เมื่อสักครู่นี้ก่อนที่จะออกเดินไปทำโน่นทำนี่ ก็พยายามที่จะนั่งนึก comment เกี่ยวกับงาน Gotoknow Forum 2nd ในสองบันทึกซึ่งนำเสนอเรื่อง 2 เรื่องคือเรื่องอาหารและเรื่องกิจกรรมภาคกลางคืน
เรื่องอาหารตามบันทึกนี้ GotoKnow Forum ครั้งที่ 2 : "สิ่งใด" ที่ท่านสามารถสัมผัสได้ในงาน ตอนนั้นนึกออกแล้วว่าจะ comment อะไร ไม่มีปัญหา แต่มีปัญหาอยู่ที่เรื่องการแสดงตอนกลางคืนโดยเฉพาะเรื่อง "การรำ" หรือการแสดงพื้นเมือง (ตามบันทึก ค่ำคืนแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ GotoKnow Forum ครั้งที่ 2) เพราะว่าคิดไม่ออก No comment คงเป็นเพราะปกติเป็นคนไม่ชอบดูอยู่แล้ว หรือว่าคนที่มาแสดงให้ดูอยู่ดี ๆ เขามา "รำ รำ" แล้วก็ไป ก็เลยไม่มีอะไรดึงดูดใจเท่าไหร่
แต่ทว่าไอ้สิ่งที่ไม่ชอบและคิดไม่ออกเนี่ยแหละ พอเดิน ๆ ไป ทำใจสบาย ๆ กลับได้คำตอบออกมาซะเยอะ เพราะว่าอยู่ดี ๆ ก็ผุดเรื่อง Theme ของงานขึ้นมา คือ "เก็บประสบการณ์ผ่านเทคโนโลยี สู่มรดกทางความรู้ (Digital Heritage)"ก็เลยคิด "ปิ๊ง" ขึ้นมาว่า คนที่คิด Theme นี้น่าจะทำให้ดูก่อน
เรื่องวัฒนธรรมของภาคใต้นี้เป็นศิลปะที่งดงามไม่แพ้ภาคใด ๆ ของประเทศ แต่ในฐานะคนภาคกลางค่อนมาทางเหนือ ผมแทบไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางภาคเหนือ รวมทั้งเหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็กลายเป็นว่าภาพลักษณ์ของวัฒนธรรมทางภาคใต้ก็ถูกลบเลือนจากจิตใจของผมไปด้วย
ดังนั้น ผมจึงตั้งโจทย์ขึ้นมาเหมือนกับเรื่องอาหารในบันทึกที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า น่าจะมีการเก็บประวัติทางวัฒนธรรมทั้งทางด้านอาหาร การแต่งกายประจำภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงมโนราห์ตัวอ่อนมาโชว์ให้ทุก ๆ คนเห็นกันสักหน่อย เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องเรื่องของ "การเก็บประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมผ่านเทคโนโลยี สู่มรดกทางความรู้" ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งในการนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศไทย
แต่ถ้าโฟกัสลงไปให้แคบสักหน่อย ถ้าทีมงาน UsablesLab ทำกันจริง ๆ จะสามารถตอบสนองนโยบายของมหาวิทยาลัยในเรื่องของการบริการวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมีอยู่ตาม KPI ของมหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งการทำเรื่องนี้เรื่องเดียว เราสามารถเผยแพร่ผลงานให้กับจังหวัดได้ด้วย เพราะมหาวิทยาลัยกับการบริหารงานของจังหวัดนั้นเปรียบเสมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า
จังหวัดใดมีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ก็ถือได้ว่ามีมือมีไม้ในการทำงานทางวิชาการให้ ดังนั้น หากเราสามารถเก็บมรดกทางความรู้เชิงลึกทั้งในเรื่องของอาหาร เครื่องแต่งกาย รวมถึงการแสดงมโนราห์ตัวอ่อนออกมาได้และสามารถนำเสนอผ่านสื่อทางเทคโนโลยี ผมเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการจัดกิจกรรม Gotoknow Forum ครั้งที่ 2 นี้
เพราะเราสามารถทำงานให้ผลเชิงประจักษ์ได้ก่อนที่วันงานจะเริ่มเสียอีก
ทุก ๆ คนไม่ว่าจะเป็นคนในมหาวิทยาลัย ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารของจังหวัด รวมถึงสมาชิก G2K ก็จะได้รับประโยชน์จากงานครั้งนี้อย่างแท้จริง
หรืออย่างน้อยที่สุด คนที่เคยดูการรำอะไรต่าง ๆ ไม่รู้เรื่องอย่างเช่นผม ก็จะรู้เรื่องมากขึ้น เพราะได้รู้ถึงประวัติ ที่มาทั้งของการแสดงนี้หรือที่มาของนักแสดง ว่าต้องฝึกซ้อม ต้องทุ่มเทให้การแสดงนี้มากเพียงใด
ความรู้สึกของคนที่ดูการแสดงภาคกลางคืนในปีนี้ จะตื่นตาตื่นใจกว่าปีก่อน ถ้าได้มีการนำเสนอประวัติศาสตร์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ทุก ๆ คนในงานวันนั้นได้รับรู้ก่อนที่จะได้ดูการแสดงจริง
หรือถ้าจะครีเอทออกมาให้เป็นไตเติ้ลเรียกน้ำย่อย แบบภาพยนตร์ตัวอย่างที่เราเห็นเพียงช็อตสั้น ๆ ก็ทำให้เราต้องจ่ายเงินไปดูเรื่องเต็มของภาพยนต์เรื่องนั้นได้ก็จะเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม
คุณค่าของการแสดงใด ๆ ไม่ได้อยู่ที่การแสดงเพียงไม่กี่นาทีในวันนั้น แต่คุณค่าที่แท้จริงคือที่มาซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทย...

ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ
๒๗ เมษายน ๒๕๕๓
การแสดงมโนราห์ น่าสนใจค่ะ
อาหารภาคใต้เคยทานแล้ว อร่อย เผ็ดค่ะ
ตามมาดูค่ะ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ
ที่จริงแล้ว หากเราเข้าไปใน Google แล้ว Search คำว่า "มโนราห์" จะได้ผลการค้นหาประมาณ 145,000 รายการ และถ้าเกิดชี้เฉพาะเจาะจงลงไปว่า "มโนราห์ตัวอ่อน" ก็จะได้ผลการค้นหาประมาณ 16,800 รายการ ซึ่งจำนวนนี้เพียงพอไหมที่จะเป็นฐานความรู้ที่เป็น "มรดกทางวัฒนธรรม"
อันที่จริงแล้ว การเก็บมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อทำฐานความรู้นั้นไม่ได้อยู่ที่จำนวนว่ามากหรือน้อย แต่จุดสำคัญนั้นอยู่ที่ "ทำหรือไม่ทำ"
เพราะจุดหลักของการทำงานใด ๆ ก็คือ "การเรียนรู้" คนทำได้เรียนรู้ คนไม่ทำไม่ได้เรียนรู้
ในชีวิตของคนเราทุกคนคือการเรียนรู้ ดังนั้นการที่เราได้มีโอกาสไปประสบกับเรื่องราวใด ๆ เราควรที่จะศึกษาลงไปให้ลึก เพื่อที่จะได้ทราบถึงราก ถึงเหง้าในเรื่อง ในราวนั้น ๆ
ไม่ใช่ว่าเราอยากจะรู้เพื่อที่จะรู้มาก เพื่อที่จะเก่ง แต่ครั้นเมื่อเราศึกษาลงไปลึกแล้ว เราจะเห็นบริบทที่เชื่อมโยงกันระหว่างวิถีชีวิต วัฒนธรรม ทุนชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเห็นการเชื่อมโยงของอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะสามารถทำให้เรามองแนวทางความเป็นไปในอนาคตในเรื่องที่เราเข้าไปศึกษานั้นได้
การเก็บมรดกทางวัฒนธรรม ควรจะต้องเริ่มจากฐานที่มีและเชื่อมโยงไปในหลากหลายมิติ สานกันให้เป็นเครือข่ายแบบใยแมงมุม เพื่อที่จะสามารถมองจุดเชื่อมที่จะอธิบายสังคมในภาพรวม
ถ้าเราฝึกหาข้อมูลในเชิงลึกเราจะเป็นคนที่มองโลกกว้าง ถ้าเราฝึกหาแต่ข้อมูลกว้าง ๆ เราจะเป็นบุคคลที่มองโลกแคบ
งานใดที่ไม่ได้เสียเหงื่อ ไม่ได้ปาดน้ำตา งั้นนั้นจะไม่ทรงคุณค่า
เหมือนกับนักกีฬาที่เป็นแชมป์โอลิมปิค เข้าต้องเสียเหงื่อ เสียน้ำตา ทุ่มเทเวลาในการฝึกซ้อมกว่าที่จะได้เข้าแข่งโอลิมปิค เมื่อเข้าแข่งแล้วก็ไม่ใช่ทุกคนอีกที่จะได้เหรียญ ครั้งแรกแพ้ ครั้งที่สองกลับมาก็ฟิตซ้อมให้หนักกว่าเก่า ต้องสู้ ต้องอดทน เพื่อที่จะพัฒนาตนเองให้ไปถึงเส้นชัยหรือแท่นรับเหรียญรางวัลให้ได้...