ระบบสารสนเทศนั้นมีมากมายหลายระบบด้วยกัน บางระบบถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้รวบรวมข้อมูลได้รวดเร็ว บางระบบถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ซึ่งบางระบบสามารทำงานเสร็จได้ภายในระบบย่อยเพียงระบบเดียว แต่บางระบบสามารถทำงานให้เสร็จได้ร่วมกับระบบย่อยหลายๆระบบในองค์กร ในที่นี้จะขอกล่าวถึงระบบสารสนเทศที่น่าสนใจ 4 ประเภท ดังนี้
1. ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System : ES)
2. ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI)
3. ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems : OAS)
4. ระบบงานสร้างความรู้ (Knowledge Work Systems : KWS)
1. ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System : ES)
ระบบผู้เชี่ยวชาญ คือระบบคอมพิวเตอร์ที่จำลองการตัดสินใจของมนุษย์ ผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง โดยใช้ความรู้และการสรุปเหตุผลเชิงอนุมาน (inference) ในการแก้ปัญหายากๆ ที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ หรือทำการตัดสินใจได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี ระบบผู้เชี่ยวชาญจะแตกต่างกับระบบอื่นอยู่มาก เนื่องจากระบบผู้เชี่ยวชาญจะเกี่ยวข้องกับ การจัดการความรู้ (Knowledge management) มากกว่าสารสนเทศ และถูกออกแบบให้ช่วยในการตัดสินใจโดยใช้วิธีเดียวกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์โดยใช้หลักการทำงานด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) ระบบผู้เชี่ยวชาญมีส่วนคล้ายกับระบบช่วยการตัดสินใจหรือ DSS แต่มีข้อแตกต่างกันตรงที่ว่า ระบบช่วยการตัดสินใจเพียงแต่เสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้หรือนักบริหารเท่านั้น ดังนั้นผู้ตัดสินใจสุดท้ายคือ ผู้ใช้อีก ส่วนตัวอย่างของระบบผู้เชี่ยวชาญจะให้คำตอบซึ่งเป็นการตัดสินใจของระบบเองเลย โดยไม่ต้องมาผ่านผู้ใช้ซึ่งเป็นคนอีก ระบบผู้เชี่ยวชาญจะทำการโต้ตอบกับมนุษย์โดยมีการถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่าง ให้ข้อแนะนำ และช่วยเหลือในกระบวนการตัดสินใจ นั่นคือ การทำงานคล้ายกับเป็นมนุษย์ผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหานั้น ๆ เนื่องจากระบบนี้ก็คือการจำลองความรู้ของผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ มานั่นเอง โดยผู้เชี่ยวชาญในที่นี้อาจเป็นได้ทั้งผู้เชี่ยวชาญในการบริหาร ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องภาษี ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องยา หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในการทำอาหารก็ตาม ตัวอย่างของระบบผู้เชี่ยวชาญที่มีใช้ปัจจุบันและประสบความ สำเร็จเป็นอย่างดีคือ ระบบผู้เชี่ยวชาญของ AMEX ที่ใช้สำหรับตรวจสอบเครดิตของผู้ใช้บัตร เป็นต้น
ประโยชน์ของระบบผู้เชี่ยวชาญ
1. ช่วยรักษาความรู้ที่อาจสูญเสียไป เมื่อเกิดการลาออกของพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญ
2. ช่วยทำให้ข้อมูลมีคุณภาพ และมีศักยภาพในการนำมาใช้งานได้อย่างทันท่วงทีเมื่อต้องการ
3. ช่วยทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่
4. ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะที่อาจเกิดกับมนุษย์ เช่น ความเมื่อยล้า ความสับสนวุ่นวาย หรือปัญหาอารมณ์
5. ใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ด้านการตลาด การลดต้นทุน และการปรับปรุงพัฒนาสินค้า
2. ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI)
