ภาพ : ป่าสักริมทางรถไฟขุนตาน โดย วิรัตน์ คำศรีจันทร์ เทคนิค : ลายเส้นหมึกดำบนกระดาษ 

  สองสามวันมานี้   ผมทั้งเป็นวิทยากรบรรยายและเดินทางอย่างต่อเนื่อง นับแต่วันพฤหัสบดี ๘ เมษายน ๒๕๕๓ ก็ไปเป็นวิทยากรกระบวนการวิจัยให้กับเครือข่ายวิจัยพัฒนานโยบายส่งเสริมศักยภาพ อสม สู่ระบบบริการสุขภาพชุมชน ของรองศาสตราจารย์ ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง ซึ่งทำให้กับสำนักงานวิจัยเพื่อปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ จากเช้าจรดเย็น

พอเสร็จก็แวะนอนกับแม่และน้องที่บ้านตาลิน อำเภอหนองบัว นครสวรรค์ รุ่งเช้าก็ไปร่วมสัมมนาและระดมสมองมหาวิทยาลัยนครสวรรค์เพื่อท้องถิ่น ที่บึงเสนาถ นครสวรรค์ ตกเย็นก็กลับไปกินข้าวเย็นกับแม่ แล้วก็ไปรอรถนอนเที่ยว ๔ ทุ่มครึ่งที่สถานีรถไฟชุมแสง เพื่อไปขนหนังสือซึ่งทำให้แม่เพื่อแจกในวันทำบุญเทศกาลสงกรานต์และพิมพ์ที่โรงพิมพ์เชียงใหม่ ทางโรงพิมพ์เขาจะเร่งทำให้เสร็จในวันเสาร์

ด้วยความที่ตะรอนๆอย่างต่อเนื่องแล้วได้มาโดยสารรถนอนซึ่งไม่สะดวกสำหรับทำกิจกรรมทั้งปวงนอกจากนอน ผมจึงได้โอกาสปลดปล่อยตนเองและนอนรวดเดียวจนถึงเกือบ ๗ โมงเช้า แต่พอตื่นขึ้นมาและลงจากเตียงชั้นบนเพื่อล้างหน้าแปรงฟันและให้พนักงานเก็บเครื่องนอนให้ ผมก็เกิดอาการที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยในชีวิตคือมึนศีรษะ คลื่นไส้ มวนในท้อง และคล้ายกับจะอาเจียร หลังล้างหน้าแปรงฟันแล้วก็ไม่ดีขึ้น เมื่อกลับไปยังที่นั่งก็เลยหาวิธีที่ตนเองเคยใช้ได้ผลคือทำสมาธิ

ผมนั่งกำหนดการรับรู้และตามลมหายใจเข้าออก พอได้ความนิ่งพอสมควรแล้วก็เริ่มน้อมความรู้สึกไปรู้ส่วนต่างๆของร่างกาย นานๆครั้งจึงจะมีโอกาสได้ทำอย่างนี้ จึงได้ความรู้สึกหลายอย่างเหมือนกับร่างกายกำลังพยายามสื่อสะท้อนรายงานตนเองให้ผมได้ทราบ ผมรู้สึกล้าและตึงไปตามไหล่ หลัง พอส่งความรู้สึกไปรู้ ก็รู้สึกวาบตามไปด้วยทีละจุด สักพักหนึ่งก็รู้สึกค่อยยังชั่ว เห็นได้จากภายในว่าร่างกายมีพลังบางอย่างในการเยียวยาและบำบัดตนเอง

จากนั้น ก็รู้สึกสดขึ้น ผมนั่งทำสมาธิฟื้นฟูข้างในตนเองอยู่สักพักหนึ่งก็ลืมตา ก็พบว่ารถไฟถึงเขตขุนตานน้อยและใกล้ถึงอุโมงค์ถ้ำขุนตานอุทยานแห่งชาติขุนตานแล้ว เมื่อลืมตามองไปนอกหน้าต่างรถไฟก็เห็นป่าสักยืนต้นเป็นแนวรายทางรถไฟและได้ความรู้สึกสดชื่นไปกับอากาศยามเช้า ผมรู้สึกสดชื่น มีกำลัง หายคลื่นไส้และมึนศีรษะ ซึ่งตรงข้ามกับเมื่อแรกตื่นขึ้นมามากเลยทีเดียว

เพื่อหาวิธีที่จะอยู่กับภาวะที่กำลังเกิดขึ้นนี้ให้นานที่สุด ผมเลยดึงเอาสมุดวาดเขียนซึ่งก็มักจะมีติดตัวอยู่ตลอดเวลาอย่างน้อยก็ ๑ เล่มออกมานั่งวาดรูป ภาพที่ไหลเข้ามาให้ชมจากกรอบหน้าต่างรถไฟนั้น เป็นภาพโทนสีน้ำตาลที่มีสีเขียวแซมเป็นหย่อมๆของหมู่แมกไม้ยามร้อนแล้ง โดยเฉพาะต้นสักที่หนาแน่นเป็นแนวยาว ลีลาเหมือนบทเพลงทำนองซ้ำๆและต่อเนื่อง ให้น้ำหนักแสงเงาเรียบง่ายแต่มีจังหวะและความเป็นเอกภาพกลมกลืน ผมนั่งเขียนภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ความเป็นสมาธิสื่อสะท้อนกันและกันบนเส้นปากกากับความรู้สึกภายใน

เป็นอีกหนึ่งบทเรียนเล็กๆของวิธีการทางศิลปะเพื่อสื่อกับตนเอง กับเยียวยาและฟื้นฟูตนเอง.