รายการปุจฉา-วิสัชนาธรรมกับพระอาจารย์อารยะวังโส ทางสถานีวิทยุรัฐสภา FM 87.5 MHz วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2552
ปุจฉา : ทุกวันนี้สังคมของเราเรารู้ว่าควรทำความดีและพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความชั่ว แต่ความดีที่เกิดขึ้นกับความไม่ดีที่เกิดขึ้น บางทีคนเรามองความไม่ดีว่าเป็นความดี ขึ้นกับเหตุผลที่ตนเองได้รับมา
วิสัชชนา : อาตมาย้ำเลยว่า วันนี้ที่เราวิปลาส เพราะเราสับสน ตรงนี้เรายังแยกแยะระหว่างพาลกับบัณฑิตไม่ออก เพราะพาลกับบัณฑิตมันไม่ใช่ตัวบุคคล มันเป็นความหมายธรรม พาลก็คือ สิ่งที่เป็นไปในทางอกุศลทั้งปวง บุคคลใดก็แล้วแต่ถือว่าเป็นอกุศลทั้งปวง อธรรม คือ ไร้ศีลธรรม พูดคุยสั่งสอนประพฤติตนอยู่อย่างขาดปัญญา เรียกว่าคนพาล ปัญญานำไปสู่ความสุขสงบ เมื่อมันไม่มีปัญญา อับปัญญา มันก็เป็นความทุกข์สิ ไม่สงบวุ่นวาย เพราะฉะนั้นนิสัยคนพาล อันหนึ่งคือ วุ่นวาย ร้อนรน กระวนกระวาย มีความทุกข์อยู่ร่ำไป ยิ่งขึ้นทุกข์ทับถมทุกข์ กองขยะที่ทับถมทุกวันมันก็เหม็นก็เน่า คนพาลก็สั่งสมความทุกข์มากขึ้น กินเหล้าได้ทุกวัน ทำชั่วได้ทุกวัน พรุ่งนี้ก็ทำชั่วอีก พรุ่งนี้ก็ตั้งวงอีก มะรืนก็ตั้งวงอีก หรือจะผิดศีลผิดธรรมก็ทำได้ทุกวัน นี่คือวิสัยคนพาล ทำความชั่วจนเป็นนิจ นี่คือคนพาล
คราวนี้เราต้องสร้างค่าคติ ความหมายตรงนี้ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเด็กของคน ว่าอะไรคือพาล อะไรคือบัณฑิต ที่ตั้งเวทีพูดกันแย้วๆ นี่เป็นเวทีของบัณฑิตไหม หรือเป็นเวทีของคนพาล ที่ประชุมอยู่ในสภานี่เป็นสภาของคนพาล เป็นที่ประชุมของคนพาลหรือของบัณฑิต
จิตคนเรานี้เป็นจิตดำ จิตที่มืด ยิ่งมืดยิ่งหลง ยิ่งหลงยิ่งลึก ยิ่งลึกยิ่งมืด ลองดูสิ เรายิ่งหลงเข้าไปยิ่งมืด ยิ่งมืดยิ่งลึก ยิ่งลึกเข้าไปยิ่งมืด ยิ่งมืดยิ่งหลง ยิ่งหลงยิ่งลึก ยิ่งลึกยิ่งมืด ไม่ถอยออกมาหาความสว่างเลย เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ที่จะบอกว่าพบความสว่าง เพราะมันยิ่งลึกยิ่งมืด ยิ่งมืดยิ่งลึก ยิ่งลึกยิ่งหลง พอหลงขึ้นมาวิปลาส วิบัติเป็นมิจฉา ทั้งหมดเป็นความเห็นผิดหมด เพราะมันมืด ก็ต้องหาเทียนสักอันไปจุดสว่างให้เห็นแสงสว่างปากอุโมงค์สักหน่อยได้ไหม
