“การบวชถือว่าคนธรรมดาอย่างเรา ๆ จะได้มีโอกาสเข้าสู่ใต้ร่มของพระศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว จะเข้าตอนไหนเวลาใดย่อมดีทั้งนั้น ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมก็บวชได้ตลอดเวลาที่ต้องการ แต่การลาสิกขาบทหรือการสึกนั้น เป็นการก้าวออกจากร่มพระศาสนาไปสู่ความเป็นฆราวาส ถ้าเราเลือกก้าวในช่วงเวลาที่ดี ที่เหมาะสม ตามความเชื่อก็จะทำให้เราสบายใจ มีความมั่นใจมากขึ้น จึงนิยมดูฤกษ์ในการสึกกัน”

เมื่อครูแจ๋วจะบวชลูกชาย ได้ไปเรียนขอคำปรึกษาจากท่านเจ้าอาวาสวัด ว่าฤกษ์ดีในวันใด พระคุณท่านได้เมตตาอธิบายว่า   

        การบวชถือว่าคนธรรมดาอย่างเรา ๆ จะได้มีโอกาสเข้าสู่ใต้ร่มของพระศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว จะเข้าตอนไหนเวลาใดย่อมดีทั้งนั้นถ้าทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมก็บวชได้ตลอดเวลาที่ต้องการ  แต่การลาสิกขาบทหรือการสึกนั้น เป็นการก้าวออกจากร่มพระศาสนาไปสู่ความเป็นฆราวาส ถ้าเราเลือกก้าวในช่วงเวลาที่ดี ที่เหมาะสม ตามความเชื่อก็จะทำให้เราสบายใจ มีความมั่นใจมากขึ้น จึงนิยมดูฤกษ์ในการสึกกัน

       การเตรียมการลาสิกขาบทของลูกชายของครูแจ๋วจึงเริ่มขึ้นด้วยการศึกษาในเรื่องของฤกษ์ยาม ดังนี้ 

ฤกษ์ทั้ง  9  ได้แก่

1. ทลิทโทฤกษ์ แปลว่า ผู้มักน้อย ผู้เข็ญใจ ผู้ขอ ผู้ต้องเหน็ดเหนื่อย ผู้อดทน ผู้ที่ต้องรับผิดชอบสูง ฤกษ์นี้เป็นฤกษ์ของ "ชูชก" มีพระอาทิตย์เป็นผู้รักษาฤกษ์  

  เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับการขอสิ่งต่างๆ เพราะถือว่าเป็นฤกษ์ของชูชก จะทำการขอสิ่งใดก็ง่าย เช่น  การขอหมั้น ขอแต่งงาน ทวงหนี้ กู้ยืม ร้องทุกข์ การทำการใดๆ เพื่อให้ผู้อื่นสงสารกรุณา เปิดร้านขายของชำ ของเก่าชำรุด สมัครงาน ทำการใดๆ ที่ริเริ่มใหม่

2. มหัทธโนฤกษ์ แปลว่า คนมั่งมี ผู้รุ่งเรือง เศรษฐี มีพระจันทร์เป็นผู้รักษาฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกันเป็น "บูรณะฤกษ์"

  เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ
การมงคลต่างๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน ปลูกสร้างอาคาร ธุรกิจการเงิน การค้าอุตสาหกรรม เปิดห้างร้าน ลาสิกขาบท สะเดาะเคราะห์ และ สารพัดงานมงคล

3. โจโรฤกษ์ แปลว่า โจร ผู้ปล้น ผู้ลักขโมย นักเลง ผู้ใช้กำลัง ผู้ทำลายล้าง ผู้กล้าหาญมีอำนาจ ผู้ว่องไว มีพระอังคารเป็นผู้รักษาฤกษ์ ฤกษ์บาททั้ง 4 ไม่รวมอยู่ในราศีเดียวกัน คาบเกี่ยวอยู่ 2 ราศีเป็น "ฉินทฤกษ์"  คือ ฤกษ์ขาดแตก โดยเฉพาะบาทแรกของต้นราศีนั้น เป็นฤกษ์บาทที่ร้ายแรงมากกว่าบาทอื่น เป็นนวางค์ที่ร้ายแรงมาก ไม่ควรให้ฤกษ์มงคล

  เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ คนโบราณใช้ในการปล้นค่าย จู่โจมโดยฉับพลัน ข่มขวัญ บีบบังคับ ทำการปราบปราม การแข่งขันช่วงชิง การแย่งอำนาจและผลประโยชน์ งานเสี่ยงๆ ในระยะสั้นๆ การปฏิวัติ งานของบุคคลในเครื่องแบบแบใช้กำลัง

4. ภูมิปาโลฤกษ์ แปลว่า ผู้รักษาแผ่นดิน มีพระพุธเป็นผู้รักษาฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกันเป็น บูรณะฤกษ์

  เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ การมงคลต่างๆ งานที่ต้องการความมั่นคงถาวร งานเกี่ยวกับที่ดิน การเกษตร การเช่าซื้อ ก่อสร้าง ปลูกเรือน ยกศาลพระภูมิ แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ลาสิกขาบท เปิดอาคารห้างร้าน และ สารพัดงานมงคลทั้งปวง

5. เทศาตรีฤกษ์ แปลว่า ข้ามท้องถิ่น หญิงแพศยา ผู้ท่องเที่ยว บางคราเรียกว่า "เวสิโยฤกษ์"  หมายถึงฤกษ์พ่อค้า-แม่ค้า มีพระเสาร์เป็นผู้รักษาฤกษ์

  เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ งานการติดต่อการค้าระหว่างถิ่น เกี่ยวกับความสนุกสนานชักชวนคนเข้าออกมาก เปิดโรงมหรสพ สถานเริงรมย์ ซ่องโสเภณี โรงแรม โรงหนัง ตลาดและศูนย์การค้า การประกอบอาชีพนอกสถานที่ อาชีพเร่ร่อน อาชีพที่ต้องย้ายที่อยู่เสมอ

6. เทวีฤกษ์ แปลว่า นางพญา ความงามหรูหรา ความมีเสน่ห์ โชคลาภ และ การสมความปรารถนา มีพระพฤหัสฯ เป็นผู้รักษาฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกันเป็น บูรณะฤกษ์ เป็นฤกษ์ที่มุ่งให้เกิดโชคลาภ

  เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ การเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ การหมั้นหมายและสมรส การส่งตัวเจ้าสาวและเข้าห้องหอ การทำกิจการที่ต้องการชื่อเสียงและมีเสน่ห์ งานมีเกียรติ งานเชิงศิลปะตกแต่งชั้นสูง เปิดร้านค้าอัญมณีเครื่องประดับ ร้านเสริมสวย ตัดเย็บเสื้อผ้า การประชาสัมพันธ์ ลาสิกขาบท ขึ้นบ้านใหม่ ขอความรัก งานเพื่อความสงบเรียบร้อย

7. เพชฌฆาตฤกษ์ แปลว่า ผู้ทำหน้าที่ฆ่า มีพระราหูเป็นผู้รักษาฤกษ์ ฤกษ์บาททั้ง 4 แตกขาดกัน และ ตรงข้ามกับ โจโรฤกษ์ เรียกว่า "ตรินิเอก"  คืออยู่ปลายราศี 3 ฤกษ์บาท และ ต้นราศี 1 ฤกษ์บาท ไม่ควรให้ฤกษ์ในการมงคลเลย เป็น ฉันทฤกษ์ (ฤกษ์แตกขาด)

  เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ การฟันผ่าอันตรายและอุปสรรค ต่อสู้เสี่ยงภัยต่างๆ อาสางานใหญ่ ทำกิจปราบปรามศัตรู ตัดสินคดีความ งานที่ใช้การตัดสินใจอย่างเด็ดขาด  ประกอบพิธีไสยศาสตร์ ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ลงเลขยันต์ สร้างวัตถุมงคลแบบคงกระพันชาตรี สร้างสิ่งสาธารณะกุศลสงเคราะห์ เปิดโรงพยาบาล การรักษาโรคเรื้อรังที่หายยากๆ การยาตราทัพ เจิมอาวุธยุทธภัณฑ์ สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญ คล้ายกับโจโรฤกษ์ แต่ฤกษ์นี้จะแรงกว่า

8. ราชาฤกษ์ แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีอำนาจวาสนา พระเจ้าแผ่นดิน มีพระศุกร์เป็นผู้รักษาฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกัน เรียกว่า บูรณะฤกษ์ เป็นฤกษ์เฉพาะกิจการของผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้นำกิจการขึ้นไปจนถึงพระราชา

  เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ งานราชพิธี งานราชการงานเมือง สร้างที่ประทับ งานที่ต้องการชักจูงให้ผู้อื่นดำเนินตาม การเข้ารับตำแหน่งงาน การแสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศ การเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ งานมงคลสมรสที่หรูหรามีเกียรติ ลาสิกขาบท การขึ้นบ้านใหม่(สามัญชนควรเว้น ถ้าหาฤกษ์ไม่ได้ก็พออนุโลมใช้ได้ เพื่อดวงชะตาและความเหมาะสม) และ งานมงคลทั้งปวง

9. สมโณฤกษ์ แปลว่า สงบเรียบร้อย นักบวช นักสอนศาสนา มีพระเกตุเป็นผู้รักษาฤกษ์

  เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ ทำพิธีกรรมทางศาสนา และ ทางนักบวช เช่น การทำขวัญนาค การอุปสมบท หล่อพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เข้ารับการศึกษา และ การกระทำทุกอย่างเพื่อความสงบร่มเย็นเป็นสุข สงเคราะห์ในฤกษ์นี้ได้ เช่น ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญต่ออายุ

  รวมทั้งข้อยกเว้นดังนี้  ข้อยกเว้นสำหรับผู้เกิดวันทั้ง ๗ 

เป็นข้อยกเว้นที่ห้ามใช้ฤกษ์สำหรับคนเกิดวันต่างๆ  

  ถึงจะมีในรายการฤกษ์ข้างบนก็ห้ามใช้เด็ดขาดเพราะเป็นวันศัตรูและกาลกิณีกับวันเกิด 

1. ผู้เกิดวันอาทิตย์ ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันศุกร์และวันอังคาร 

2. ผู้เกิดวันจันทร์ ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันอาทิตย์และวันพฤหัสบดี

3. ผู้เกิดวันอังคาร ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันจันทร์และวันอาทิตย์ 

4. ผู้เกิดวันพุธ (กลางวัน) ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันอังคารและพุธ (กลางคืน)

5. ผู้เกิดวันพฤหัสบดี ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันเสาร์ 

6. ผู้เกิดวันศุกร์ ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันพุธ (กลางคืน) และวันเสาร์

7. ผู้เกิดวันเสาร์ ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันพุธ (กลางวัน) และวันศุกร์  

8. ผู้เกิดวันพุธ (กลางคืน) ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันพฤหัสบดีและวันพุธกลางวัน

                            ขอขอบคุณที่มาจาก  http://www.mahamodo.com 

แล้วครูแจ๋วก็ได้ฤกษ์ลาสิกขาบทให้พระลูกชาย จำนวน  2  วัน โดยให้ท่านตัดสินใจเอง ดังนี้   

1.  วันอังคารที่  13  เมษายน  2553  แรม 14 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล

     ตั้งแต่เวลา  00.00 - 06.06  น.  (ราชาฤกษ์)

2.  วันศุกร์ที่  30 เมษายน 2553       แรม 2 ค่ำ เดือน 5  ปีขาล 

     ตั้งแต่เวลา  03.07 - 15.08 น.   (ราชาฤกษ์)

   ซึ่งพระลูกชายครูแจ๋วเลือกวันอังคารที่  13  เมษายน  2553 

เป็นวันลาสิกขาบท  นับรวมบวชได้  24  วัน   

                       

                      เช้าตรู่วันที่  13  เมษายน  2553  เตรียมตัวรอเวลาและคณะสงฆ์

                      

                                     ปลงอาบัติ ก่อนทำพิธีลาสิกขาบท

                     

                                             จุดเทียน ธูป บูชาพระ

                     

                                       ท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์


                      
            

      โยมพ่อช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยตลอดเวลาต้องให้ผ้าเหลืองคลุมเสื้อผ้า เพื่อเป็นกุศโลบายว่าการดำเนินชีวิตต่อไปนี้ ให้พระธรรมคำสั่งสอน พระศาสนา เป็นภูมิคุ้มกันตลอดไป

                     

                             รับประพรมน้ำพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล

                    

                                             กราบรับพรจากคุณยาย

                  

                                           กราบรับพรจากคุณพ่อ

                 

                                      อ้อมกอดรับขวัญจากคุณแม่

                 

                                     คุณยายจูงออกจากพระอุโบสถ

 

 

                                                               วรางค์ภรณ์ /  14  เมษายน  2553

                                                                                            19.23  น.