สามัคคีธรรม

หลักธรรมพื้นฐานของศาสนาที่ตนนับถือเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในสังคม

            หลักธรรมพื้นฐานของศาสนาที่ตนนับถือเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในสังคมสามารถอธิบาย ได้ดังนี้
           สามัคคีธรรม
            ความหมาย สามัคคี คือ ความพร้อมเพรียงกัน คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปมีความคิด เห็นร่วมกันและมีความรักใคร่นับถือกันปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน จนทำหน้าที่ได้สำเร็จ เรียกว่า มีความสามัคคี
            ความสามัคคีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่  ๒ ประเด็นคือ การแสดงออกทางการทำงาน และความนึกคิดทางจิตใจ เพื่อสะดวกในการศึกษาเรื่องความสามัคคีแบ่งออกเป็น ๒ อย่างคือ
            ๑. ความสามัคคีทางกาย หมายถึง การร่วมด้วยช่วยกันการใช้แรงกายทำกิจกรรมต่างๆ ให้บรรลุผลสำเร็จ
            ๒. ความสามัคคีทางใจ หมายถึง การมีจิตใจที่จะกระทำสิ่งใดๆ ร่วมกันโดยมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
          การปลูกความสามัคคี
            วิธีปลูกความสามัคคีหรือสมานสามัคคี ตามพุทธโอวาท ทรงสอนให้ยึดหลักธรรม ”สาราณียธรรม” หมายถึง ธรรมที่ควรพิจารณาอยู่เนื่อง ๆ เป็นข้อปฏิบัติเป็นแนวปฏิบัติที่ทำให้บุคคลและกลุ่มคนมีความเห็นพร้อมต้องกัน มีความสามัคคีกัน 
สาราณียธรรม มีสาระที่สำคัญโดยย่อ ๆ ดังนี้คือ
            ๑. จะทำจะพูดจะคิดสิ่งใด ก็ให้ทำ ให้พูด ให้คิดสิ่งนั้น ด้วยเมตตาจิตต่อผู้อื่น
            ๒. รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น
            ๓. รักษาความประพฤติ กิริยามารยาทตลอดจนศีลธรรมวัฒนธรรมให้เสมอกับผู้อื่น
            ๔. มีความคิดเห็นร่วมกันกับคนอื่น
            ประโยชน์ของความสามัคคี
            ๑. ความสุขใจ เพราะ ใจที่มีความรักใคร่นับถือเป็นอารมณ์ย่อมแช่มชื่นเบิกบาน
            ๒. ความสำเร็จในการดำรงชีวิต ชีวิตเรามีความสุขได้เพราะความสามัคคีของหมู่คณะ ดังพุทธภาษิตที่ตรัสสั่งสอนไว้ว่า “สุขา สังฆัสสะ สามัคคี” แปลว่า ความพร้อมเพรียงของหมู่ทำให้เกิดสุข
                โทษของการแตกสามัคคี
            การแตกสามัคคีย่อมเป็นทางแห่งหายนะอย่างยิ่ง และเป็นทางแห่งความทุกข์ ระทมขมขื่นเป็นอันมาก ทุก ๆ สังคมถ้าแตกความสามัคคีกันแล้ว ความล่มจมตกต่ำก็จะเกิดขึ้น
 
          เรามาร่วมกันสร้างความสามัคคีในสังคมกันเถอะ โดยอาศัยหลักธรรมพื้นฐานของศาสนาที่ตนนับถือเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในสังคม เป็นแนวปฏิบัติ