เพราอะไร เพราะไม่มีใครหรอกอยากจะมืด ยิ่งหลงยิ่งกลัว ยิ่งกลัวยิ่งวิตก ยิ่งวิตกยิ่งตะเกียกตะกายขวนขวาย มองไม่เห็น หิวโหย ฆ่ากันเอง ไล่กินเนื้อกันเอง เหมือนสัตว์ในโลกันตนรก เจอกันเมื่อไหรก็กินกันฆ่ากัน ได้เห็นประกายแสงแวบๆ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้นในโลกคือตรัสรู้ธรรม แวบผ่านในสากลจักรวาล ไม่งั้นมืดตลอด พอปล่อยมือที่ตะเกียกตะกายก็หล่นลงไปถึงชั้นรองน้ำ กายแตกตาย แล้วเกิดขึ้นมาอีก เป็นสัตว์โลกันตนรกอีก พอเจอกันเมื่อไหรก็กินกันเองด้วยความหิวโหย ใช้เวรใช้กรรมกันอย่างนี้ไม่รู้จบ อันนี้เรียกว่า อาศัยกรรมเป็นอาหาร กรรมอุบัติเกิดขึ้นแล้ว คือเสวยกรรมดังกล่าวนั้นแล้ว ก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น พวกสัตว์นรกทั้งหลาย พวกเราก็อาศัยอาหารข้างสุก ข้าวสวย ขนมนมเนย ทั้งหลายเป็นอาหารดำรงชีวิต คาวนี้ดำรงกรรมนี่ มีกรรมเป็นตัวดำรงชีวิต กัมมัสกตาเป็นอำนาจกรรมดำรงชีวิต อาหารของเค้าก็คือกรรม ของเรายังเป็นอาหารที่เห็น สภาพกรรมปรุงแต่งที่เขาต้องเสวย พวกสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉานก็กินคล้ายมนุษย์หน่อย หากินพืชกินหญ้าว่ากันไป โอปปาติกา พวกกายทิพย์ พวกเทพเทวดา ก็กินอาหารทิพย์ทั้งปวง สังเกตการดำรงชีวิตยังมีความแตกต่างกันเลย ฉะนั้นสภาพธรรมเหล่านี้ เป็นอำนาจหนึ่ง
อาตมามองรู้ว่านี่มันเลวร้าย แต่ไม่ได้มองความเลวร้ายนั้นว่าเป็นเรื่องที่น่าเกลียด เป็นเรื่องที่ผิดปกติ อย่าลืมนะ บางที่เรามองว่าเลวร้ายแล้วเราก็ไม่สบายใจ
ยุคกาลสมัยไม่ว่าสมัยไหน มีทั้งดีและชั่ว อย่าลืมว่าโลกมันเป็นแบบนี้ของมัน มีทั้ง 2 ส่วนควบเกี่ยวเนื่องกันอยู่ สุขทุกข์มีลาภ เสื่อมลาภ มีสรรเสริญ มีนินทา มีสุข มีทุกข์ สภาพธรรมอันหนึ่งของโลกก็คือ แปรปรวนไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างนี้ ไม่คงทน ที่มันเปลี่ยนไปตามวิถีของมันแบบนี้ เรียกว่า ตามเหตุตามปัจจัย ไอ้สภาพที่เราพอเข้าใจกันว่าแล้วจะทำอย่างไร
อาตมาบอกว่า พระพุทธศาสนาเหมือนแสงสว่างท่ามกลางความมืด แต่มันมืดขนาดที่เกินกว่าที่จะเห็น หรือมันพอจะเห็นได้ มันอยู่ที่วิสัยตรงนี้ต่างหาก อาตมาเชื่อว่าสังคมไทยยังพอที่จะเห็นแสงสว่างได้อยู่ ยังไม่ใช่มืดจนสนิท จนไม่สามารถกลับมาหาความสว่างได้ นั่นมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นนิยตแล้ว คือ มั่นคงถาวรแล้ว หมายความว่า เบื้องหน้าคือ อบายภูมิอย่างเดียว
#####################
อ่านตอนแรกได้ที่นี่ค่ะ
วันนี้สังคมไทยต่างว่ากันว่า...
http://gotoknow.org/blog/arayawangso/354498
เข้ามากราบนมัสการครับ
อนุโมทนากับน้องแพรภัทรสำหรับบันทึกดีๆ
ขอบคุณค่ะพี่โยคี
ขอบคุณค่ะคุณกระแต
โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ 555