ตามคำสัญญาที่ได้รับปากกับน้องจอยและน้องปุยว่าจะนำน้ำหวานไปเลี้ยงสมาชิกที่ "เรือนหญิง" เนื่องจาก ที่มา ของคราวก่อนน้องจอยและเพื่อน ๆ ที่เรือนหญิงบอกว่า "อยากทานน้ำหวานและไอติมแบบแท่ง"  ได้นำเรื่องไปเล่าให้เพื่อนครูที่โรงเรียนทราบ ที่บันทึกนี้  รวมกันจากเล็กผสมน้อยทำให้ได้งบประมาณมาทำกิจกรรมในวันนี้ 

            คราวนี้มีน้าต่าย นำผึ้ง น้องนัทและฉันรวมกัน ๔ คน  สำหรับคนในซอยเพื่อนบ้านต่างมีธุระสำคัญกับงานแต่ง งานบวช งานเยี่ยมญาติและกิจธุระของลูก ๆ จึงได้ฝากน้ำใจไปร่วม

              วันนี้มีหน่วยงานกู้ภัยอุตรดิตถ์มาจัดกิจกรรมสงกรานต์ให้กับสมาชิกในสถานสงเคราะห์  ขณะที่รอพระสงฆ์ได้มีกิจกรรมร้องรำทำเพลง  เป็นที่สนุกและครื้นเครง 

              ตรงทางเข้ามีผู้ชายวัยกลางคนใส่ชุดสีขาวนั่งอยู่ใต้ร่มไม้  ที่อากาศและแสงแดดแผดเผาจ้ามาก  ฉันเข้าไปถามแล้วไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด  แม้จะถ่ายภาพก็ไม่ใส่ใจ

            สังเกตว่าทุกคนผ่านการจัดระเบียบคือการอบรมสั่งสอน  จะเห็นการนั่งเป็นแถว การรู้จักยกมือไหว้กล่าวสวัสดี  และไหว้ก่อนรับของ การก้มตัวเมื่อเดินผ่านและการปรบมือให้กำลังใจเพื่อน ๆ ที่ออกไปร้องเพลง  ส่วนคนที่มีจะร้องเพลงจะเดินออกไปโดยไม่ต้องมีคนเสนอ 

           นอกจากนั้นจะมีผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมความเป็นระเบียบเรียบร้อย  คล้ายกับหัวหน้าชั้นเรียน   บุคลิกและท่าทางดูดี ดูเหมือนรู้เรื่องดีกว่าเพื่อน คอยส่งเสียง  ออกคำสั่งให้แก่สมาชิกและรับคำสั่งมาจากเจ้าหน้าที่

            พวกเราไปตามเจตนาคือ"เรือนหญิง"  ที่นี่แยกสมาชิกหญิงออกเป็น ๒ กลุ่มคือกลุ่มคนชราจำนวน ๒๖ คน และกลุ่มสาว ๆ ถึงกลางคนจำนวน  ๑๖๐ คน  การพักนอนและการรับประทานอาหารแยกจากกัน

             สมาชิกที่เรือนหญิงส่วนมากชอบถ่ายภาพมาก  เมื่อถ่ายแล้วจะขอชมภาพจากกล้องทุกครั้ง  และกำชับว่า "คราวหน้าอัดภาพมาให้ด้วยนะคะ"  น้องบุ๋มบิ๋มน้ำหนัก ๑๘๐ ก.ก. ชอบช่วยเหลือผู้ที่ไปจัดเลี้ยง  แต่ช่วยไม่หยุดและไม่ต้องการให้คนอื่นช่วย  จนกระทั่งเจ้าหน้าที่เตือน  เห็นเธองอนนิด ๆ

            หญิงเสื้อลายดอกสีส้ม  กำลังทำหน้าที่แจกช้อนก่อนเข้ารับประทานอาหาร  การเข้าแถวนับว่าเป็นระเบียบที่สังเกตเห็นได้ว่าน่ารัก น่าชมเชยยกย่อง  จึงอยากจะเชื่อว่าคนจะดีและมีระเบียบได้นั้นการอบรมสั่งสอนมีความสำคัญมาก

           บางคนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นผู้ป่วยทางจิต  เพราะว่ามีบุคลิกภาพผิดแผกไปจากลุ่มเพื่อน  เจ้าหน้าที่เล่าว่า "กลุ่มที่ฉันสงสัยนั้นล้วนแล้วเป็นผู้มีการศึกษาและมีฐานะ  แต่เมื่อมีอาการเป็นผู้ป่วยจึงต้องมารับการบริการที่นี่" 

        คุณยายเสื้อลายเมื่อว่างจากทานข้าวหรือตื่นนอนจะลงมานั่งขีดเขียนที่พื้นดินตลอดเวลา  อยากทราบว่าคุณยายขีดเขียนอะไรจึงเดินไปดูใกล้ ๆ คุณยายเขียนภาพมีลักษณะคล้ายทุ่งนาเป็นแปลง ๆ และมีถนนอยู่ตรงกลาง 

        นอกจากนี้ได้ทราบเรื่องราวของน้องจอย "พ่อและแม่แยกทางกัน มีพี่สาว ๒ คนทำงานแล้ว ส่วนแม่แต่งงานใหม่ไปอยู่ต่างประเทศกับสามีชาวญี่ปุ่นมีน้อง ๑ คน   ไม่กลับมาหาเลย  เธอบอกว่าแม่ลืมเธอไปแล้ว  ส่วนพ่อค้าขายอยู่ที่จังหวัดหนึ่ง  ไม่มาเยี่ยมเธอนานแล้ว  ครั้งหนึ่งที่พ่อมาเยี่ยมจอยอยากจะออกไปอยู่กับพ่อ  แต่พ่อปฏิเสธบอกเธอว่าให้รอแม่มารับก็แล้วกัน เธอเล่าด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า..จอยคงจะอยู่และตายในนี้"  รู้สึกว่าน้องจอยเล่าด้วยเสียงสะอื้นอยู่ภายในใจ 

        ก่อนกลับน้องจอยได้ตามหาฉัน  และได้ยินน้องจอยถามเพื่อน ๆว่า "เห็นแม่ของฉันไหม" ฉันถามน้องจอยว่าอยากทานอะไรอีกไหม  เธอบอกว่า "ส้มตำไก่ย่าง"  วันนี้จอยไม่ทานข้าวได้แต่กอดขวด "น้ำแดง"ไว้แนบอกตลอดเวลา  หากอาการของน้องจอยจะเข้มแข็งขึ้นสำหรับการออกไปต่อสู้ชีวิตกับโลกภายนอก ฉันยินดีให้ความร่วมมือและจะพยายามไปเยี่ยมน้องจอยบ่อย ๆ เมนูต่อไปเชิญพบกับ..ส้มตำไก่ย่าง" ตามคำขอค่ะ