ภายหลังเมื่อเห็นว่าความเป็นอยู่ที่บ้านพักในโรงพักแออัดและมีผู้มาใหม่ไม่มีที่อยู่ จึงไปซ่อมแซมบ้านพักหลังเดี่ยวที่สร้างไว้ให้กับชั้นสัญญาบัตร ๒ หลัง ห่างจากโรงพักประมาณ ๒ กม.อยู่ใกล้ ที่ว่าการอำเภอเปือยน้อย  มีบ้านพักนายอำเภอ บ้านพักปลัดอำเภอ บ้านพักข้าราชการอำเภอรวมอยู่บริเวณเดียวกัน  ด้านหลังเป็นป่าละเมาะ ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ เหมือนทางตัน

              ปัญหาไม่มีน้ำประปาเหมือนอยู่บ้านในโรงพัก  นายอำเภอท่านหนึ่งได้แก้ปัญหาโดยการจัดทำท่อประปาไปยังทุกบ้าน  แต่ใช้ไม่ได้ เพราะบ้านแต่ละหลังอยู่ที่สูงทำให้แรงดันของน้ำไม่พอ  ทั้ง ๆที่อยู่ห่างจากประปาประมาณ ๖๐๐ เมตรส่วนบ่อน้ำบาดาลสำหรับโยกที่ข้างอำเภอ  ไม่มีน้ำให้โยก (ปัจจุบันคิดว่าปัญหาแบบนี้คงไม่มีแล้ว)

              ครอบครัวของฉันต้องซื้อโอ่งขนาดใหญ่ และวงบ่อเพื่อเก็บกักน้ำฝนไว้ใช้  กิจวัตรประจำวันของข้าราชการที่บ้านพักตอนเช้ามืดหรือตอนเย็นหลังเลิกงาน  จะต้องไปบรรทุกน้ำด้วยรถเข็นพ่วงท้ายรถมอเตอร์ไซค์  สำหรับใช้อาบและซักผ้า ล้างชาม

              ส่วนที่บ้านของฉัน  มีความจำเป็นต้องซื้อน้ำวันละ ๒-๓ รถ ซึ่งรถแต่ละคันมีแกลลอนขนาด ๒๐ ลิตร  จำนวน ๑๒ แกลลอน ต้องจ่ายค่าน้ำวันละ ๘๐ - ๑๐๐ บาท ที่สำคัญบางวัน"น้ำส่าง"แห้งไม่พอต้องลดจำนวนลง ชาวบ้านบางคนนิยมเดินเข็นรถซึ่งนับว่าเป็นการใช้แรงมาก

             "น้ำส่าง"ดูเหมือนมีแห่งเดียวคือมุมถนนด้านขวามือ  ทางเลี้ยวเข้าอำเภอ  ทุกเช้าหรือเย็นผู้คนจะรอตักน้ำกันหนาแน่น  โดยใช้ไม้ส่าว (ไม้ไผ่ลำยาวตรง) ผูกกับถังน้ำลงตักน้ำในบ่อขึ้นมาเทลงในถังแกลลอนอีกที  ลักษณะของน้ำเป็นสีขาวขุ่นเหมือนน้ำซาวข้าว มีกลิ่นดินเล็กน้อยแต่ไม่เหม็น ถ้าเป็นฤดูฝนได้ประหยัดค่าน้ำไปอีกมาก 

             ที่นี่ฉันได้รับความสะดวกในการไปทำงานคือเดินไปประมาณ ๒๐๐ เมตร  เพราะฉันได้รับการช่วยเหลือให้ช่วยราชการที่สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเปือยน้อย  ภายหลังได้รับการแนะนำให้ไปเช่าบ้านอยู่ที่อำเภอบ้านไผ่  มีความสะดวกเรื่องน้ำเรื่องไฟ  แต่ต้องเดินทางไปกลับวันละเกือบ ๘๐ กม. 

             จนกระทั่ง...ก่อนหน้าที่จะย้ายกลับบ้านเกิดเมืองนอนที่พิษณุโลกเพียง  ๒ ปี  ฉันได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ที่บ้านพักในโรงพักอีกครั้งหนึ่ง  เนื่องจากมีบ้านพักว่างซึ่งนายตำรวจท่านหนึ่งย้ายออก  ทำให้ลดการขาดแคลนน้ำ  เพราะมีน้ำประปาของโรงพักใช้เอง 

              นับเป็นเรื่องของชีวิตที่ต้องสู้ของฉันที่ตกอยู่ในวงจรเวียนว่ายตายเกิดเหมือนคนทั่วไป  ซึ่งต่างกับชีวิตของใครหลายคนที่โรยด้วยดอกไม้กลีบงามหอมหวล และไม่ต้องต่อสู้กับความทุกข์ยากอะไรเลย แต่ฉันก็ขอขอบคุณชีวิตที่ยังมีลมหายใจ  เพียงแต่ตอนนั้นขาดการเรียนรู้เรื่องลมหายใจ  จึงทำให้ฉันรู้สึก "ทุกข์" เพราะมองเห็นทุกอย่างเป็นปัญหา

            ขอขอบพระคุณ  คุณนิภารัตน์ เป็นอย่างสูง  ที่จุดประกายให้ต่อยอดบันทึกฉบับนี้  มีข้อมูลน้ำส่างที่นี่http://gotoknow.org/blog/niparat/350274  ค่ะ