คนแก่คนเฒ่ามีคาถาอาคมอะไรก็ครอบมือให้หลานมันไป จะได้ยึดถือเป็นสิ่งเตือนใจเมื่อพบภัยพาล

   เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา น้องสาว พาหลานสาวมาขอพรจากผู้เขียน  เพื่อไปเป็นครูผู้สอน ฟังดูหลานสาวเหมือนต้องการคำแนะนำอะไรบางอย่าง ซึ่งผู้เขียนก็ไม่รู้ว่า  อะไรบางอย่างคืออะไร  น้องสาวก็บอกว่า  "คนแก่ตนเฒ่ามีคาถาอาคมอะไรก็ครอบมือให้หลานมันไปจะได้เป็นที่ยึดถือเป็นสิ่งเตือนใจเมื่อพบภัยพาล" (มันคิดเหมือนเราเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์) ถือเป็นการให้พรหลานว่าเข้าไปนั้น  

     ก็ได้แต่บอกว่าการทำงานไม่เหมือนกับการเรียน การเรียนเราเรียนเก่งเราสอบผ่าน แต่การทำงานเราทำงานเก่ง ไม่ถือว่าเราทำงานผ่าน ต้องมีสติ อดทน ให้เกียรติกัน และที่สำคัญคือการครงตน  ครองคน ครองงานและครองชีพ  เป็นครูอย่าให้อายหมา ......ถึงตอนนี้หลานสาวสวนมาทันทีว่า"ทำไมต้องอายหมา" ผู้เขียนย้อนถามไปว่าตอนเรียนได้อ่านวรรณกรรม "บ้างมั้ย มือนั้นสีขาว ของศักดิ์ศิริ มีสมสืบน่ะ หลานบอกว่า ก็อ่านมาบ้างแต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องอายหมา ผู้เขียนจึงยก "หมานำเกวียน"ให้ฟัง   

ตะขลุกตะขลักสะบักสะบอมกระมอมกระแมม
เมื่อไหร่หลังคาจะโผล่จะแพลม
หลอมแหลมรำไรสักหลังสองหลัง
 

 

 
เจียนจะถึงครึ่งของครึ่งของทางหรือยัง
เกวียนกระแทกก้นแทบจะพัง
ลุงตอบว่ายังอีกหน่อยอีกร้อยหมาเยี่ยว

 

 
 
หมาตามเกวียนตามทางที่เคยเทียว
แวะดมดมยิ้มยิ้มแล้วก็เยี่ยว
ตะกุยกลบแล้วกรูเกรียวเป็นหมานำ
 

 

 
ครูคนใหม่บ่นอะไรอยู่พร่ำพล่าม
มือพลางประคองรองเท้าคู่งาม

 

ด้วยความวิตกสงสารมันทั้งคู่
 
 
หมานำวัว วัวนำเกวียน เกวียนนำครู
นำครูไปนำคนที่คอยครูอยู่
เด็กน้อยคอยดูว่ารองเท้าครูจะหรูยังไง
 

 

 
ถึงจะนานแต่หมู่บ้านก็อยู่ข้างหน้า
หมานำเกวียนยังเริงร่า
แต่ครูส่ายหน้าทำท่าเหมือนจะร้องให้

 

 
 
ครูบ่นซ้ำซ้ำว่ากรรมของกู กรรมของกู
ลุงขับเกวียนใจเหี่ยวหดหู่
น้ำใจของครูสู้หมาของกูก็ยังไม่ได้

 

 
เดี๋ยวพ่อไล่ลงเสียที่หัวดงทับทิม
ให้เดินสักสิบห้าหมายิ้มซะเป็นไง.

    ผู้เขียนบอกว่าถ้าเราไม่อดทนก็อายหมาเหมือนกวีได้รจนามาเตือนใจ เป็นครู คือผู้รู้รอบอย่าได้อยุดนิ่งในการหาความรู้   น้องและหลานฟังแล้วคงพอใจ ผู้เขียนก็ดีใจ ที่ได้ให้พลังใจด้วยคาดหวังว่าหลานสาวคงไม่ทำให้อายหมา ซึ่งอาจส่งผลมาให้ผู้เป็นลุงต้องเสียหมา*ไปด้วย  

*เสียหมา  =เสียฟอร์ม