การเดินทางไกลในแบบพลัดบ้านเกิดเพื่อเลี้ยงชีวิตของตัวเองนั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาสามัญแห่งชีวิตทุกวันนี้ แต่สำหรับคนรอคอยนั้น คงยังต้องการอะไรมากมายที่ไม่ใช่แค่เงินจำนวนหนึ่งในแต่ละเดือนที่ส่งผ่านเทคโนโลยีมายังบ้านเกิด


ผมเองก็ไม่ใคร่แน่ใจนักว่า  เทศกาลปีใหม่ (สากล)  กับเทศกาลสงกรานต์ (ปีใหม่ไทย)  นั้น 
คนไทยรักและผูกพันกับเทศกาลใดมากไปกว่ากัน

สำหรับผมแล้ว  แม้ในเทศกาลสงกรานต์ผมจะไม่เคยท่องเล่นไปในที่ต่างๆ เหมือนหลายต่อหลายคนที่เคยได้เสพสัมผัสก็ตาม  แต่ผมก็ยังยืนยันว่า เทศกาลสงกรานต์นั้น  มันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นเป็นที่สุด เป็นความอบอุ่นในห้วงลมร้อนอันเริงแรง  เพราะนั่นคือ ความอบอุ่นที่เกิดจากการได้พบหน้าญาติพี่น้องอย่างครบครัน

ผมเห็นมานักต่อนักว่า  หมู่บ้านในแถวอีสานหลายหมู่บ้านร้างซึ่งคนหนุ่มสาวเป็นยิ่งนัก  และนั่นก็ยังรวมถึงคนในวัยแรงงานจำนวนมหาศาลที่พลัดบ้านไปแสวงโชคในต่างจังหวัด  ด้วยไม่อาจฝากหวังไว้กับท้องไร่ท้องนาของตัวเอง
 

แต่ทั้งปวงนั้น  เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์คราใด  สิ่งที่พบเห็นเป็นประจำก็คือ  คนเหล่านั้น จะเกี่ยวก้อยร้อยแขนกันกลับสู่บ้านเกิดอย่างไม่ต้องสงสัย  ไม่ว่าไกลแสนไกล ห่างไปนานแสนนานแค่ไหน  ทุกคนก็ล้วนกลับมาเยือนบ้านเกิดอีกครั้ง  เพราะนี่คือวันแห่ง “ครอบครัว”  นั่นเอง

สงกรานต์...บางที ใครสักคนกลับมาพร้อมว่าที่เขย,สะใภ้  ใครบางคนอาจกลับมาพร้อมขบวนผ้าป่าสู่บ้านเกิด  ใครบางคนอาจกลับมาพร้อมเงินทุนจำนวนหนึ่ง เสมือนของกำนัลคนคอยรอ
อันเนิ่นนานที่บ้านเกิด  และใครบางคน  อาจกลับมาด้วยผื่นแผลของการเผชิญชีวิตในนาม
"คนพลัดบ้าน" 

ด้วยเหตุเช่นนี้  เทศกาลสงกรานต์  จึงอาจเรียกได้ว่า  นี่คือห้วงแห่งเวลาของคนที่คอยรอการกลับมาเยือนของญาติมิตรที่สัญจรไกลไปจากอ้อมกอดของบ้านเกิดโดยแท้  เพราะอย่างน้อยที่สุด  ห้วงดังกล่าวก็เป็นวันเวลาที่พี่น้องทั้งหลายจะได้มาร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศล
ให้กับ “คนแห่งสายเลือด”  ที่ด่วนพรากไปสู่ชาติภพอื่น...


แต่ในวันที่ผมกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ครานี้  สิ่งที่พานพบกับสะท้อนสะเทือนใจเป็นที่สุด  เพราะสิ่งที่ได้รับรู้ก็คือ  ในเทศกาลสงกรานต์ที่ว่านี้  แทนที่ใครสักคนจะได้พานพบการกลับมา
ของลูกหลานอย่างที่รอคอย  ตรงกันข้ามกลับต้องสิ้นลมหายใจโดยไม่อาจรับรู้ได้เลยว่า...
"บัดนี้ลูกเต้าเป็นอยู่เยี่ยงไร" !

 




ผมกลับถึงบ้านในวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๓  และทันที่ที่ก้าวลงจากรถ  ผมก็เอ่ยถามกับแม่ว่า “พ่อไปไหน”  ซึ่งแม่ก็เอ่ยบอกอย่างไม่เฉยชาในทำนองว่า “พ่อไปช่วยงานศพของคุณตาท่านหนึ่ง”...