เป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ (ทั้งฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์) ให้มีความสามารถในการตอบสนองกับความต้องการของมนุษย์ได้ ให้มีพฤติกรรมเลียนแบบมนุษย์ มีความเข้าใจภาษามนุษย์ รับรู้ได้และตอบสนองด้วยการแสดงออกทางพฤติกรรมและภาษามนุษย์ สามารถปฏิบัติงานแทนที่มนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ประสบความสำเร็จ สร้างขึ้นมาบนพื้นฐานของความเชี่ยวชาญ ความรู้ และรูปแบบการใช้เหตุผลบางแบบของมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้แสดงความชาญฉลาดของมนุษย์ ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถสร้างคำตอบที่แปลกใหม่ หรือคำตอบที่เป็นของระบบๆ เองได้ คือเป็นเพียงการเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ไม่ได้สร้างขึ้นมาทดแทน หรือแม้กระทั่งลอกเลียนแบบความสามารถทั้งหมดของผู้เชี่ยวชาญนั้น กล่าวโดยสั้นๆคือ ระบบยังขาดความสามารถในการใช้หลักการสมเหตุสมผล และความสามารถในการนำไปใช้งานได้ทั่วไป ที่มีอยู่ในความชาญฉลาด ของมนุษย์
สามารถจัดแบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้แก่
1. ระบบที่คิดเหมือนมนุษย์ (Systems that think like humans)
2. ระบบที่กระทำเหมือนมนุษย์ (Systems that act like humans)
3. ระบบที่คิดอย่างมีเหตุผล (Systems that think rationally)
4. ระบบที่กระทำอย่างมีเหตุผล (Systems that act rationally)
สาขาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)ที่มีผู้ศึกษากันอยู่ 5 สาขา ได้แก่
1. การประมวลภาษาธรรมชาติ (natural language processing) เป็นการศึกษาการแปลความหมายจากภาษามนุษย์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มาเป็นความรู้ที่เครื่องจักรเข้าใจได้โดยคอมพิวเตอร์อาจจะสามารถอ่าน พูด ฟังและความเข้าใจในแต่ละภาษา ทำให้การทำงานติดต่อสื่อสาร ระหว่างมนุษย์และเครื่องคอมพิวเตอร์ดำเนินไปอย่างสะดวก ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ สาขานี้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับ ภาษาศาสตร์เชิงคำนวณ (computational linguistics)
2. ระบบภาพ (vision system) เป็นการศึกษาเรื่องการมองเห็น การรู้จำภาพ การที่คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้โดยอาศัยการมอง และการจดจำรูปแบบ เช่นการตรวจหาชิ้นส่วนที่บกพร่อง การให้คอมพิวเตอร์แข่งเตะบอล เป็นต้น ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลอกเลียนการมองเห็นของบุคคล โดยมีส่วนรับสัญญาณภาพที่ทำหน้าที่รับสัญญาณแสง เพื่อทำการแปรรูปและประมวลผลตามหน้าที่ที่ถูกกำหนด เราสามารถนำระบบภาพไปใช้งานในสถานที่ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ด้วยตนเองเนื่องจากข้อจำกัดของขนาดหรืออันตรายที่มีอยู่ในงาน
3. ระบบเครือข่ายเส้นประสาท (neural networks) เป็นการศึกษาระบบที่อาศัยความรู้เป็นพื้นฐาน สร้างเรียนแบบเส้นใยประสาทของมนุษย์ เป็นการทำกิจกรรมแบบขนานที่ทำงานพร้อม ๆ กันเพื่อให้ได้คำตอบเดียว เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาให้จำลองการทำงานของสมอง และระบบเส้นประสาทของมนุษย์ โดยระบบเครือข่ายเส้นประสาทจะมีความสามารถในการสังเกต การเรียนรู้ การจดจำ การทำซ้ำ และการแยกแยะถึงสิ่งต่าง ๆ ได้ ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ในรูปแบบนี้ สามารถพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงานของตนอย่างต่อเนื่อง โดยมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีข้อบกพร่องน้อยลง
4. หุ่นยนต์ (robotics) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบ การสร้างหุ่นยนต์ การกำหนดคำสั่งให้หุ่นยนต์สามารถปฏิบัติงาน หรือเคลื่อนไหวได้คล้ายมนุษย์ และการนำหุ่นยนต์ไปใช้งาน โดยเฉพาะใช้งานที่เสี่ยงอันตรายแทนมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ
5. ระบบผู้เชี่ยวชาญ (expert system) เป็นการศึกษา ระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาให้สามารถรับรู้ และทำงานเฉพาะด้าน ได้อย่างผู้เชี่ยวชาญ ปัจจุบันระบบผู้เชี่ยวชาญเริ่มได้รับความนิยมและนำมาใช้ทางธุรกิจและการ ดำเนินงานของหลายองค์การ
