นวิชาการบ้าง ผู้เขียนเองก็ถือโอกาสเรียนรู้การบริหารความขัดแย้ง
ขอบคุณคุณครูอ้อยเล็ก
ขัดแย้งแต่ไม่ขัดใจ แสดงว่ายอมให้
สวัสดี ครับ อาจารย์พรชัย
อาจารย์ใช้บันทึกนี้ เพื่อสื่อความได้...เหมาะกับเวลามาก ๆ นะครับ
....
แต่ในห้วงสภาวะการณ์แบบนี้ บางครั้งคนที่มีการศึกษาสูง ๆ ก็หยิบยกองค์ความรู้ที่มีอยู่ในตัวมาใช้ไม่ได้
ตรงกันข้าม...การกระทำลงไปที่มีจิตสำนึก หรือขาดจิตสำนึก กลับเป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในช่วงเวลา และหลายๆ วิกฤติเหตุการณ์
....วิชาการบางครั้ง ก็ถูกละเลย เพราะขาดจิตสำนึกเป็นที่ตั้ง
...การศึกษาและความรู้สามารถ หยิบยกไปใช้ได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
...เพียงแต่...เพียรรู้..แต่ไม่เพียรกระทำ ก็ไร้ค่า
..
ขอบพระคุณ บันทึก ดี ดี ของอาจารย์ฉบับนี้ นะครับ
ด้วยความรักและเคารพอาจารย์ ครับ
ขอบคุณมากนะครับพี่พรชัย เป็นประโยชน์มากครับ..
มาส่งความระลึกถึงค่ะอาจารย์
ขอเก็บความรู้ดีๆไว้ศึกษาค่ะ
ขอบคุณค่ะอาจารย์
มาส่งความระลึกถึงค่ะ ขอเก็บความรู้ไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปค่ะ...ขอบคุณค่ะ