ทันทีที่ได้รับรู้ว่าคุณตาท่านนี้ได้สิ้นลมหายใจไปแล้ว  สิ่งที่ผมถามทักอย่างฉับพลันก็คือ  “ลูกเต้าเหล่าหลานรู้ข่าวกันบ้างหรือยัง” ...และแม่ก็ตอบอย่างแผ่วเบาว่า “กำลังแจ้งข่าว แต่ไม่รู้ว่า-จะมาได้หรือไม่”


ครับ-ผมกำลังจะบอกว่า  คุณตาท่านนี้ ใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวมานานพอสมควร  ท่านจัดอยู่ในกลุ่มคนยากคนจน  แทบไม่ได้หาเช้ากินค่ำเลยก็ว่าได้  เพราะท่านก็แก่เกินกว่าจะมีเรี่ยวแรงในการหาเลี้ยงตัวเอง  กอปรกับลูกหลานต่างสัญจรไกลไปเสี่ยงโชคประทังชีวิต  ...ชีวิตของท่าน
จึงเหมือนจ่อมจมอยู่กับความโดดเดี่ยวและอ้างว้างโดยแท้  จะมีก็แต่เพื่อนบ้านใกล้เคียงเท่านั้น 
ที่แวะเวียนไปส่งข้าวส่งน้ำ ...หรือแม้แต่ดูแลพัดหวีในยามล้มหมอนนอนเสื่อ...

ลมหายใจสุดท้ายของท่านสิ้นลงอย่างเศร้าสะเทือนใจ  ลมหายใจสุดท้ายของท่านไม่อาจพบหน้าลูกหลานได้ดังใจหวัง...

....   ลูกหลานส่วนหนึ่งเดินทางกลับมาเมื่อรู้ข่าว  ขณะที่ลูกสาวอีกคนไม่สามารถเดินทางมาได้  เพราะคล้ายคนสาปสูญ  เนื่องจากกำลังหลบลี้หนีภัยเกี่ยวกับหนี้สินนานาประการ  จนไม่สามารถ
รู้ได้เลยว่า บัดนี้ซ่อนซุกกายอยู่หนแห่งใดในแผ่นดินเกิด...

 

สงกรานต์ อาจเป็นวันที่มีค่าต่อการรอคอยของคนส่วนใหญ่ที่สามารถพบเจอหน้าลูกหลานอย่างพร้อมเพรียง  แต่ในความเป็นจริงนั้น  ผมเชื่อเหลือเกินว่าในเทศกาลแห่งการรอคอยนั้น มันไม่ได้สุขสมบูรณ์ดังที่คิดเสมอไป...


การรอคอยเนิ่นนานเสมอ...แต่ถ้าการรอคอยนั้นจบลงเหมือนที่หัวใจได้วาดหวัง ก็ถือว่าความเนิ่นนานที่ว่านั้นเป็นเพียงเศษเลี้ยวเวลาที่แสนธรรมดาเป็นที่สุด  แต่หากสำหรับใครบางคนที่รอแล้วรอเล่า...รอโดยไม่รู้ว่ากี่วันกี่เดือน...หรือกี่ห้วงเวลากันแน่  กว่าหัวใจอันเหี่ยวย่นของใครสักคน  จะมีโอกาสได้จุมพิตผลการรอคอยที่ว่านั้น ซึ่งผมถือว่ามันชวนเศร้าสลดเป็นที่สุด  และยิ่งหากที่สุดแล้ว  เมื่อลมหายใจสุดท้ายมาเยือน ก็ยังไม่มีแม้กระทั่งโอกาสได้บอกลาต่อคนที่รอคอย  สำหรับผมนั้น,  ผมยิ่งถือว่า มันเป็นโศกนาฏกรรมแห่งการรอคอยที่ผมอดที่จะรู้สึกเจ็บปวดไปด้วยไม่ได้ ...

 

 


ครับ, การเดินทางไกลในแบบพลัดบ้านเกิดเพื่อเลี้ยงชีวิตของตัวเองนั้น  ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาสามัญแห่งชีวิตทุกวันนี้  แต่สำหรับคนรอคอยนั้น  คงยังต้องการอะไรมากมายที่ไม่ใช่แค่เงินจำนวนหนึ่งในแต่ละเดือนที่ส่งผ่านเทคโนโลยีมายังบ้านเกิด  เพราะในความจริง  จำนวนเงินที่ส่งมานั้น  มันอาจหมายถึงความสะดวกสบายก็จริง  แต่มันก็ไม่อาจทำหน้าที่ของการเป็นลูกเป็นหลานได้เสียทั้งหมด...

 

ครับ, ไม่ว่าสงกรานต์ปีใด  ความหวังที่ว่าด้วยการรอคอยลูกหลานกับมาสู่วิถี “ครอบครัว” ก็ยังเป็นห้วงเวลาแห่งความหวังเสมอ...แต่ใครจะสมหวังหรือไม่นั้น  เรื่องบางเรื่อง ผมก็ไม่หาญกล้าที่จะบอกได้จริงๆ...

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ผมภาวนาให้ทุกคนสมหวังกับสิ่งที่ "รอคอย"  กันถ้วนหน้า (รวมทั้งผมด้วย)