ระบบสำนักงานอัตโนมัติ OAS คือ ระบบสารสนเทศที่สามารถสร้าง (Create) เก็บข้อมูล (Store) ปรับปรุงข้อมูล (Modify) แสดงภาพ (Display) และติดต่อสื่อสารระหว่างระบบธุรกิจ โดยการใช้คอมพิวเตอร์และระบบเทคโนโลยีการสื่อสาร เข้ามาช่วย แทนการพูด เขียน หรือส่งรูปภาพแบบเดิม เป็นระบบที่สนับสนุนงานในสำนักงาน หรืองานธุรการของหน่วยงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับอุปกรณ์ต่างๆ ของสำนักงาน เพื่อประโยชน์ในการใช้งาน ระบบจะประสานการทำงานของบุคลากรรวมทั้งกับบุคคลภายนอก หรือหน่วยงานอื่น ระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับการจัดการเอกสาร โดยการใช้ซอฟท์แวร์ด้านการพิมพ์ การติดต่อผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของเอกสาร กำหนดการ สิ่งพิมพ์ ข่าวสารสาร
ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (OAS) ประกอบด้วยระบบต่างๆ ดังนี้
1. ระบบจัดการเอกสาร
2. ระบบจัดการด้านข่าวสาร
3. ระบบประชุมทางไกล
4. ระบบสนับสนุนสำนักงาน
ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (OAS) มีองค์ประกอบที่สำคัญคือ
1. Networking System คือ ระบบข่ายงานที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ระหว่างกันทั่วองค์กร
2. Electronic Data Interchange คือ การสื่อสารข้อมูลข่าวสารระหว่างกันโดยอาศัยสัญญาณข้อมูลข่าวสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่าย
3. Internet คือ การรวมตัวกันของระบบเครือข่ายตามข้อ1 ที่กระจายอยู่ทั่วโลกจนกลายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่
4. Paperless System คือ ระบบที่ไม่ใช้กระดาษ ดัง2 ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ
4.1 Post of Sale (POS) เป็นการขายแบบมีการบันทึกรายการขาย และ รายละเอียดอื่นที่เกี่ยวกับสินค้าทันทีที่มีการขาย ณ จุดขายนั้นๆ
4.2 Electronic Funds Transfer(EFT) เป็นระบบการโอนเงินอัตโนมัติของธนาคารทั่วไป
เป็นระบบที่ใช้สนับสนุนการทำงานของพนักงานกลุ่มที่มีความรู้สูง (Knowledge Workers) เช่น วิศวกร แพทย์ นักกฎหมาย นักวิทยาศาสตร์ เป็นพนักงานกลุ่มที่มีความรู้สูงได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ และช่วยสนับสนุนบุคลากรที่ทำงานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้น สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บริการใหม่ ความรู้ใหม่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงาน หน่วยงานต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้โดยสะดวก สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านเวลา คุณภาพ และราคา ระบบต้องอาศัยแบบจำลองที่สร้างขึ้น ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดำเนินการ ก่อนที่จะนำเข้ามาดำเนินการจริงในธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ เป็นต้น
ขั้นตอนการพัฒนาฐานความรู้เพื่อการจัดการ (Knowledge Management Systems: KMS)
มี 4 ขั้นตอน คือ
1. Creation → สร้าง
2. Storage → จัดเก็บ
3. Distribution → เผยแพร่
4. Application → จัดการ
กระบวนการในการสร้าง KMS
ประกอบด้วย 4 ระยะ คือ
1. Infrastructural Evaluation คือ ขั้นการวางโครงสร้างพื้นฐานของการจัดการความรู้
2. KM System Analysis, Design and Development คือ ขั้นการประเมินระบบการจัดการความรู้ การออกแบบ และการพัฒนา
3. System Development คือ ขั้นตอนการพัฒนาระบบที่ได้มีการประเมินแล้ว
4. Evaluation คือ ขั้นตอนการประเมินระบบการจัดการความรู้ที่ได้สร้าง
ส่วนประกอบสำคัญของ Knowledge Work System
ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ดังต่อไปนี้
1. ฐานข้อมูลการจัดการลูกค้า และการตลาด
2. สารบัญฐานข้อมูลความรู้พื้นฐานและวิธีการจัดการลูกค้าขององค์กร
3. การเชื่อมต่อองค์ประกอบด้านบัญชี
4. การจัดการคลังสินค้า และการหมุนเวียนอุปกรณ์
5. การเชื่อมต่อฐานข้อมูลสิทธิลูกค้า (Authentication service management)
6. ระบบการจัดการผู้ใช้งานของ KWS
สุดยอด KM
ขอบคุณมากค่ะท่เยี่ยมชม